post

ส่องนักเตะในเรดาร์ของบิ๊กทีมพรีเมียร์ลีก

                เมื่อเข้าสู่ปี 2019 ทั่วโลกต่างคึกคักเตรียมงานเฉลิมฉลองต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข ในโลกของฟุตบอลเองก็คึกคักไม่แพ้กัน เพราะตลาดซื้อขายนักเตะเลกสองก็จะเปิดในวันปีใหม่เช่นเดียวกันด้วย ฤดูกาลนี้ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษเปลี่ยนแปลงวันปิดตลาดเลกแรกให้สิ้นสุดก่อนเริ่มโปรแกรมเตะ หลายทีมตั้งตัวไม่ทัน อีกหลายทีมปัญหามาเกิดเอาหลังจากเริ่มฤดูกาลไปแล้ว บรรดาทีมใหญ่ในลีกเองก็ล้วนทำได้ไม่ดีนักในการซื้อตัวนักเตะ นี่จึงเป็นโอกาสที่หลายทีมต้องการให้มาถึงโดยเร็ว ส่วนนักเตะที่พวกเขาหมายตามีใครบ้างไปดูกัน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เซ็นเตอร์แบ็คคือตำแหน่งที่มูรินโญ่ต้องการมาตลอด เพราะเกมรับที่ผีเข้าผีออกของปิศาจแดงเป็นส่วนที่ทำให้นักเตะในแนวรุกพะว้าพะวงจะบุกก็ทำได้ไม่เต็มที่ แม้ตอนนี้กุนซือจอมเฮี๊ยบจะตกเก้าอี้ไปแล้วแต่ยูไนเต็ดก็ยังคงจำเป็นต้องได้กองหลังตัวกลางสักคนอยู่ดี และชื่อที่จิ้มเลือกแล้วคือ คาลิดู คูลิบาลี่ กองหลังยักษ์ปักหลั่นจากนาโปลีนั่นเอง

ลิเวอร์พูล หงส์แดงที่สมบูรณ์แบบในเวลานี้ไม่ได้ผู้เล่นแม้แต่คนเดียวก็ไม่เสียหาย และถึงฤดูกาลนี้จะมีถ้วยติดมือหรือไม่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ได้อยู่ในตำแหน่งนี้ไปอีกนานเพราะทรงฟุตบอลที่ดูมีอนาคตแบบนี้คงไม่เสียเก้าอี้ในเร็ววันแน่นอน ดังนั้นการซื้อตัวในตลาดรอบที่จะถึงนี้เขาจึงเลือกมองนักเตะดาวรุ่งอย่าง คีแรน เทียร์นี่ แบ็คซ้ายเลือดสก็อตจากเซลติกเพื่อการทำทีมในระยะยาวมากกว่าซื้อมาเพื่อหมุนเวียนในทีมชุดใหญ่ที่กำลังลงตัว

ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ทีมไก่เดือยทองไม่เสียเงินแม้แต่เพนนีเดียวในตลาดต้นฤดูกาลแถมยังโชว์ฟอร์มหรูได้คั่วแชมป์กับลิเวอร์พูลกับแมนฯซิตี้อีกต่างหาก ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ มีปัญหานักเตะบาดเจ็บรุมเร้ามาตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้แต่ก็ยังทำผลงานได้อย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะในตำแหน่งกองกลางตัวกลาง ในทีมเหลือนักเตะให้ใช้งานแค่สองคนคือมุสซ่า ซิสโซโก้ กับ แฮรี่ วิงค์ส ดังนั้นทีมไก่เดือยทองจึงต้องการ แฟร้งกี้ เดอ ยอง กองกลางเนื้อหอมจากอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดามพ่วงด้วย มาไทจ์ส เดอ ลิกซ์ กองหลังเพื่อนร่วมทีมแบบแพ็คคู่

