post

สโมสรรับมือไม่ไหวเตรียมโละขายซุปตาร์เหล่านี้

ขึ้นชื่อว่านักเตะซูเปอร์สตาร์ไม่ว่าทีมไหนต่างก็อยากมีไว้ในสโมสรเพราะบรรดาดาวดังเหล่านี้ต่างดึงดูดเม็ดเงินจากทั่วทุกสารทิศแถมผลงานในสนามก็ไฉไลกว่านักเตะธรรมดาเป็นไหน ๆ แต่ด้วยความที่เป็นคนดังความเยอะและเรื่องปวดหัวจุกจิกสารพัดก็ตามมาไม่น้อยเช่นกัน ซุปตาร์ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่พวกว่าง่ายเสียด้วยดังนั้นสโมสรต่าง ๆ ที่รับมือกับนักเตะมากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้จึงเตรียมเทขายออกไปให้พ้น ๆ ทีมหลังจบฤดูกาลนี้

                แกเร็ธ เบล ปีกพญาวานรอาจเป็นขวัญใจของแฟนบอลท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์รวมทั้งแฟนบอลพรีเมียร์ลีกด้วย แต่กับ เรอัล มาดริดแฟนบอลส่วนใหญ่ต่างแอนตี้เขาตั้งแต่ย้ายเข้าไปร่วมทีมราชันชุดขาวใหม่ ๆ แม้จะยิงประตูสำคัญมากมายทั้งประตูชี้ขาดผลการแข่งขัน ประตูสำคัญในนัดชิงชนะเลิศ รวมทั้งนัดชิง UCL ปี 2018 สด ๆ ร้อน ๆ ที่เขาทำประตูให้ราชันชุดขาวจนสุดท้ายมีชัยเหนือหงส์แดง ลิเวอร์พูลรวมทั้งทำให้ลอริส คาริอุสเสียผู้เสียคนไปเลยนั่นก็ยังไม่ดีพอ ไม่ว่าเบลจะทำดีแค่ไหนแฟนบอลเรอัล มาดริดก็ไม่เคยเปิดใจให้เขาเลย ประกอบกับคาแรคเตอร์การเล่นแบบชงเองกินเองและอาการบาดเจ็บที่ชักจะบ่อยเกินไปตอนนี้ทีมดังจากเมืองหลวงสเปนขอปักป้ายขายที่หนึ่งร้อยล้านยูโรและยินดีรับฟังข้อเสนอจากทุกทีม

                ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ “คูตี้”จอมทัพชาวบราซิลย้ายจากลิเวอร์พูลไปร่วมทีมบาร์เซโลนาด้วยค่าตัวมหาศาล แต่แล้วเพียงไม่ถึงสองปีบนแผ่นดินกระทิงดุเขากลับคลำหาฟอร์มเก่งไม่เจอแถมยังเล่นไม่ค่อยเข้ากับระบบของทีมเจ้าบุญทุ่มอีกด้วย ดังนั้นบาร์เซโลนาจึงขอทุนคืนแค่หนึ่งร้อยล้านตั้งแต่ตลาดซื้อขายกลางฤดูกาลและดูเหมือนว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะแอบเหล่อดีตนักเตะทีมคู่ปรับอยู่หน่อย ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่มีสโมสรใดอยากควักจ่ายราคานี้เลย

                อุสมาน เดมเบเล่ นักเตะสายเกมเมอร์ที่มีปัญหาติดเกมงอมแงม ตื่นสาย ไม่ไปร่วมซ้อมกับทีมและอีกสารพันปัญหาจริง ๆ เป็นหนึ่งในนักเตะที่สโมสรไม่อยากขายเพราะฝีเท้าที่ติดตัวเหลือกินเหลือใช้ ใช้ไม้อ่อนก็แล้วใช้ไม้แข็งก็แล้วพยายามปรับทัศนคติเจ้าตัวแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ บาร์เซโลนาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปักป้ายขายสถานเดียวและทีมที่จ่อรอเซ้งคือลิเวอร์พูลที่พร้อมประเคนขันหมากกว่า 120 ล้านยูโร

