post

ความพยายามครั้งใหม่ของเอซีมิลานในปี 2018

               เอซีมิลาน จากอดีตอันเกรียงไกร คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์มากที่สุดของกัลโช่ เซเรียอา มาบัดนี้ตั้งแต่ประสบปัญหาการเงินจนต้องปล่อยนักเตะตัวหลักออกจากทีมทีละคน ที่ตราตรึงใจแฟนบอลทั่วไปก็ปล่อยกาก้าไปรีลมาดริด หรือคิดผิดพลาดไปปล่อยตัวอันเดรีย ปีร์โล่ให้ยูเวนตุส ช่วงเวลาต่อ ๆ มาก็ซื้อตัวแบบผิดตัว จะเอาเกรดA ดันกลายเป็นประเภท B หรือ B+ บ้าง ซึ่งเวลาผ่านมาในช่วง 2013-2015 ถ้าติดตามกันบ้างก็พอจะรู้ผลงานนักเตะเหล่านี้ในสีเสื้อแดงดำเป็นอย่างไร เช่น เฌเรมี่ เมเนซ, อันเดรีย โปลี่, อเลสซิโอ แชร์ซี่, เคซึเกะ ฮอนดะ, คริสเตียน ซาปาต้า, เฟอร์นันโด ตอร์เรส, มิคาเอล เอสเซียง ฯลฯ ซึ่งนักเตะที่ได้มาและท่าทางพึ่งพาได้เห็นจะมีเพียง ซูโซ่, โบนาเวนตูร่า, ดอนนารุมม่า และโรมันโญลี่ ที่ปัจจุบันนี้ยังอยู่กับสโมสร ส่วนพวกศูนย์หน้าที่น่าจะฝากความหวังไว้ได้อย่าง คาลอส บัคก้า, สเตฟาน เอลชาราวี, เอ็มบาย เนียง และอันเดร ซิลวา กลับต้องย้ายทีมออกไปอย่างน่าเสียดาย จริง ๆ เอลชาราวี และเนียง น่าจะฝากฝังอนาคตได้แท้ ๆ แถมไม่มีความต้องการย้ายออกจากถิ่นซาน ซีโร่ แต่จำใจต้องลาจากเสื้อสีแดงดำที่พวกเขารัก ในรายของเอลชาราวีตอนนี้ก็กำลังไปได้ดีกับโรม่า ส่วนเนียงต้องระหกระเหินเร่ร่อน 4 ปี 4 ทีม ทั้งถูกปล่อยยืมตัวไปมงต์เปลิเยร์ เจนัว วัตฟอร์ด และเมื่อปีที่แล้วก็มาลงเอยด้วยสัญญายืมตัวกับโตริโน่ และถูกทีมกระทิงหินซื้อขาดไปด้วยค่าตัว 10 ล้านยูโรนี่เอง ยิ่งรายของอันเดร ซิลวา ที่ฟอร์มการเล่นเมื่อฤดูกาลก่อนไม่ดีเอาเสียเลย ย้ายไปเซบีย่า นัดแรกกดแฮททริกให้ต้นสังกัดใหม่แห่งแคว้นอันดาลูเซียโชว์ทีมเก่าไปเรียบร้อย 

