post

วัฒนธรรมการเตะฟุตบอลของเด็กไทย

ฟุตบอลเป็นหนึ่งในกีฬาที่ถูกมองว่าควรให้แต่ผู้ชายเล่น แต่อันที่จริงแล้วเล่นได้ทุกเพศทุกวัย เพราะเป็นการผสมผสานกีฬา ทั้งจ๊อกกิ้ง วิ่งสปรินท์เร็ว ๆ กระโดด เบียดแย่งบอล เตะบอลให้ตรงเป้า หรือเตะบอลให้มันแรง ๆ สรุปคือ รวมทั้งวิ่ง แอโรบิค และเตะลูกหนัง เข้าไว้ด้วยกัน และการที่เด็กคนหนึ่งจะมีแรงบันดาลใจมีแรงกระตุ้นในการลงสนาม ส่วนใหญ่นั้นเป็นเพราะพวกเขามีนักเตะในดวงใจ สมัย 10 กว่าปีก่อน ก็เป็นเดวิด เบ็คแฮม, ไมเคิล โอเว่น, ไรอัน กิกส์, พอล สโคลส์, สตีเวน เจอราร์ด เป็นต้น เรียกได้ว่า ถ้าปลื้มใครสักคน จะเลือกตำแหน่งและสไตล์การเล่นเลียนแบบนักเตะคนนั้นไปเลย และที่นิยมมากคือตำแหน่งปีกขวาที่เด็ก ๆ สมัยนั้นจะเลียนแบบเบ็คแฮม เห็นได้ประจำเลยตอนคัดบอลโรงเรียน และต่อมาก็จะเห็นร่างทรงคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซะเยอะ เยอะมากจริง ๆ แบบไปสนามไหน ส่วนใหญ่จะเห็นตัวก๊อปปี้โรนัลโด้แทบทั้งนั้น และสไตล์บอลที่เด็กไทยส่วนใหญ่ชื่นชอบ และเล่นกันเป็นกิจวัตร คือ เล่นแบบบอลอังกฤษ โดยการต่อบอลเร็ว ๆ เล่นเกมส์เร็ว เป็นเหตุเป็นผล ถ้าพวกเล่นช้า ๆ จ่ายแม่น ๆ ไปลงสนามเล่นด้วย จะคล้ายกับไม่เข้าพวก หรือถูกว่าส่งช้า แต่คนเก่ง ๆ เล่นฉลาดก็มี ถ้าเก่งเลย ก็ถูกยกให้เป็นดาราประจำทีมและเป็นที่นิยมนับถือในหมู่เพื่อน ๆ เป็นต้น

การแข่งขันฟุตบอลสนามใหญ่ หรือว่าบอล 7 คนของเด็กไทย ส่วนใหญ่ถ้าจัดแข่งแบบทางการจะให้แข่งตอนกลางวัน กลางแดดเปรี้ยง ๆ ร้อน ๆ แต่ตอนซ้อมจะซ้อมกันช่วงเย็น (ทีมเก่ง ๆ เขาคงซ้อมกันตอนแดดจัดนั่นแหละ แต่ส่วนใหญ่ตามภูธร กลางวันเรียน เย็นมาก็ซ้อมบอล) ซึ่งอากาศต่างกันลิบลับ ทางที่ดีแข่งควรแข่งเวลาเย็นดีกว่าจะได้สะดวกคนดูคนเชียร์ด้วย แต่นักบอลส่วนใหญ่ก็ถึกทนกันจริง ๆ เล่นกันกลางแดด ไม่ค่อยเห็นใครเป็นลมแดดสักเท่าไร และอีกอย่างหนึ่ง ตามภูธรบางแห่ง บอลโรงเรียนคัดเด็กก็คัดเอาแต่ที่เขาเก่งแล้ว ไม่มีการฝึกซ้อม เก่งตั้งแต่ก่อนมาเข้าโรงเรียน พอจะมีแข่ง ก็คัดตัวล่วงหน้า 1 เดือน ซึ่งที่เล่ามาเป็นเรื่องราวเมื่อประมาณ 14 ปีที่แล้ว สมัยนี้เห็นครูรุ่นใหม่ไฟแรง ที่เป็นนักบอลเก่าตั้งแต่สมัยก่อน มาสอนเด็ก มาทำทีม วางแผนการเล่น หล่อเลี้ยงนักบอลวัยเยาว์กันเป็นล่ำเป็นสัน ดูแล้วน่านับถืออย่างมาก