                นี่คือบรรดานักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ที่ต้นสังกัดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าปล่อยตัวออกไปคือทางออกที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าดาวดังเหล่านี้จะขายออกเสมอไปเพราะค่าตัวมหาศาลเป็นปราการด่านแรกที่ทำให้การเจรจาค่อนข้างยาก อีกส่วนคือค่าเหนื่อยรายสัปดาห์และเอเย่นจอมโขกที่พร้อมขูดเลือดขูดเนื้อให้ทุกอย่างในสัญญาแพงหูฉี่ ท้ายที่สุดถ้าเรายังเห็นเขาอยู่กับทีมเดิมไม่ได้ย้ายไปไหนก็ไม่น่าแปลกใจเท่าใดนักเพราะนักเตะราคาแพงขนาดนี้มีไม่กี่ทีมเท่านั้นที่จ่ายไหว ซึ่งหากแพงจนเกินไปบรรดาทีมเหล่านั้นก็มีตัวเลือกอื่น ๆ ในตลาดอีกเช่นกัน

post

เกมแพ้แต่ชนะใจ อุรุกวัยประทับใจฟอร์มเจ้า “เจ” ถึงขนาดขอเสื้อ

ขอเก็บตกจากเกมการแข่งขันฟุตบอล ไชน่า คัพ 2019 รอบชิงชนะเลิศที่ผ่านมา เอาเป็นว่าเป็นเรื่องควันหลงจากเกมก็แล้ว แม้ตัวเกมการแข่งขันเราจะพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติอุรุกวัยไปอย่างหมดรูปถึง 4 ประตูต่อ 0 ก็ตาม แต่เบื้องหลังสนาม ภายหลังจากจบเกมมีอะไรน่านำมาเล่าไม่น้อย ก็เพราะเจ้า “เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ โชว์ฟอร์มการเล่นได้เข้าตาทางอุรุกวัย ถึงขนาดจบเกมกลับเข้าห้องพักนักกีฬาแล้ว ทางอุรุกวัยยังเดินมาขอเสื้อเจ้าเจไปเป็นที่ระลึกด้วย

ถึงแพ้ก็ไม่น่าเกลียดเพราะสู้เต็มที่แล้ว

การที่ทีมชาติไทย เข้าไปพบกับ ทีมชาติอุรุกวัยนั้น รูปเกมการก่อนการแข่งขันก็แทบจะไม่มีหวังอะไรมากอยู่แล้ว ราคาต่อรองในเว็บพนันกีฬาออนไลน์อย่าง VWIN ก็ปล่อยราคาให้ไทยเป็นรองหลายขุม แทบไม่มีใครคิดอยู่แล้วว่าไทยจะโค่นอุรุกวัยได้ เพราะทีมชาติอุรุกวัยนั้นเป็นทีมที่แข็งเป็นอันดับ 7 ของโลกทีเดียว แม้จะเป็นรองแค่ไหนก็ตาม แต่ทีมช้างศึกก็ขอสู้อย่างเต็มที่เต็มกำลัง ผลของเกมออกมา ช้างศึกโดนยิงไป 4 ประตูพ่ายไปตามคาด หากจะมองว่ามาถึงระดับนี้ได้ก็ถือว่าไม่น่าเกลียดแล้ว ที่สำคัญไปกว่านั้น มีนักเตะไทยหลายคนโชว์ฟอร์มการเล่นได้ดีในแต่ละนัด โดยเฉพาะชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่ในนัดที่พบกับจีนชนาธิป ช่วยยิงประตูชัยให้กับทีม เอาชนะจีนไปได้ 1 – 0 ด้วยฟอร์มการเล่นที่พลิ้วไหวและขยันทำให้ไปเข้าตาทีมฟุตบอลที่มาร่วมแข่งด้วยในรายการนี้หลายทีม แต่ที่แน่นอนก็คือ ฟอร์มการเล่นเจ้าเจโดนใจสมาคมฟุตบอลอุรุกวัยไปเต็ม ๆ แน่นอน