เวลานี้นี้เพิ่งเริ่มต้นฤดูกาล 2018/2019 เพิ่งผ่านเกมส์กับนาโปลีและพ่ายแพ้ไปทั้งที่ออกนำไปก่อน 2 ประตูแท้ ๆ ยังถูกทวงคืนตั้ง 3 ลูก ซึ่งประตูที่เสียทั้งหมดนี้ถือเป็นความผิดพลาดของกองหลังทั้งหมดเลย ลูกแรกปล่อยนักเตะนาโปลีแต่งลูกจนยิงได้ ลูกสองเสียเพราะบากาโยโก้ที่เพิ่งยืมมาจากเชลซีดันโหม่งไปเข้าทางฝั่งตรงข้ามที่รอหน้ากรอบยิงเข้าไปซะงั้น ลูกสามยิ่งแสดงความอ่อนด๋อยของแนวรับมิลานออกมาให้เห็น จากการถูกจ่ายเลียดหน้าปากประตู เสา1ไปเสา2 ให้ดรีส เมอร์เท่น ทำประตูชิง 3 คะแนนไปหน้าตาเฉย ส่วนอิกวาอินที่ได้มาจากยูเวนตุสด้วยสัญญายืมตัว (พร้อมทั้งสิทธิ์ซื้อขาด) กลับแสดงความโดดเด่นออกมาไม่ได้ สรุปแล้ว หลายปีมานี้ ผู้เล่นใหม่ที่มิลานซื้อมาร่วมทีมใช้ไม่ค่อยจะได้เลย กลายเป็นเด็กปั้นที่จะดูดีเสียกว่า ทั้งแพททริค คูโตรเน่, ดาวิเด้ คาลาเบรีย, และอาจจะรวมถึงมานูเอล โลคาเตลลี่ ที่ถูกปล่อยยืมไปซาสซูโอโล่ อีกด้วย (ประตูของโลคาเตลลี่วัย 18 ปี เมื่อเดือนกันยายน 2016 ที่ยิงเป็นประตูโทน เอาชนะยูเวนตุส ตามจริงเวลานี้เขาควรเป็นสตาร์ประจำทีมแดงดำไปแล้วด้วยซ้ำ) 

เหมือนกับมิลานทีมนี้ที่เคยยิ่งใหญ่ถูกคำสาป ซื้อใครมาก็ไม่เวิร์ค ขายบัคก้า ขายอันเดร ซิลวา ก็ไปฟอร์มดีกับทีมที่ได้ไปซะอีก มิลานจะผ่านยุคที่ซบเซานี้ไปได้หรือไม่ สังเกตอีกอย่าง บอร์ดบริหารชุดนี้ของรอสโซเนรี่จะชอบจ้างกุนซือประเภทนักเตะเก่าแต่เป็นมือใหม่มาคุมทีม อย่างอินซากี, เซดอร์ฟ ตอนนี้ก็กัตตูโซ่ที่กุมบังเหียนอยู่ ตรงนี้น่าจะเป็นคำตอบกระมัง ที่ทุ่มตัวนักเตะ ดันลืมจัดโค้ชเก่ง ๆ มาด้วย แต่งานนี้ก่อนจะรู้ผล รอดูนักเตะใหม่ที่ยังไม่ลงซะก่อนอย่าง อเลน ฮาลิโลวิช กับกาสติเญโฆ่ เสียก่อนน่าจะดีกว่า

 

post

ใครจะเป็นเจ้าของบัลลงดอร์ 2018

                 โลกฟุตบอลปี 2018 ถือว่ามีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นหลายอย่าง ทั้งแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก 3 สมัยซ้อนของรีลมาดริด แชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ของฝรั่งเศสในรอบ 20 ปี รวมถึงการย้ายทีมครั้งล่าสุดของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และสถิติค่าตัวผู้รักษาประตูแพงที่สุดของอลิสสัน เบ็คเกอร์ ที่อยู่ได้ไม่กี่วันก็ถูกทำลายโดยการเซ็นสัญญาของเคป้า อาริซาบาลาก้า ที่ย้ายจากแอธเลติก บิลเบา ไปสู่เชลซี ด้วยค่าตัว 71 ล้านปอนด์ ผิดกับสถิติค่าตัวผู้รักษาประตูแพงที่สุดในสุดในโลกของจานลุยจิ บุฟฟ่อน ที่รักษาสถิติยาวนานถึง 16 ปีเลยทีเดียว เหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาแก่โลกฟุตบอลแบบติดต่อกันให้แฟนบอลแทบไม่ได้หายใจยังไงยังงั้น