เชลซี กองหน้าคือตำแหน่งที่เมาริซิโอ ซาร์รี่ต้องการนำเข้าแบบด่วน ๆ แต่นอกจาก อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่คงคว้าตัวมาได้ยากเชลซีก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเลือกดาวเตะคนไหนเป็นเป้าหมายรอง ซึ่งมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่อาจจะหวนกลับไปล่าตัว โจชัวร์ คิง จากบอร์นมัธอีกครั้งหลังจากพลาดหวังเมื่อตลาดรอบก่อนหน้า

อาร์เซน่อล ทีมปืนใหญ่เองก็เป็นอีกทีมที่นักเตะผลัดกันเจ็บอยู่เรื่อย ยิ่งถ้าผ่านพ้นโปรแกรมชุก ๆ ในช่วงบ็อกซิ่งเดย์นักเตะอาร์เซน่อลเจอปัญหาบาดเจ็บอีกค่อนข้างแน่ ดังนั้น อูไน เอเมอรี่ จึงยังต้องรอดูว่าใครจะเข้าโรงหมอบ้างและตลาดฤดูหนาวควรจัดการเสริมทัพในส่วนที่ขาดนั้นอย่างไร แต่ก็แว่ว ๆ ว่าเจ้าตัวแอบจับตา เออร์วิ่ง โลซาโน่ ปีกตัวจี๊ดชาวเม็กซิกันจากพีเอสวีอยู่ไม่ห่างเลยทีเดียว

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บรรดานักเตะจากทีมเรือใบสีฟ้าแทบทุกคนโชว์ฟอร์มได้สุดยอดแถมไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวน พวกเขาเป็นทีมที่พร้อมมาก ๆ ทีมหนึ่งในช่วงบ็อกซิ่งเดย์ทั้งยังได้พักมากกว่าใครเพื่อน ดังนั้นเป๊ป กวาร์ดิโอล่าไม่ได้มีจุดบกพร่องใด ๆ ให้แก้ไขจึงยังเงียบ ๆ และโฟกัสในเกมที่เหลือของฤดูกาลมากกว่า

ทั้งหมดนี้คือข่าวคราวความเคลื่อนไหวของบรรดาทีมใหญ่ก่อนตลาดซื้อขายนักเตะเลกสองจะเปิด ส่วนทีมไหนจะสมหวังได้ตัวนักเตะที่ต้องการหรือพลาดหวังอย่างน่าเสียดายในอนาคตเราจะได้รู้กัน แม้แฟนบอลจะรู้โดยทั่วกันว่าตลาดมกราคม 2019 อาจจะไม่คึกคักนักด้วยปัจจัยหลาย ๆ ด้าน การติดคัพไทของนักเตะก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ดาวดังหลาย ๆ คนไม่นิยมย้ายสังกัดตอนครึ่งหลังของฤดูกาล แต่อย่างน้อยขอแฟนบอลได้จิ้นพอให้เป็นความสุขเล็ก ๆ ในช่วงปีใหม่มันก็ดีไม่น้อยเลยจริงไหมล่ะ?

post

วิกฤตกองหน้าฟอร์มสาก(กระเบือ)

                “ไม่มีนักเตะคนใดใหญ่กว่าสโมสร” เป็นวลีที่ถูกต้องแท้จริง นักเตะมีช่วงเวลาในจุดสูงสุดของอาชีพอยู่เพียงไม่กี่ปี วันหนึ่งที่เขาลาจากสโมสรไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดสโมสรก็ยังคงอยู่และหาตัวตายตัวแทนบุคคลนั้น ๆ ได้ตลอดเช่นกัน เพราะมันเป็นวัฏจักรที่นักเตะฝีเท้าดีหน้าใหม่ ๆ เกิดขึ้นทุกวันในโลกฟุตบอล นั่นแปลเป็นภาษาชาวบ้านว่าสโมสรไม่จำเป็นต้องง้อนักเตะ แต่ ณ ขณะนี้อาจใช้วลีดังกล่าวลำบากสักหน่อย เมื่อเกิดเหตุแปลกประหลาดขึ้นในโลกฟุตบอล คือนักเตะในตำแหน่งศูนย์หน้าที่นัดกันเท้าบอดแถมนับวันจะเป็นตำแหน่งที่ขาดแคลนขึ้นเรื่อย ๆ