จริง ๆ ผู้หญิงก็น่าเตะบอลเหมือนกัน แต่ถ้าเตะกับเด็กผู้ชาย กลัวจะมีเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลบางอย่างเกิดขึ้น เพราะเป็นกีฬาที่ถึงเนื้อถึงตัว พ่อแม่ก็เป็นห่วง นอกจากการสไลด์ เตะตัดขา ดักขา เตะบอลอัดแล้ว จะปล่อยเล่นกับเด็กหนุ่ม ๆ ก็ไม่น่าไว้ใจ แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรส่งเสริม เพราะสมัยนี้ฟุตบอลหญิงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น หลาย ๆ สโมสรมีชื่อเสียงในยุโรปได้ตั้งทีมหญิงขึ้นมา มีการลงทุน การแข่งขันระบบลีก คล้ายกับการแข่งฟุตบอลชายมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นถ้าเราสนับสนุนฟุตบอลหญิงเสียแต่เนิ่น ๆ อาจได้เห็นทีมฟุตบอลหญิงไทยที่เก่งเหมือนทีมวอลเล่ย์หญิงเหมือนกัน (จริง ๆ ถ้าไปเตะเล่นกับพวกเด็กผู้ชายที่สนาม จะรู้ว่าประเทศไทยมีคนเตะบอลเก่งเยอะนะ และเป็นประเทศที่นิยมฟุตบอลมาก ๆ แต่พอแข่งจริงยังตามหลังประเทศอื่นอยู่) ดังนั้น ส่งเสริมบุตรหลานเตะบอลกันเถอะครับ

 

post

วิเคราะห์ทีมชาติโครเอเชียในฟุตบอลโลก 2018

โครเอเชียประเทศที่ส่งออกนักฟุตบอลเป็นสินค้าขึ้นชื่อประเทศหนึ่ง มีประชากรเพียง 4.5 ล้าน คน และทำผลงานสุดยอดในฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมานี้ โดยการเข้ารอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอล อีกทั้งกัปตันทีม ลูก้า โมดริช ยังเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนท์อีกต่างหาก แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่สามารถต้านทานความร้อนแรงของทีมชาติฝรั่งเศสซึ่งถือว่าเป็นชุดที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ 20 ปีก่อนเช่นกัน ทัวร์นาเมนต์นี้ ถ้านับเป็นยุคทองของทีมชาติ ก็ต้องบอกว่าเป็นยุคทองของ 4 ทีมชาติเลยทีเดียว นั่นคือ ฝรั่งเศส โครเอเชีย เบลเยี่ยม และญี่ปุ่น

ทำไมถึงจัดทีมชาติโครเอเชียในบอลโลกหนนี้เป็นยุคทอง? นั่นเพราะว่าพวกเขาสร้างประวัติศาสตร์เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ และถึงแม้ไม่มีดาวเตะระดับพระกาฬอย่างซโวนิเมียร์ โบบัน หรือดาวอร์ ซูเคอร์ ก็ทำผลงานได้อย่างสวยหรู อันที่จริง ถ้ามีเพลเมกเกอร์และจอมถล่มประตูอย่าง 2 คนที่กล่าวถึง อาจเป็นแชมป์โลกไปแล้วก็ได้ ถ้าย้อนนึกดู โครเอเชียกว่าจะเข้ารอบแต่ละรอบ ต้องเล่นถึงต่อเวลาพิเศษหรือยิงจุดโทษโน่นเลย ทำไม? คำตอบง่าย ๆ ก็เพราะกองหน้าทีมนี้ไม่คมน่ะสิครับ มาริโอ มานซูคิช ไม่ใช่พวกยิงประตูเยอะ ๆ แต่เป็นประเภทยิงประตูสำคัญ ยิงทีละน้อย ๆ ทั้งช้าและหนัก แต่มีดีตรงที่ความใจสู้ของพี่แกนี่แหละ ที่คอยกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมอยู่เสมอ ไปถามแฟนบอลยูเวนตุสดูได้ พอบอลไปทีมมานซูคิชทีไร เกมส์จะช้าเอื่อย ๆ ถ้าเล่นลูกบนพื้นแล้วฝ่ายตรงข้ามบีบเร็ว มานซูจะเสียบอลค่อนข้างง่ายด้วย แต่กระนั้นก็ถือเป็นคนสำคัญของทั้งทีมชาติและสโมสร เพราะความใจสู้ไม่ยอมแพ้ของแกนี่เอง หรือถ้าจะเอาอันเดร ครามาริช ลงก็ค่อนข้างดีอยู่แต่เหมือนกระดูกไม่แข็งพอ ส่วนมาร์โก เปียซ่า ก็เจ็บไปนาน ไปอยู่ชาลเก้ไม่ค่อยได้ลงเล่นด้วย ดันมาอยู่ในช่วงฟื้นตัวตอนบอลโลกพอดี แล้วกองหน้าที่น่าจะพึ่งพาได้อย่างนิโกล่า คาลินิช กลับถูกส่งกลับบ้านไปก่อนซะอย่างนั้น