ประทับใจจนต้องมาขอเสื้อด้วยตัวเอง

หลังเกมทีมช้างศึกพบทีมชาติอุรุกวัย พอเจ้าเจ ชนาธิปเข้าห้องพักนักกีฬาไป ตัวแทนจากสมาคมฟุตบอลอุรุกวัย 2 คนได้เข้ามาขอพบเจ้าเจ ชนาธิป เป็นการส่วนตัว และได้กล่าวขอเสื้อที่เจ้าเจใส่ลงแข่งไปเก็บไว้ เจ้าเจถึงกับดีใจและประทับใจ 2 ตัวแทนจากสมาคมฟุตบอลอุรุกวัยเช่นกัน จึงมอบเสื้อให้ไป ทั้ง 3 คนได้พูดกันอีกเล็กน้อย 2 ตัวแทนจากสมาคมฟุตบอลอุรุกวัยได้กล่าวชมเชยฟอร์มการเล่นของเจ้าเจ และได้กล่าวคำว่า “You can play in Europe” ซึ่งหมายความว่าเป็นการชวนให้เจ้าเจ ชนาธิปน่าจะไปเปิดตัวเล่นในยุโรป เพราะฟอร์มการเล่นนั้นไปได้ถึงระดับสากลทีเดียว หลังจากนั้น ทั้ง 3 คนก็ถ่ายรูปกัน อย่างไรก็ดี หลังจากเหตุการณ์นั้นชนาธิป สรงกระสินธ์ ก็ได้เปิดใจว่า ส่วนตัวเขารู้สึกดีใจมากที่เหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้น แต่ใจจริงลึก ๆ แล้ว เขาก็ยังรู้สึกดีใจไม่เต็มร้อย เพราะเขาอยากให้ทางสมาคมฟุตบอลอุรุกวัยประทับใจฟอร์มการเล่นของทีมช้างศึกทั้งทีมมากกว่า

เรียกว่าถึงจุดนี้ก็เป็นเรื่องน่าดีใจแล้วสำหรับคนไทย ที่มีนักเตะมากความสามารถจนสร้างความประทับใจให้ทีมใหญ่ ๆ ต้องหันมามองได้ แค่นี้ก็ถือว่าไม่ธรรมดาแล้ว สำหรับโปรแกรมถัดไปของทีมช้างศึกไทย ก็จะมีศึกฟุตบอลชิงถ้วย พระราชทาน คิงส์คัพ 2019 ที่จะเริ่มลงสนามกันในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ แฟนบอลทีมชาติไทย อย่าลืมไปร่วมเชียร์ทีมช้างศึกกันด้วย

post

โซลชา ชายผู้ที่เกิดมาเพื่อสร้างปาฏิหาริย์

ปาฏิหาริย์คือสิ่งที่เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ ในวงการฟุตบอล เป็นหนึ่งในมนต์เสน่ห์ที่ทำให้กีฬาชนิดนี้สร้างความประทับใจแก่บรรดาแฟนกีฬาทั้งหลาย การรอดตกชั้นในเกมสุดท้ายของฤดูกาลด้วยผลต่างประตูได้เสียหรือแต้มที่เชือดเฉือนกันเพียงคะแนนเดียว การเข้าชิงบอลถ้วยของทีมระดับตำบลหรือการได้แชมป์ลีกอย่างมหัศจรรย์ของทีมนอกสายตาทุกสิ่งคือปาฏิหาริย์ที่สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม

ย้อนกลับไปแมตซ์ดราม่าสุดคลาสสิคตลอดกาลในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกปี1999 ระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกับบาเยิร์น มิวนิค ในตอนนั้นพรีเมียร์ลีกถือเป็นลีกลูกไล่ในจำนวนสี่ลีกใหญ่ของยุโรปอย่างกัลโช่ เซเรีย อาจากอิตาลี บุนเดสลีก้าแห่งเยอรมนี ชและลา ลีก้าของสเปนด้วยซ้ำ พรีเมียร์ลีกในตอนนั้นยังไม่ค่อยนิยมนักเตะนอกเครือจักรภพในลีกจึงไม่ค่อยมีนักฟุตบอลระดับโลกสักเท่าไรต่างจากสามลีกใหญ่ข้างต้นที่อุดมไปด้วยสุดยอดนักเตะระดับแชมป์โลกและแชมป์ทวีป ดังนั้นการเข้าชิงถ้วยใหญ่ของยุโรปในปีนั้นแมนยูฯจึงเป็นรองทีมเสือใต้อยู่มาก รูปเกมเป็นไปตามคาดแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถูกบุกกระหน่ำแทบทั้งเกมและทีมดังจากมิวนิคก็ขึ้นนำไปก่อนตั้งแต่นาทีที่หกจากฟรีคิกของมาริโอ บาสเลอร์ จนใกล้ครบเก้าสิบนาทีทุกคนรู้ดีว่าบาเยิร์น มิวนิคจะได้ชูถ้วยแชมป์อย่างแน่นอนแต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่สู้อย่างสุดใจมาตลอดทั้งเกมตีเสมอได้จากลูกเตะมุมที่ดาวิด เบ็คแฮมครอสเข้าไปนักเตะบาเยิร์นฯสกัดไปเข้าทางให้ไรอัน กิ๊กส์ตะบันจากนอกกรอบและบอลแฉลบไปเข้าทางเท็ดดี้ เชอริงแฮมลูกค่อย ๆ กลิ้งเข้าประตูไป ตอนนั้นทุกคนคาดว่าเกมนี้คงยืดเยื้อไปจนถึงช่วงทดเวลาแต่ไม่มีใครคาดคิดว่าฟ้าจะผ่าซ้ำที่เดียวกันเป็นหนที่สองเมื่อแมนยูฯทำประตูได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจากลูกเตะมุมที่เบ็คส์เปิดเข้าศรีษะของเท็ดดี้ซึ่งบรรจงสะบัดอย่างเต็มแรงแต่ทิศทางลูกฟุตบอลไม่ได้มุ่งหน้าเข้าสู่ประตู ทันใดนั้น…เท้าของชายหน้าละอ่อนผู้ที่ไม่มีใครสนใจสอดเข้ามาเปลี่ยนทางลูกฟุตบอลให้เข้าไปตุงตาข่ายเป็นประตู ส่งผลให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ UCL ปีนั้นทันที ปาฏิหาริย์ที่เกิดในเกมเดียวกันถึงสองครั้งตราตรึงใจแฟนบอลทุกผู้มาจนถึงปัจจุบัน ตำนานนักเตะในเกมนั้นแต่ละคนแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตและทำหน้าที่ของตัวเองแต่มีคนหนึ่งที่หวนกลับมาทำงานในสโมสรทั้งยังรั้งตำแหน่งผู้จัดการทีม โอเล่ กุนนาร์ โซลชาชายผู้มาพร้อมคำปรามาสและสัญญาคุมทีมระยะสั้นเสมือนหนึ่งว่าแม้แต่ผู้บริหารยังไม่เชื่อถือในฝีมือการทำทีมของเขาเท่าใดนัก

ในขณะที่เพชรฆาตหน้าทารกเข้ามารับงานเผือกร้อนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีแต้มห่างจากทีมอันดับสี่ที่มีสิทธิ์ได้ไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกอย่างเชลซีกว่าสิบเอ็ดแต้มในขณะที่กุนซือคนเก่าอย่างโจเซ่ มูรินโญ่ ถอดใจตั้งแต่ยังไม่ถึงกลางฤดูกาลพร้อมทั้งบอกว่าการที่แมนยูฯจะติดสี่อันดับแรกในปีนี้นั้นเป็นไปไม่ได้ หลังจากคุมทีมผ่านไปสิบเกมแรกโซลชาพาทีมชนะไปถึงแปดเสมอเพียงแค่สองปัจจุบันทำแต้มแซงอาร์เซนอลและเชลซีขึ้นไปอยู่อันดับสี่มีแต้มห่างจาก ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์อันดับสามเพียงสามแต้ม ทำให้ตอนนี้ใคร ๆ ต่างก็คิดว่าบางทีบุรุษที่ชื่อโอเล่ กุนนาร์ โซลชาอาจจะถือกำเนิดมาเพื่อสร้างปาฏิหาริย์ซ้ำแล้วซ้ำอีกก็เป็นได้