คาริม เบนเซม่า โรเมอู ลูกากู และอัลบาโร่ โมราต้า คือตัวอย่างศูนย์หน้าจากสโมสรใหญ่ที่ฟอร์มตกอย่างแรง และเมื่อมองไปทั่วทั้งวงการชื่อที่กระเดื่องเลื่องลืออย่าง แฮรี่ เคน เอดิสัน คาวานี่ เซร์คิโอ กุน อเกวโร่ โรเบิร์ต เลวานโดว์สกี้ และหลุยส์ ซัวเรส ก็ไม่ใช่ศูนย์หน้าที่ซื้อขายได้เสียอีก นอกจากรายชื่อดังกล่าวทั่วทั้งวงการแทบไม่มีศูนย์หน้าระดับโลกที่พอจะแบกความหวังบรรดาบิ๊กทีมในยุโรปได้เลย ปัญหานี้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับผู้จัดการทีมใหญ่แทบทุกคน ซึ่งฟุตบอลสมัยใหม่ที่นิยมใช้ระบบ 4-2-3-1 ก็เป็นลางบอกเหตุมาตั้งแต่ต้นเพราะระบบนี้ทำให้กองหน้าเหลือตัวเดียว แถมยังยกบทบาทการทำประตูให้มิดฟิลด์ตัวรุกและปีกกึ่งกองหน้าอีกด้วย นั่นคือศูนย์หน้าตัวเดียวที่อยู่ในระบบนี้ต้องเฉียบคมเข้าขั้นเพชรฆาต หรือถ้าไม่สะเด็ดสะเด่าขนาดนั้นก็ต้องรับหน้าที่ชงและป่วนกองหลังเพื่อเปิดทางให้ปีกหรือกองกลางตัวรุกทำประตู ซึ่งเท่าที่ผ่านมาระบบการเล่นนี้มีประสิทธิภาพมากถึงขนาดที่ว่านักเตะในตำแหน่งปีกและกองกลางตัวรุกที่ชอบตัดเข้าในยิงกลายเป็นดาวซัลโวในลีกต่าง ๆ แทนที่จะเป็นพวกนักเตะในตำแหน่งกองหน้า

บทบาทที่ลดน้อยถอยลงทำให้นักเตะในตำแหน่งนี้จำนวนมากเริ่มเกิดอาการเท้าบอด ฟอร์มการเล่นตกต่ำถึงขั้นสากกระเบือ ขาดความมั่นอกมั่นใจ จนไม่เป็นประโยชน์ต่อทีมในท้ายที่สุด แม้ซื้อกองหน้าคนใหม่เข้าสู่ทีมก็เหมือนเดจาวูเข้าอีกรอบเดิมเพราะระบบการเล่นนี้ไม่เอื้ออำนวย ผู้จัดการทีมสมองเพชรหลายคนมองเห็นปัญหากองหน้าขาดแคลนจึงติดตั้งฟุตบอลระบบไร้กองหน้าขึ้นมา เมาริซิโอ ซาร์รี่ สมัยคุมทีมนาโปลีใช้ ดรีส์ เมอร์สเท่น ยืนคู่หน้ากับ ลอเรนโซ่ อินซิเย่ ซึ่งทั้งคู่เป็นกองกลางตัวรุก เกเก้น คล็อปป์ ฟุตบอลสไตล์เฮฟวี่ เมทัลใช้ โรเบอร์โต้ ฟีร์มิโน่ เป็นกองหน้าเทียมโดยมี โม ซาล่าห์ และ ซาดิโอ มาเน่ ช่วยประสานงาน โรนัลด์ คูมัน หัวหน้าโค้ชฟุตบอลทีมชาติเนเธอร์แลนด์ใช้กองหน้าจำเป็นอย่าง เมมฟิส เดอปาย เพื่อทวงความยิ่งใหญ่ในระดับนานาชาติ จะเห็นได้ว่าแม้ไร้กองหน้าทีมเหล่านี้ก็ยังผลิตประตูได้เป็นกอบเป็นกำ บางทีมได้ลุ้นแชมป์และไม่ต้องผจญกับปัญหาปวดหัวในการควานหากองหน้าอีกต่อไป