ความใจสู้ ฮึด อยากเอาชนะเป็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งฮึกเหิมเกินไปก็กลายเป็นเกร็งไปซะได้ จากลูกแรกที่โครเอเชียเสียเพราะมานซูคิชโหม่งสกัดพลาด ทำให้บอลเข้าประตูตัวเองไป แต่มีอีกคนหนึ่งซึ่งจะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย คือ อิวาน เปริซิช ที่โชว์ฟอร์มได้ร้อนแรงเหลือเกิน แต่กลับหลุดทีมยอดเยี่ยมไปซะอย่างนั้น (คือ ถ้าคิดดูดี ๆ อินเตอร์มิลานตอนนี้ไม่ใช่ทีมมีบารมีเหมือนแต่ก่อน ถ้าเปริซิชมาจากทีมใหญ่ อาจติดโผผู้เล่นยอดเยี่ยมแบบไม่ต้องลุ้นเลยก็เป็นได้) เป็นผู้เล่นริมเส้นฝั่งซ้ายที่มีลีลาการกระชากลากเลื้อยดูรุนแรงเร้าใจเหลือเกิน แถมยังมายิงประตูในทัวร์นาเมนต์ได้บ่อย ๆ ด้วย แต่อย่างว่า ร้อนแรงมาก ก็เผลอทำเสียจุดโทษซะได้ (ไม่น่าเลย) และอย่างที่ทุกท่านทราบว่าโครเอเชียเป็นรองแชมป์ฟุตบอลโลกในปีนี้อย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยลีลาการเล่นที่แข็งแรง เกมส์รับเหนียว กองหน้าดุดัน หวังว่าต่อไปประเทศนี้จะผลิตนักบอลเก่ง ๆ ออกมาให้แฟนบอลได้ชื่นชมกันอีกเยอะ ๆ

 

post

รำลึกฟุตบอลในความทรงจำของคนเริ่มจะแก่

                ฟุตบอลในช่วงยุค 1990-2000 ต้น ๆ ดูจะเป็นยุคสมัยที่อุดมสมบูรณ์ดาวเตะฝีเท้าฉกาจฉกรรจ์มากมาย นึกแค่พอล แกสคอยน์, อาเรียล ออเตก้า, รุย คอสต้า ก็เป็นพวกที่เข้าขั้นคำว่า “โคตรเก่งแล้ว” เทคนิคลูกเล่นแพรวพราว ดูไม่เคยเบื่อ เสียดายแกเกิดเร็วเกินไป ถ้ามาสมัยนี้ค่าตัวจะเท่าไหร่? คำว่าอัจฉริยะแปะอยู่บนหน้าคนพวกนี้แบบชิล ๆ เป็นแบบเจอคนนี้ว่าเก่งแล้ว ยังมีไอ้คนที่เก่งกว่าอีก เก่ง เก่ง และเก่ง นักเตะระดับพระกาฬ เช่น เดนนิส เบิร์กแคมป์, เธียรี่ อองรี ลองคิดดู สมัยนี้จะหาใครแบบนี้ได้บ้างที่เต็มไปด้วยจินตนาการและประสิทธิภาพ คือคำพูดที่ว่า “นักเตะสมัยนี้เล่นดี 2-3 นัดก็ดังแล้ว” ดูจะเป็นเรื่องจริง และถ้าคนที่เกิดทันและหมกมุ่นกับฟุตบอลสมัยก่อน จะเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่าชื่อของ โรนัลโด้, โรมาริโอ้, โอเว่น เป็นอย่างไร จัดจ้านขนาดไหน และทำผู้คนเป็นบ้าเรื่องฟุตบอลได้กี่ล้านคน หรือดูอย่างกองหน้าฮอลแลนด์ที่แมนยูฯ ซื้อมา ที่ชื่อว่า รุด ฟาน นิสเตลรอย ยี่ห้อการค้าเครื่องจักรถล่มประตู เพราะ “ยิงจนลืม” ลืมว่า เอ้อ นัดนี้นิสเตลรอยจะยิงได้ไหม ลืมไปเลยเพราะแกผลิตประตูแทบทุกนัด ใน 5 ปี ที่พี่รุดอยู่ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด ลงเล่น 150 นัด ยิง 95 ประตู ก็…ไม่ได้เกิน 100 ลูกนะ แต่อย่างนี้แหละมือปืนของแท้ 