อย่างไรก็ตาม ก็มีคำถามว่า “แล้วใครจะเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของยุโรปปีนี้ล่ะ?” จริงอยู่ว่าลูก้า โมดริช ได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของฟุตบอลโลกไปแล้ว (Adidas Golden Ball Award) จากฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยม ที่พาทีมชาติโครเอเชียเข้ารอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก แล้วฟุตบอลสโมสร กัปตันทีมชาติโครเอเชียคนนี้ก็เป็นส่วนสำคัญในการพารีลมาดริดได้แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์เช่นกัน เรียกได้ว่าครบเครื่องทั้งฟุตบอลอาชีพและการรับใช้ชาติ แต่ถึงอย่างนั้น ใครกันนะที่ครบเครื่องยิ่งกว่า ที่เป็นส่วนสำคัญในการพารีลมาดริดคว้าแชมป์ แถมยังคว้าถ้วยเวิลด์คัพอีกด้วย เขาคนนั้น ก็คือ “ราฟาเอล วาราน” ไงล่ะครับ ที่เป็นกองหลังชั้นเทพ เชิงบอลไม่เป็นรองใครของทีมชาติฝรั่งเศส แปลกดี เก่งขนาดนี้ยังเงียบ ๆ แต่ติดโผรายชื่อผู้เข้าชิงบัลลงดอร์อยู่ เพียงแต่คะแนนมันน้อยเกินไป สำหรับอันดับ 4 ถึง 10 ได้แก่ 4.อองตวน กรีซมันน์: 72 คะแนน 5. ลีโอเนล เมสซี่: 55 คะแนน 6. คีเลียน เอ็มบัปเป้: 43 คะแนน 7.เควิน เดอบรอยน์: 28 คะแนน 8. ราฟาเอล วาราน: 23 คะแนน 9.  อาซาร์: 15 คะแนน และ 10. รามอส: 12 คะแนน แล้ว 3 อันดับแรก ที่จะประกาศสิ้นเดือนสิงหาคมนี้จะเป็นใคร? ให้เดาก็น่าจะมี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลูก้า โมดริช และอีกคนก็น่าจะเป็นโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ จากฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรง พาอียิปต์ไปฟุตบอลโลกในรอบ 28 ปี และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยต้นสังกัด “ลิเวอร์พูล” เข้ารอบชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยหูใหญ่ยุโรป 2018 

ในอดีตที่ผ่านมานานหลายปี ผู้เล่นที่เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของฟุตบอลโลกแล้ว จะไมได้รับรางวัลบัลลงดอร์ ที่เห็นว่าเหมาทั้ง 2 รางวัลเลย ก็เห็นมีแต่ “เปาโล รอสซี่” ในปี 1982 เพียงคนเดียวเท่านั้น ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่ผู้เล่นที่ดีที่สุด โดดเด่นที่สุดในปีนั้นจะได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ หรือแบ่งกันก็ได้ถ้าสมเหตุผล เช่น ปี 2006 ซีเนอดีน ซีดาน เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของฟุตบอลโลก ส่วน ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ก็เป็นกัปตันทีมชาติอิตาลีที่คว้าแชมป์โลกไปในปีนั้น แต่ปี 2018 นี้ก็ต้องมาดูกัน จริง ๆ ถ้าให้ว่ากันตรง ๆ เลย ราฟาเอล วาราน, อองตวน กรีซมัน สมควรเป็น 3 คนสุดท้ายที่ได้เข้าชิงบัลลงดอร์มากกว่าหรือไม่ เพราะกรีซมันเองก็ช่วยแอต.มาดริดคว้าแชมป์ยูโรป้า ทั้งยิง 4 จ่าย 2 ในบอลโลก แถมยังช่วยแอต.มาดริดโค่นรีลมาดริดในฟุตบอลชิงแชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพอีกต่างหาก 

คือถ้าบัลลงดอร์ ไม่ได้วัดกันที่ผลงานในสนาม แต่เน้นบารมี ความเป็นซูเปอร์สตาร์ ก็บอกกันตรง ๆ เลยดีกว่า อย่างนั้นยังพอรับได้ แต่คนที่ควรได้กลับไม่ได้ขึ้นไปยืนบนแท่น อย่างนี้มันไม่สมควรเลยจริง ๆ