ปัญหากองหน้าฟอร์มฝืดยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับทีมที่ยังใช้กองหน้าเพื่อผลิตประตู บางทีวลีที่ว่าไม่มีผู้เล่นคนใดใหญ่กว่าสโมสรคงพูดยากเสียแล้ว เพราะตอนนี้หลายทีมง้อกองหน้าระดับพระกาฬจนแทบให้เช็คเปล่าไปใส่ตัวเลขเองเลย ฉะนั้นเพื่อการแก้ปัญหากองหน้าขาดตลาดให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดระบบฟุตบอลสมัยใหม่อาจต้องเปลี่ยนไปอีกครั้งก็เป็นได้

post

พายเรือวนในอ่างฉบับเอฟเวอร์ตัน

                “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตันคือหนึ่งในทีมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของโลกฟุตบอล เป็นทีมฟุตบอลเก่าแก่ของอังกฤษที่มีแฟนบอลทั่วโลกอยู่ไม่น้อยแม้แต่เมืองไทยเองก็ตาม เดอะ บลูเป็นฉายาที่พวกเขาถูกเรียกมาก่อนเชลซีด้วยซ้ำนั่นบ่งบอกได้ดีว่าเอฟเวอร์ตันเป็นทีมที่อยู่มาก่อนแถมยังอยู่บนลีกสูงสุดของอังกฤษมานานแสนนาน แต่การอยู่มานานกว่าใช่ว่าจะทำให้พวกเขาพุ่งชนความสำเร็จได้เยอะกว่า กลับกันในฟุตบอลยุคใหม่ทีมมาทีหลังอย่างเชลซีหรือแมนฯซิตี้ยังมีความสำเร็จเป็นมรรคผลเยอะกว่าเสียอีก

หนึ่งในปัญหาที่ทำให้เอฟเวอร์ตันไม่ประสบความสำเร็จในช่วงยี่สิบปีหลังคือการบริหารจัดการสโมสรที่ขาดความทะเยอทะยาน ทั้งที่พวกเขามีสนามแข่งที่เพียบพร้อมความจุเหยียบสี่หมื่นที่นั่ง อะคาเดมี่ฟูมฟักนักเตะเยาวชนก็ชั้นเยี่ยม แต่เลือกที่จะใช้แนวทางอนุรักษ์นิยมเช่นการเฟ้นหานักเตะฝีเท้าดีในประเทศ การปั้นดาวรุ่งขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ใช้เงินซื้อตัวนักเตะอย่างรัดกุม ซึ่งในฟุตบอลสมัยใหม่แนวทางนั้น “ไม่ทันกิน” ส่งผลให้บรรดาดาวดังทนไม่ได้จนต้องย้ายออกเพื่อมองหาความสำเร็จ ทั้งเวย์น รูนีย์ นิกิช่า เยลาวิช โรเมลู ลูกากู จอห์น สโตน และล่าสุด รอส บาร์คลีย์ ความไม่ทะเยอทะยานนั้นทำให้เอฟเวอร์ตันห่างเหินความสำเร็จร่วมยี่สิบกว่าปี ในขณะนั้นทีมระดับเดียวกันก็แซงหน้าไป ทีมที่เพิ่งขึ้นมาจากลีกล่างก็แสดงความทะเยอทะยานมากกว่าเสียอีก เอฟเวอร์ตัน จึงเป็นทีมที่มีสถานะกลาง ๆ อยู่รอดไปวัน ๆ