การเล่นของโรนัลดินโญ่ ที่แม้อาจจะถือว่าเป็นช่วงท้ายของฟุตบอลคลาสสิคแล้ว พอดินโญ่ย้ายออกจากบาซ่า อะไร ๆ ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไป มีการเล่นฟุตบอลที่เป็นเหตุเป็นผล ใช้แรงมากขึ้น แต่จินตนาการน้อยลง ยังดีที่มีเมสซี่ให้ยังตะลึงในความมหัศจรรย์อยู่เรื่อย ๆ แต่ผู้เล่นที่ใช้ความสร้างสรรค์เยอะ ๆ ดูท่าทางจะเหมือนสัตว์หายากเข้าไปทุกที ยิ่งนักเตะแบบฟรานเชสโก้ ต็อตติ นี่ลืมไปได้เลย นักบอลอิตาลีปี 2018 เฉพาะพวกที่ติดทีมชาติ ดูเหมือนจะห่างกับคำว่า “ระดับโลก” เสียเหลือเกิน กองหลังแบบอเลสซานโดร เนสต้า, เปาโล มัลดินี่ และฟาบิโอ คันนาวาโร่ คงต้องรอให้หนุ่ม ๆ ที่มีอยู่ตอนนี้โตเต็มที่เสียก่อน เพราะนอกจากผลงานการคุมทีมของจาน ปิเอโร เวนตูร่า ฟอร์มผู้เล่นเอาเข้าจริง ก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน เรียกว่าถ้าเข้ารอบไปก็เล่นรอบแบ่งกลุ่มก็น่าจะหืดขึ้นคอแล้ว นักเตะของอิตาลีที่เก่งแบบฝ่ายตรงข้ามต้องจ้องตาไม่กะพริบนั้น ตอนนี้ไม่มีเลย 

นอกจากทีมชาติอิตาลี ทีมชาติฮอลแลนด์ก็ยิ่งกว่า ขาดแคลนผู้เล่นระดับสุดยอดมานาน ดีหน่อยที่กองหลังมีเวอจิล ฟาน ไดจ์ค เซ็นเตอร์แบ็คคุณภาพดีที่ตอนนี้เล่นให้ลิเวอร์พูล ส่วนดาลีย์ บลินด์ และสเตฟาน เด ไฟรจ์ ก็โอเคอยู่ แต่การไปปล่อยไก่ แพ้ให้บัลแกเรีย 2-0 นั้นน่าอดสูยิ่งนัก และการแพ้ให้ฝรั่งเศส 4-0 ในปีเดียวกันอีกนั้นไม่ควรยอมรับอย่างยิ่ง และการที่ไม่สามารถผลิตแนวรุกชั้นแนวหน้าได้เลย ถือเป็นปัญหาหนัก ไม่เฉพาะวงการฟุตบอลฮอลแลนด์เท่านั้น แต่มันส่งผลกับความบันเทิงของแฟนบอลผู้เสพย์ติดความมันส์ลูกหนังอย่างร้ายแรง พึ่งพาร็อบเบนมาหลายปีแล้ว ตอนนี้จัสติน ไคลเวิร์ตเพิ่งขึ้นมา เห็นฟอร์มเล่นกับโรม่าก็ไม่รู้จะไปได้ไกลแค่ไหน นึกถึงตอนไรอัน บาเบิล เป็นตัวจริงของลิเวอร์พูล ตอนนั้นหลายคนก็คิด ว่าฮอลแลนด์นี้ไม่สิ้นคนดี แต่ที่ไหนได้…. บ่น ๆ  ไปแล้ว คิดถึงเดนนิส เบิร์กแคมป์, มาร์ค โอเวอร์มาร์ส, รุด กุลลิต, มาร์โก ฟาน บาสเท่น หรือจะย้อนไปภาพที่เกิดไม่ทันแต่อยากอยู่ในเหตุการณ์ อย่างตอนที่กรรมการกางร่มให้โยฮันน์ ครัฟฟ์ เพราะตอนนั้นกรรมการกลัวลุงครัฟฟ์แกเปียกฝน ความคลาสสิคอย่างที่ว่ามานั้นไม่เห็นในปัจจุบันแล้ว