 

post

การย้ายทีมของ CR7 เปรียบได้กับการถูกหวยของกัลโช่ เซเรียอา

หากถามถึงนักฟุตบอลผู้เป็นขวัญใจของแฟนฟุตบอลส่วนใหญ่ในทศวรรษที่ผ่านมา จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลีโอเนล เมสซี และคริสเตียโน โรนัลโด ซึ่งเป็นคู่นักเตะที่คว้าบัลลงดอร์จำนวนครั้งเท่ากันระหว่างปี 2008-2017 เป็นสถิติที่ถือว่าไร้เทียมทานในประวัติศาสตร์ฟุตบอล (ของปี 2018 ยังรอการตัดสินอยู่ ซึ่งเมสซีหลุดโผไปแล้ว แต่โรนัลโดยังอยู่ โดยคะแนนอันดับ 4-10 ได้แก่ 4. กรีซมันน์: 72 คะแนน 5. เมสซี: 55 คะแนน 6. เอ็มบัปเป้: 43 คะแนน 7. เดอบรอยน์: 28 คะแนน 8. วาราน: 23 คะแนน 9. อาซาร์: 15 คะแนน และ 10. รามอส: 12 คะแนน) นั่นคือ ถ้าโรนัลโดได้บัลลงดอร์ 2018 จะแซงเมสซีทำสถิติเจ้าของบัลลงดอร์ 6 ต่อ 5 สมัย

แต่ก่อนหน้าที่จะประกาศผลว่่าใครคือผู้เล่นทรงคุณค่าแห่งปีทวีปยุโรป ตลาดนักเตะล่าสุดคริสเตียโน โรนัลโด ก็ทำเซอร์ไพรส์วงการอีกครั้ง ซึ่งหลายท่านน่าจะทราบกันแล้ว ว่าเขาได้ตัดสินใจย้ายออกจากรีลมาดริด ไปสู่ยูเวนตุสแห่งลีกกัลโช่เซเรียอา โดยการย้ายครั้งนี้ถือเป็นบิ๊กดีลที่สร้างกระแส 2 แบบ คือ เสียดายปนอาลัยของแฟนบอลราชันย์ชุดขาว สลับกับความตื่นเต้นและคึกคัก ใฝ่ฝันถึงถ้วยแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปียนส์ลีกใบที่ 3 ของพลพรรคม้าลายแห่งอิตาลี แม้ในตอนแรกก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดฝันว่ามันจะเกิดขึ้นจริง ขนาดจูเซปเป้ มารอตต้า CEO ของฝั่งยูเว่ยังต้องถามกลับ เมื่อจอร์จ เมนเดส ซูเปอร์เอเยนต์คนดังเปิดประเด็นเรื่องโรนัลโด ว่า “นี่คุณกำลังล้อพวกเราเล่นใช่ไหม?” ถึงกระนั้น ซูเปอร์ดีลก็ลุล่วงไปด้วยดี สนนราคาที่ 100 ล้านยูโร ในวัย 33 ปี ของโรนัลโด และเจ้าตัวก็ระบุถึง 1 ในเหตุผลที่เลือกทีมม้าลายเป็นทีมใหม่ นั่นคือ ความประทับใจในการแสตนดิ้งโอเวชั่น (Standing Ovation) ของ แฟนบอลยูเว่ เมื่อหลังจากโรนัลโด จักรยานอากาศทำประตูที่ 2 ในการพบกันเลกแรกของยูเวนตุส-รีลมาดริด ในยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกส์ ฤดูกาล 2017-2018 โดยพี่โด้ถึงกับบอกเองว่า “ผมไม่เคยได้รับการให้เกียรติอย่างนี้มาก่อน”