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อ ฟาร์ฮัด โมชิริ มหาเศรษฐีชาวอิหร่านเข้ามาเทคโอเวอร์พร้อมขันอาสาพาเอฟเวอร์ตันกลับสู่ความยิ่งใหญ่ ตอนนั้นเองที่ทำให้บรรดาเอเวอร์โตเนี่ยนพอได้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง มหาเศรษฐีผู้นี้ไม่ได้มาเล่น ๆ หรือแค่สัญญาลมปาก เขาหว่านเม็ดเงินลงบนตลาดซื้อขายนักเตะราวกับผลิตเงินเองได้

กิลฟี่ ซิเกิร์ดสัน 45 ล้านปอนด์

ริชาร์ลิสัน 35 ล้านปอนด์

เยอร์รี่ มีน่า 27 ล้านปอนด์

จอร์แดน พิคฟอร์ด 26 ล้านปอนด์

ไมเคิ่ล คีน 26 ล้านปอนด์

ดาวี่ คลาสเซ่น 24 ล้านปอนด์

ธีโอ วัลค็อต 20 ล้านปอนด์

เช็ง โทซุน 20 ล้านปอนด์

รายชื่อเหล่านี้คือเม็ดเงินร้อยกว่าล้านที่เอฟเวอร์ตันช็อปปิ้งในตลาดซื้อขายนักเตะเพียงสองฤดูกาลเพื่อสานฝันดังกล่าวยังไม่นับตัวปลีกย่อยที่ราคารวมกันเกือบห้าสิบล้านด้วย แต่ถึงจะใช้เม็ดเงินไปมากขนาดนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ นั่นคือการจบอันดับหนึ่งในสี่เพื่อโอกาสไปเล่นในรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แถมยังเปลี่ยนผู้จัดการทีมแทบทุกปีตั้งแต่โรนัลด์ คูมัน แซม อัลลาไดซ์ มาจนถึงผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน มาร์โก ซิลวา ซึ่งก็เหมือนจะต้องเปลี่ยนเร็ว ๆ นี้อีกแล้ว จากบอลชิ่งสู่บอลอุดเน้นผลมาจนถึงบอลบุกจนไม่เอาหลังบ้าน สไตล์ฟุตบอลของเอฟเวอร์ตันเปลี่ยนไปทุกปีจนไม่เหลือเค้าเดิม ถ้ามองให้ดีเม็ดเงินมหาศาลที่เอฟเวอร์ตันลงทุนไปกับทั้งการซื้อตัวนักเตะและการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีม พวกเขาได้ตัวนักเตะเกรดรองและผู้จัดการทีมมือกลาง ๆ เท่านั้นเอง การซื้อตัวแบบหว่านแหไม่ได้ผล สไตล์ฟุตบอลที่เปลี่ยนไปไม่เพียงพอให้ทีมทอฟฟี่ไปไกลจากจุดเดิมเลย ต่างจากวัตฟอร์ดและบอร์นมัธที่ใช้เงินน้อยกว่าแต่ได้นักเตะที่เหมาะกับทีมทั้งยังคงเอกลักษณ์ฟุตบอลใจสู้ ทำให้ดูมีแววคั่วอันดับครึ่งบนของตารางไปจนถึงอันดับบอลยุโรปได้มากกว่าอีก

ด้วยการนี้ผู้บริหารเอฟเวอร์ตันอาจต้องเปลี่ยนความคิดในการจัดการ หาผู้จัดการทีมที่เชื่อมือได้เพื่อฝากผีฝากไข้ในระยะยาวและเลือกซื้อนักเตะที่เหมาะกับสไตล์ของทีมมากกว่าเปลี่ยนสไตล์ของทีมไปเรื่อย ๆ เพราะบางครั้งการใช้เงินจำนวนมากในธุรกิจฟุตบอลก็ไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป และถ้ายังขบประเด็นนี้ไม่แตกเอฟเวอร์ตันก็จะพายเรือวนอยู่ในอ่างนี้ไม่จบไม่สิ้นเสียที