 

post

เรื่องราวของค่าตัวนักฟุตบอลอันโชติช่วงชัชวาลย์

ค่าตัวเนย์มาร์ที่เป็นตัวเลขสวย ๆ ที่ระบุไว้ 222 ล้านยูโรเมื่อย้ายจากบาเซโลน่าไปสู่ปารีส แซงแชร์กแมง รองลงมาก็คีเลียน เอ็มบัปเป้ อยู่ที่ 180 ล้านยูโร ถ้าเทียบเป็นเงินไทยก็มหาศาลหลายพันล้านบาทอยู่เหมือนกัน สมัยฤดูกาล 1997/1998 โรนัลโด้ R9 ย้ายจากบาเซโลน่าไปอินเตอร์มิลาน ค่าตัวยังประมาณ 19 ล้านยูโรเท่านั้นเอง จนถึงฤดูกาลที่ 2001/2002 สถิติค่าตัวที่แพงที่สุดในโลกจึงกระโดดขึ้นไปถึง 77 ล้านยูโร ด้วยเหตุการณ์ที่รีลมาดริดทุ่มข้อเสนอบ้าคลั่งเพื่อเซ็นสัญญาสุดยอดเพลเมกเกอร์ ซีเนอดีน ซีดาน โดยในฤดูกาลนั้นเองซีดานก็ตอบแทนเม็ดเงินราชันย์ด้วยการวอลเล่ย์นอกกรอบด้วยเท้าซ้าย ให้พลพรรคโลสบลังโกสมีชัยเหนือห้างขายยาไบเออร์เลเวอร์คูเซ่น คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์ไปอย่างงดงาม และเป็นเวลาถึง 8 ปี ที่ค่าตัวสถิติโลกของซีดานไม่สามารถมีใครมาทำลายได้ จนกระทั่งฤดูกาล 2009/2010 รีลมาดริดเจ้าเก่าก็ทุ่มเงินอีกครั้ง ด้วยการคว้าตัว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และเป็นการเซ็นสัญญาที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง เพราะในช่วงเวลาที่โรนัลโด้CR7อยู่ที่รีลมาดริด เขาสามารถพาทีมคว้าถ้วยบิ๊กเอียร์ได้ถึง 4 ครั้ง โดยเฉพาะแชมป์ 3 สมัยซ้อน 2015/2016, 2016/2017, 2017/2018 แต่ทว่าแชมป์ลาลีก้าทำได้เพียง 2 สมัย คือ 2011/12, 2016/17

ยิ่งตอนเอ็มบัปเป้คว้าแชมป์ฟุตบอล 2018 ค่าตัว 180 ล้านยูโร และวัยเพียง 19 ปี เมื่อเทียบกับสถิติของเนย์มาร์ 222 ล้านยูโร ดูท่าทางค่าตัวแพงที่สุดในโลกของเบอร์ 10 ทีมชาติบราซิลคนปัจจุบันจะไม่มั่นคงเสียแล้ว ยิ่งมีเศรษฐีบ้าคลั่งเยอะ ๆ อยู่ ถ้าอีกปีหรือสองปี จะมีทีมไหนมายื่นค่าตัวเอ็มบัปเป้ด้วยเงิน 300 ล้านยูโร น่าจะไม่ไกลเกินความคิดสักเท่าใดนัก หรือจะอัดไป 350 ล้านยูโร ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องของการเสนอซูเปอร์ดีล ลองมาดูค่าตัวนักเตะคุณภาพแต่ชื่อเสียงยังมีไม่มากนัก เช่น ลูคัส ตอเรย์ร่า ที่อาเซน่อลเพิ่งจ่าย 30 ล้านยูโร หรือเจา คันเซโล่ ที่ยูเวนตุส ควักเงิน 40 ล้านยูโร ก็ดูจะเป็นมาตรฐานของกลุ่มนักบอลเก่งแต่ยังไม่ดัง ในส่วนของผู้รักษาประตู สถิติ 52 ล้านยูโรของจานลุยจิ บุฟฟ่อน ที่อยู่ยงคงกระพันเป็นมือโกล์แพงที่สุดในโลก นาน 17 ปี ก็ถูกทำลายสถิติด้วยการย้ายทีมของอลิสสัน เบ็คเกอร์ จากโรม่า ไปสู่ ลิเวอร์พูลด้วยค่าตัว 75 ล้านยูโร แต่ประตูแซมบ้าแพงที่สุดได้แป๊บเดียว ก็ถูกทำลายโดยเงินค่าตัว 80 ล้านยูโรของเคป้า อลิซาบาลาก้า ที่เชลซียื่นให้แอธเลติก บิลเบา