การย้ายทีมของโรนัลโดรอบล่าสุดนี้ ไม่เพียงเป็นการเสริมทีมที่ยอดเยี่ยมของยูเวนตุสเท่านั้น กระทั่งลีกกัลโช่เซเรียอาก็ยังคึกคักตามไปด้วย แม้ว่าก่อนหน้านี้นาโปลีจะได้คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือระดับแชมป์เปี้ยนมานั่งเฮดโค้ชแล้วก็ตาม แต่พอโรนัลโดมา ดูเหมือนระดับความเข้มข้นของการแข่งขันจะสูงขึ้นอีก นอกจากนี้ทีมดังที่ซบเซาอยู่ เช่น มิลาน หรืออินเตอร์ ก็เสริมตัวผู้เล่นได้ดีทีเดียว ยิ่งมิลานที่ได้ทั้งกอนซาโล่ อิกวาอิน, มัตเตีย คัลดาร่า, ดิเอโก ลักซาลท์, และ ติเอมูเอ้ บากาโยโก้ เรียกได้ว่าดูน่าสนใจไม่ใช่น้อยในด้านของความสมดุลย์ในการเล่น และความคมในการทำประตู มองไปที่โรม่าที่ถึงจะเสียผู้รักษาประตูคนเก่ง อย่างอลิสสันไปให้ลิเวอร์พูล แต่ก็ได้ผู้เล่นใหม่ คือ สเตฟาน เอ็นซอนซี่ และฮาเวียร์ ปาสตอเร่ เข้ามา รวมถึงจัสติน ไคลเวิร์ต ผู้เล่นดาวรุ่งที่จะเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติฮอลแลนด์ในอนาคตอันใกล้ดูภาพรวมลีกถือว่ามีความน่าติดตามน่าสนใจเพิ่มมากขึ้นพอสมควร

อย่างไรก็ดี แฟนบอลหลายคนมองว่ากัลโช่นั้นหมู โรนัลโดมาอยู่ที่นี่ก็มีความคาดหวังกันว่าจะได้เห็นดาวยิงทีมชาติโปรตุเกสฉีกแนวรับทีมตรงข้ามกระจุย แต่นัดเปิดตัวกับคิเอโว่ ก็น่าจะพอทราบแล้วว่า “มันก็ไม่ได้หมูขนาดนั้น”  ยิ่งทีมตรงข้ามเจอนักเตะเซเล็บ เขายิ่งทุ่มเท เช่น ซอเร็นติโน่เซฟลูกยิงโด้แบบเซฟเอา ๆ แต่ที่แน่นอนคือ “โรนัลโดเล่นมันส์มาก” และ “ยูเว่ได้โรนัลโดมา กัลโช่เลยเหมือนถูกหวย” ตามคำที่คริสเตียน วิเอรี่ กล่าวไว้ก่อนเปิดฤดูกาล เพราะลีกที่ซบเซากำลังเริ่มกลับมาได้รับการจับตาอีกครั้ง

 

post

ฟุตบอลโลก 2018 รูปโฉมของการแข่งขันฟุตบอลในปัจจุบัน

            ปิดฉากไปแล้วสำหรับฟุตบอลโลกฉบับรัสเซีย 2018 และฤดูกาลใหม่ของฟุตบอลสโมสรก็เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และทุกท่านก็ทราบกันแล้วว่าใครเป็นนักเตะยอดเยี่ยม ใครทำผลงานได้น่าผิดหวังกับทัวร์นาเมนต์ใหญ่ 4 ปีมีครั้ง และสิ่งหนึ่งที่เด่นชัดขึ้นมานอกจากความมันส์ในการฟาดแข้ง นั่นคือ “ทีมชาติส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ พัฒนาฝีเท้าและแผนการเล่นจนเทียบเท่ากันเกือบหมดแล้ว” เพราะสกอร์ในหลายเกมส์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการยิงเปรี้ยงปร้างผลิตประตูกันเยอะ ๆ เหมือนฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้ เช่น ฝรั่งเศส 2-1 ออสเตรเลีย จะว่าเป็นแมตช์เปิดตัวของฝรั่งเศสที่ยังไม่ฟิตก็ได้ แต่กว่าจะเข่นออสซี่ลง แชมป์โลกปีล่าสุดถึงกับหืดจับ ต้องอาศัยจุดโทษนาทีที่ 58 และการทำเข้าประตูตัวเองของฝั่งออสเตรเลียนาทีที่ 81 ฝรั่งเศสถึงจะสามารถคว่ำทีมที่ไร้ดาราในฟุตบอลยุโรปอย่างออสเตรเลียลงได้