post

ไม่ใช่ขอ…ทีมเหล่านี้หูผึ่งเมื่อ “มู” ตกงาน


การเด้งฟ้าผ่าเซ่นผลงานย่ำแย่โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปราชัยต่อคู่แค้นลิเวอร์พูล ขณะนี้มูรินโญ่จึงมีสถานะเป็นผู้จัดการทีมว่างงานคนหนึ่งของวงการฟุตบอล ถึงแม้หลายคนจะมองว่าสไตล์การทำทีมของเขามันช่างน่าเบื่อแต่ก็มีความสำเร็จที่จับต้องได้จริง และหลายทีมโดยเฉพาะทีมที่ห่างเหินความสำเร็จมานาน ทั้งผู้บริหารและแฟนบอลต่างก็ถวิลหาผู้จัดการทีมหัวแข็งผู้นี้ถึงแม้ต้องแลกกับการเชียร์บอลอันแสนอึดอัดก็ตาม ทีมเหล่านี้จึงพร้อมมอบข้อเสนอให้มูรินโญ่กอบกู้เกียรติของตัวเองกลับมาจากจุดติดลบอีกครั้ง

เรอัล มาดริด ราชันชุดขาวเป็นทีมแรกที่ออกตัวว่าต้องการให้มูรินโญ่เข้ามาคุมทีมคำรบสอง แม้เพิ่งแต่งตั้ง ซานติอาโก โซรารี่ คุมทีมชั่วคราวก็ตาม โคตรทีมเมืองหลวงแห่งสเปนประสบปัญหาขาดผู้นำฝีมือดีมาตั้งแต่ ซีเนอร์ดีน ซีดาน ลาออกจากตำแหน่งและการหาตัวแทนนั้นยากยิ่ง เพราะผู้จัดการทีมฝีมือดีในวงการฟุตบอลซึ่งบารมีพอสำหรับทีมเหลืออยู่ไม่เกินสามชื่อเท่านั้น ปัจจัยต่าง ๆ ส่งผลให้ต้องวนกลับมาเสนองานให้มูรินโญ่อีกหน

อินเตอร์ มิลาน ลูเซียโน่ สปัลเล็ตติ กุนซือขรัวเฒ่าจอมหัวร้อนอาจยกนิ้วที่ไม่ใช่นิ้วโป้งใส่กล้องทีวีอีกครั้งหลังเคยทำมาแล้วเมื่อได้ยินข่าวนี้ สปัลเล็ตติถูกบอร์ดบริหารของ “งูใหญ่” พยายามเฉดหัวมาโดยตลอด ยิ่งการพาทีมตกรอบฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกยิ่งทำให้ผู้บริหารหาเหตุไล่เขาออกได้ และมูรินโญ่คือคนที่อินเตอร์ มิลานต้องการตัวมาตลอดหลังเคยพาทีมประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ แถมยังหลั่งน้ำตาในวันที่ต้องจากลาทีมอีกด้วย นั่นทำให้ทีมเนรัซซูรี่เป็นหนึ่งในทีมที่แทบจะปูพรมแดงรอมูรินโญ่เข้าไปลงลายมือชื่อตอนไหนเมื่อใดก็ตามที่เขาพร้อม

เลสเตอร์ ซิตี้ จิ้งจอกสยามขีดเส้นตายให้ โคล้ด ปูเอล นายใหญ่ของทีมแล้วว่าช่วงโปรแกรมหฤโหดหรือบ็อกซิ่งเดย์นี้หากยังทำผลงานลุ่ม ๆ ดอน ๆ สไตล์ฟุตบอลชวนง่วงก็เตรียมเก็บกระเป๋าบินกลับฝรั่งเศสได้เลย ซึ่งไม่ต้องให้อาจารย์ลักษณ์มาฟันธงก็บอกได้ว่าอย่างไรอีตาโคล้ดก็ไม่รอด เพราะนักเตะส่วนใหญ่เริ่มไม่เชื่อฝีมือและไม่รับคำสั่งจากผู้จัดการรายนี้ เป็นภาวะหมดศรัทธาในตัวผู้จัดการทีม ร้อยทั้งร้อยไม่มีใครรอดสถานการณ์นี้ได้สักคน และผจก.ที่ผู้บริหารของเลสเตอร์เล็งไว้ก็มีหลายนามหนึ่งในนั้นคือของแรงอย่างโจเซ่ มูรินโญ่ แม้ดูแล้วน่าจะตกร่องปล่องชิ้นกันยากแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เกิดฟลุ๊คขึ้นมาเราอาจได้เห็นมูรินโญ่เป็นนายใหญ่ในถิ่น คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ก็ได้