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องของฟุตบอลนั้น ทีมไหนอยากเก่งต้องลงทุน ทุ่มทุนมาก ๆ ก็เก่งเอง แต่ต้องมีสายตาที่เฉียบแหลม เลือกนักเตะได้ถูกตัวด้วย ไม่ใช่แบบตอนที่แมนเชสเตอร์ซิตี้เพิ่งรวยใหม่ ๆ ก็เอาแต่ทุ่มจับคนเก่ง ๆ มาดอง มีกองหน้าพระกาฬอยู่เพียบ แต่ใช้จริงไม่กี่คน ดังนั้นการที่บาเซโลน่าจ่ายค่าเหนื่อยให้เมสซี่ 550,000 ยูโรต่อสัปดาห์ก็ถือว่าคุ้มทุน เพราะฟอร์มการเล่นของกัปตันทีมชาติอาร์เจนติน่าก็ตอบแทนสโมสรมานักต่อนัก หรือการที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อายุ 33 ปีแล้วค่าตัวยังอยู่ที่ 100 ล้านยูโร นั่นก็ต้องดูทั้งความคุ้มค่าทางการตลาด แค่มีข่าวกับโด้ หุ้นของยูเว่ก็ขึ้นไป 11% แล้ว พอมาวันแรกเสื้อโรนัลโด้สีขาวดำหมายเลข 7 ยังขายได้เกินห้าแสนตัว แล้วคนยังรอมาดูเจ้าของบัลลงดอร์ 5 สมัยลงแข่งอีกเพียบ เรียกว่า 100 ล้านยูโรที่ม้าลายจ่ายไป “ถูกยังกับถั่ว”  จึงเห็นภาพได้ชัดว่า ซื้อของดีมาใช้ยังไงก็คุ้ม

 

post

ยูเวนตุสกับเป้าหมายถ้วยบิ๊กเอียร์ครั้งที่ 3

เป็นที่ฮือฮาวงการลูกหนังกับการตัดสินใจย้ายออกจากรีลมาริดของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซุป’ตาร์ลูกหนังของโลกยุคปัจจุบันนี้ แต่เป้าหมายของพี่โด้อาจเซอไพรส์ใครหลายคนที่แกเลือกทีมที่นอกเหนือความคาดหมายอยู่บ้างอย่างยูเวนตุส ที่โด้เพิ่งจะจัดการยิงจุดโทษทดเวลานาทีสุดท้าย เขี่ยทีมม้าลายตกรอบจากการแข่งขันยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์เมื่อฤดูกาลก่อน แต่เขาก็ตัดสินใจย้ายทีมมาร่วมเล่นฟุตบอลกัลโช่ เซเรียอา เหตุผลหนึ่งเพราะ ความประทับใจเมื่อที่พี่โด้แกยิงลูกจักรยานอากาศ เป็นประตูที่ 2 โดยบุฟฟ่อนได้แต่มอง แต่ถึงกระนั้น อาการโต้ตอบของแฟนบอลม้าลาย กลับกลายเป็นการยืนปรบมือชื่นชมประตูสุดสวยของสตาร์ชาวโปรตุเกสนั้นต่างหาก สิ่งนี้เองอาจจะสะกิดใจโรนัลโด้ ให้เปรย ๆ กับเพื่อนร่วมทีมรีลมาดริดว่าอาจถึงจุดอิ่มตัวในชุดสีขาวนั้นแล้วนั่นเอง ซึ่งเขาก็ได้บอกเองว่า “การสแตนดิ้งโอเวชั่น (ปรบมือจากแฟนบอลคู่แข่ง) เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยได้รับมาก่อน” และมีเหตุการณ์นึงที่เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมรีลมาดริดต้องมากล่าวว่า “คริสเตียโน่ต้องชี้แจงต่อแฟนบอลของพวกเรา” และในที่สุดคริสเตียโน่ก็ย้ายบ้านมาอยู่เมืองตูรินจนได้