หรือเกมส์ระหว่างสเปนกับโมร็อคโก 2:2 อีกทั้งสเปนชนะอิหร่าน ด้วยสกอร์ 0:1 ด้วยความยากลำบาก หรือเกมส์ช็อคโลกที่เกาหลีอัดทีมอย่างเยอรมันไป 2:0 รวมถึงผลงานที่ก้าวหน้าเป็นอย่างมากของทีมชาติญี่ปุ่น ที่หาญกล้าเอาชนะโคลัมเบีย 1:2 (ทีมชาติจากเอเชียเอาชนะทีมชาติจากอเมริกาใต้ได้เป็นครั้งแรก) และเกือบจะช็อคโลกด้วยการยิงนำหนึ่งในทีมเต็งอย่างเบลเยี่ยมไปก่อน 2 ประตู แต่พลพรรคซามูไรก็ต้านทานทีมยุคทองของเบลเยี่ยมไม่ได้ แพ้ไป 3:2 ถึงอย่างไรก็ตามมันเป็นแมตช์สุดแสนประทับใจที่เกือบต้องเล่นต่อเวลาพิเศษ ซึ่งประตูชัยเกิดขึ้นในนาทีที่ 90+4 จากลูกเคาน์เตอร์แอทแทคของปีศาจแดงแห่งยุโรป และแม้ทีมชาติอิหร่านจะตกรอบคัดเลือก แต่ฟอร์มการเล่นจากทีมชาติแดนอาหรับชาตินี้น่าจะประทับใจแฟนบอลหลายท่าน จากการชนะโมร็อคโก 0:1 แพ้สเปน 0:1 และเสมอโปรตุเกส  1:1

เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิงของฟุตบอลจากประเทศต่าง ๆ ที่ขยับเข้ามาใกล้กันมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ชาติที่กล่าวมาข้างบน แมตช์อื่น ๆ ที่สกอร์อาจจะห่างอยู่บ้าง แต่ทีมที่แพ้ในเกมส์ก็แสดงศักยภาพออกมาได้ดี นั่นแสดงถึงการถ่ายทอดความรู้กลยุทธ์ และทักษะทางด้านฟุตบอลในปัจจุบันนั้นเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่อย่างสมัยก่อนที่ทีมจากเอเชียพบทีมเก่งจากอเมริกาใต้หรือยุโรปทีไรเป็นต้องเตรียมตัวเก็บลูกบอลออกจากก้นตาข่ายตัวเองเป็นประจำ โดยทีมชาติญี่ปุ่นถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด เพราะนอกจากการสร้างสถิติและการสร้างความยากลำบากแก่เบลเยี่ยมแล้ว อากิระ นิชิโนะ เฮดโค้ชทีมอาทิตย์อุทัยคือผู้วางแผนการณ์สร้างเซอไพรส์อย่างแท้จริง เมื่อดูประวัติของโค้ชรายนี้ นับแต่เป็นนักเตะจนถึงรับงานผู้ฝึกสอน เขาอยู่แต่ในญี่ปุ่นมาโดยตลอด ตั้งแต่ค้าแข้งกับสโมสรฮิตาชิ ปี 1978-1990 ทีมเดียวจนเลิกอาชีพนักฟุตบอล และผลงานที่เด่นที่สุดในงานโค้ช ก็คือการพากัมบะโอซาก้า คว้าถ้วยแชมป์ AFC Champion League ในปี 2008 และตัวนิชิโนะเองก็ได้รางวัลเฮดโค้ชยอดเยี่ยมของ AFC Champion League 2008 อีกด้วย คือ ถ้าจะบอกตรง ๆ เฮดโค้ชทีมชาติญี่ปุ่นผู้นี้ ถือเป็นผลิตผลของฟุตบอลทวีปเอเชียอย่างแท้จริง

ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ได้บอกอะไรกับเราแฟนบอลทั้งหลาย สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด นั่นคือ “ความสามารถของนักฟุตบอลไม่ได้ห่างชั้นกันมากเหมือนแต่ก่อนแล้ว” สุดยอดนักเตะอย่างลีโอเนล เมสซี่ ถ้าถูกประกบสัก 3-4 คน ก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน และต่อไป ความเท่าเทียมทางคุณภาพการเล่นฟุตบอลจะถูกขยับเข้ามาใกล้ขึ้นกว่านี้อีก  ขึ้นอยู่กับว่าจะเร็วช้าสักแค่ไหนเท่านั้น