นี่คือบรรดาทีมน้อยใหญ่ที่แสดงความสนใจผู้จัดการทีมนามกระเดื่อง ซึ่ง ณ ขณะนี้เจ้าตัวยังเก็บตัวเงียบไม่เคลื่อนไหว ไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ทั้งเรื่องวุ่น ๆ ในแค้มป์ปิศาจแดงและอนาคตในอาชีพผู้จัดการทีม แต่วันใดที่คนสำคัญของวงการฟุตบอลคนนี้ยอมเปิดปากหรือเริ่มเคลื่อนไหวรับรองว่าต้องมีเรื่องเด็ดเผ็ดร้อนหรือเรื่องเหนือความคาดหมายอีกแน่นอน เพราะมันคือสไตล์ส่วนตัวของ โจเซ่ มูรินโญ่

post

5 เหตุผลที่บอกว่าแมนยูฯ เลือกปลดมูรินโญ่ผิดเวลา

ก่อนฟุตบอลคู่หยุดโลกระหว่าง หงส์แดง ลิเวอร์พูล พบกับ ปิศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีการพบปะเพื่อรับประทานอาหารของบรรดาอดีตนักเตะ คลาส ออฟ 92 ชุดครองความยิ่งใหญ่โดยมีอดีตผู้จัดการทีมระดับตำนานอย่างเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นแม่งาน ภาพในมีตติ้งดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยผู้สื่อข่าว ชาวเน็ตต่างพากันตั้งข้อสงสัยว่าความเคลื่อนไหวนี้บรรยากาศช่างดูเหมือนผู้มีอำนาจทั้งหลายกำลังสมคบคิดบางอย่างกันอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่โยงไปถึงตำแหน่งผู้จัดการทีมที่กำลังสั่นคลอนของ โจเซ่ มูรินโญ่ นั่นเอง

ลิเวอร์พูล 3-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ผลสรุปของเกมนั้นส่งผลทันทีในวันต่อมาเมื่อมูรินโญ่ถูกเด้งออกจากเก้าอี้นายใหญ่ของทัพปิศาจแดงตามคาด แฟน ๆ เร้ด อาร์มี่ เหมือนได้ของขวัญคริสมาสต์เพราะพวกเขาเหม็นเบื่อเหลือทนกับฟุตบอลสไตล์รถบัส ส่วนคนที่มาแทนก็คือลูกหม้อเก่าของทีมอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ได้โอกาสคุมทีมชั่วคราวด้วยสัญญายืมตัวแบบประหลาดโลก ถึงจะสร้างความยินดีแก่แฟนบอลยูไนเต็ดทั่วโลก แต่การตัดสินใจปลดมูรินโญ่ในช่วงเวลานี้หลายคนกลับสวนกระแสและมองว่ามันผิดจังหวะไปหน่อยซึ่งพวกเขาไม่ได้ค้านแบบลอย ๆ และมีเหตุผลต่าง ๆ ดังนี้

การลุ้นอันดับ 11 คะแนนคือจำนวนตัวเลขระยะห่างกับทีมอันดับสี่อย่างเชลซี ซึ่งถือเป็นช่องว่างที่เยอะมากหากยูไนเต็ดต้องการโควต้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และถ้าเพื่อเป้าหมายนั้นการปลดมูรินโญ่ก็ควรเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในขณะที่ช่วงห่างนั้นยังไม่มากเกินไป