บรรยากาศตรงข้ามกับเมืองมาดริด ที่แฟนบอลม้าลายหลายคนฝันถึงแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์ ที่ไม่ได้สัมผัสมานาน ย้อนไปฤดูกาล 95/96 โน่นเลย หรือกว่า 22 ปีมาแล้ว ซึ่งอันที่จริงนัดชิงฟุตบอลถ้วยใหญ่ยุโรปกับยูเว่เหมือนจะไม่ค่อยสมพงษ์กันสักเท่าไหร่ เพราะได้แชมป์หนแรกก็พ่วงเหตุโศกนาฏกรรมมาด้วย หรือจะเป็นการเข้าชิง 2 ครั้งหลังสุด ก็เป็นทีมเบียงโคเนรี่นี้เองที่ถูกขัดขวางโดยบาเซโลน่าและรีลมาดริด 2 ยอดทีมแห่งยุค แต่ม้าลายก็ยังไม่ย่อท้อ ถึงจะเจ็บปวดแต่ก็พร้อมลุกขึ้นมา และปีนี้เมื่อโรนัลโด้มาใส่หมายเลข 7 ในชุดขาวดำแล้ว ไฟในใจก็ลุกโชนอีกครั้ง พร้อมบอร์ดบริหารต้อนรับโรนัลโด้ (ที่แม้จะอยู่ในวัย 33 ปีแล้ว แต่ทางวิทยาศาสตร์การกีฬากลับบอกว่าร่างกายโรนัลโด้เหมือนนักเตะอายุ 28 ปียังไงยังงั้น) ด้วยการมีท่าทีจะออกโครงการให้คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของรถซูเปอร์คาร์ เฟอรารี่ อีกด้วย

อันที่จริงแล้ว ค่าตัวและค่าเหนื่อยของหมายเลข 7 คนใหม่แห่งเบียงโคเนรี่นั้นหนักและเกินงบของสโมสรไปพอสมควร แต่จากการช่วยเหลือของธุรกิจในเครือเดียวกันก็สามารถจ่ายเงินตรงส่วนนี้ไปได้ แต่ก็ต้องระบายนักเตะออกเพื่อลดรายจ่ายในเรื่องของค่าเหนื่อยลง แล้วหวยมาออกที่ กอนซาโล่ อิกวาอิน ความจริงพี่ปิปิต้าแกก็ไม่ได้อยากย้ายไปไหนนะ แต่สโมสรบีบโดยการปล่อยให้มิลานยืมตัวไป พอมิลานจ่ายค่าเหนื่อยไม่ไหว บอร์ดยูเว่ยังออกช่วย 1 ล้านยูโรอีกต่างหาก ไม่พอยังมองว่ามัตเตีย คัลดาร่า เซ็นเตอร์แบ็คดาวรุ่งของทีมชาติอิตาลีที่เพิ่งได้มาใหม่หมาด ๆ เอาไปแลกตัวกับโบนุชชี่ ซึ่งปีที่แล้วโบนุชชี่เพิ่งย้ายไปมิลานแถมสวมปลอกแขนของทีมแดงดำ ดีลนี้เรียกได้ว่าไม่ไว้ใจดาวรุ่ง เอาไปแลกตัวกับคนมีอายุเก๋าประสบการณ์ซะเลย อย่างไรก็ตามแฟนยูเว่ส่วนนึงไม่พอใจที่อดีตกองหลังขวัญใจยิงทีมตัวเองและทำท่าดีใจ แล้วก็เกลียดโบนุชชี่ไปซะแล้ว อยู่ดี ๆ กลับมา จึงออกอาการหัวร้อน เรียกว่าเดิมพันของยูเวนตุสกับโรนัลโด้อายุ 33 ปีนี้สูงพอตัว เพราะหากไม่ได้ตามเป้า ย่อมส่งผลเสียหลายอย่าง แต่ยังไงก็ฝากความหวังไว้กับการเป็น แมตช์วินเนอร์หมายเลข 7 ผู้นำพาชัยชนะและโชคมาสู่ทีมคนนี้