แก้ปัญหาไม่ได้ การไล่กุนซือจอมอหังการออกไปอาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะต้นเหตุที่แท้จริงอย่างทัศนคติและวินัยนักเตะหลาย ๆ คนไม่ได้เปลี่ยนแปลง แถมยังเหมือนเป็นการให้ท้ายบรรดาแข้งที่ร่วมงัดข้อเหล่านั้นด้วย ซึ่งมันจะเป็นปัญหาเรื้อรังเช่นเดียวกับเชลซีที่กุนซือคนใดก็อยู่ไม่ยืดและปราบพยศพวกดาวดังฤทธิ์เยอะไม่เคยได้

การเปลี่ยนแปลงทีม หากมูรินโญ่ยังคุมทีมอยู่ตลาดนักเตะครึ่งฤดูกาลหลังอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่ทั้งการเขี่ยนักเตะตัวปัญหาทิ้งและนำเข้าผู้เล่นหน้าใหม่ ๆ ที่ยกระดับของทีมได้ ต่างกันกับฐานะกุนซือขัดตาทัพอย่างโซลชาที่น่าจะเก็บนักเตะชุดเดิมไว้แถมยังอาจได้แข้งใหม่ ๆ น้อยหรือไม่ได้เลย ด้วยสถานะผู้จัดการทีมที่ไม่มั่นคงจึงเป็นเรื่องยากที่บรรดาดาวดังจะวางใจย้ายเข้าไปร่วมทีม

ความไม่แน่นอน จริงอยู่ที่ผลงานในลีกของยูไนเต็ดออกทะเลไปไกล แต่ในรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก พวกเขาได้เข้ารอบตัดเชือก ที่สำคัญมูรินโญ่ได้ชื่อว่าเซียนบอลถ้วยแถมยังเคยพาทีมสถานะเป็นรองอย่างปอร์โต้และอินเตอร์ มิลานเข้าป้ายในรายการนี้มาแล้ว จับพลัดจับผลูหากปิศาจแดงได้ชูถ้วยใหญ่สุดของยุโรปพวกเขาจะได้เข้าไปเล่นเพื่อป้องกันแชมป์ในปีถัดไปโดยไม่ต้องสนใจอันดับในลีกเลย ดังนั้นการมีมูรินโญ่คุมทีมซึ่งเป็นรองในรายการดังกล่าวยังเชื่อใจได้มากกว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ฝีไม้ลายมือยังเป็นเครื่องหมายคำถาม

ไม่มีความแตกต่าง การได้เพชรฆาตหน้าทารกมาคุมทีมชั่วคราวไม่ได้สร้างความแตกต่างใด ๆ เพราะช่วงบ็อกซิ่งเดย์โปรแกรมของแมนยูฯ เจอ “หมูล้วน” ไม่ว่าใครเป็นผู้จัดการทีมจะเก็บชัยชนะได้ทั้งหมดก็ไม่แปลก และแม้จะทำแต้มหล่นหายบ้างก็ไม่แปลกอีกเช่นกัน อย่างไรยูไนเต็ดก็ทำแต้มลุ้นอันดับสี่ได้ยากอยู่ดี สู้ให้โอกาสมูรินโญ่อยู่ไปจนถึงตลาดนักเตะฤดูหนาวปิดตัว ถ้าการปรับปรุงทีมยังไม่ดีขึ้นค่อยไล่ออกจะเข้าท่ากว่า

นี่คือเหตุผลที่หลายคนมองว่าการไล่ โจเซ่ มูรินโญ่ ออกไปในช่วงเวลานี้อาจไม่สร้างคุณูปการใด ๆ ให้กับทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เลยหนำซ้ำอาจจะส่งผลร้ายในอนาคตอีกด้วย และนี่ก็เป็นอีกแง่มุมที่เราอยากนำเสนอ ส่วนอนาคตของทีมปิศาจแดงคงต้องติดตามกันไปจนถึงบทสรุปของฤดูกาลนี้ว่าการตัดสินใจของบอร์ดบริหารจะเจ๋งหรือเจ๊งกันแน่