post

ปาเกต้า&เปียเต็ก คู่หูเด็กมหาประลัย

เอซี มิลานทีมยักษ์หลับแห่งเมืองหลวงของอิตาลีเคยเป็นทีมที่อยู่ในระดับเดียวกับเรอัล มาดริด บาร์เซโลน่า บาร์เยิร์น มิวนิค และยูเวนตุสเคยสร้างความครั่นคร้ามให้กับคู่แข่งเสมอโดยเฉพาะฟุตบอลรายการยุโรปทีมใดถูกจับคู่มาเจอกับมิลานถือว่าเป็นคราวเคราะห์อย่างแท้จริง แต่ช่วงเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมาด้วยพิษเศรษฐกิจประกอบกับนักเตะในอะคาเดมี่ไม่สามารถพัฒนาขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ทีมปิศาจแดงดำจึงอยู่ในยุคแช่แข็งมาตลอด จนเมื่อกลางฤดูกาลนี้เองที่นโยบายในตลาดซื้อขายนักเตะของมิลานเริ่มผลิดอกออกผล ทีมใหญ่ทีมนี้กำลังเริ่มฟื้นตัวอีกครั้งอย่างมีอนาคต

“แฟนบอลมิลานลืมกาก้าไปได้เลย” นี่คือคำพูดอหังการมาก ๆ ของเด็กหนุ่มวัยแค่21ปีซึ่งไม่เคยผ่านสมรภูมิฟุตบอลยุโรปแม้แต่เกมเดียว เมื่อถอดความจากถ้อยคำนี้ถ้าไม่มั่นใจในฝีเท้าตัวเองมาก ๆ ก็ขี้โม้แหง ๆ ซึ่งดูแล้วเจ้าหนุ่มลูคัส ปาเกต้าจากบราซิลผู้นี้คืออย่างแรกมากกว่าเพราะเพียงแค่เกมแรกที่ลงสนามเขาก็โชว์ทักษะอันเหลือล้นทั้งการจ่ายบอลที่แม่ยำการครอบครองบอลอันเหนือชั้นหรือแม้แต่การแย่งบอลจากคู่แข่งลีลาทั้งหลายเหล่านี้ทำเอาสปอตไลท์ทุกดวงส่องแสงลงไปที่ตัวเขาจนนักเตะคนอื่นในสนามแทบอับแสงไปเลย ไม่แปลกที่เขาจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับริคาร์โด้ กาก้าดาวดังระดับตำนานของสโมสรเอซี มิลานและทีมชาติบราซิลเพราะรูปร่างหน้าตา ลีลาการเล่นและตำแหน่งที่เล่นนั้นคล้ายคลึงกัน ส่วนอีกคนที่ย้ายมาทีหลังและเคมีเข้ากันกับปาเกต้านั่นก็คือ เคอร์ซีสตอฟ เปียเต็กเจ้าหนุ่มพูดน้อยต่อยหนักที่มาถึงก็บอกเพียงแค่ดีใจที่ได้ย้ายมาร่วมทีม แต่ผลงานนี่สินับว่าจัดหนักเพราะสี่เกมแรกที่ลงสนามในสีเสื้อมิลานเจ้าตัวกระซวกไปทันทีสี่ประตูแถมยังถล่มประตูอย่างต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ แน่นอนเขาถูกยกไปเปรียบเทียบกับอังเดร เชฟเชนโก้กองหน้าเพชรฆาตจากยูเครนตั้งแต่ครั้งยังสวมยูนิฟอร์มของเจนัวการได้ย้ายเข้าสู่ถิ่นซาน ซีโร่ของเขาจึงเป็นดังฝันของสาวกรอสโซเนรี่

ทั้งร่างจำแลงของกาก้าและเชฟเชนโก้กลายเป็นนักเตะของมิลานทั้งคู่ เมื่อร่วมผนึกกำลังกับเจ้าเด็กห้าวทั้งหลายอย่างฟร็องค์ เคสซี่ พาทริค คูโตรเน่ ซามู คาสติลเญโฆ่ ดาวิเด้ คาราเบรีย ชูโซ่ อเลสซานโดร โรมัญโญลี่และจิอันลุยจิ ดอนนารุมม่าทีมปิศาจแดงดำเวลานี้จึงคะนองหนัก จากที่เคยตามหลังอันดับสี่ในลีกถึงเจ็ดแต้มตอนนี้แซงหน้าคู่แค้นอย่างอินเตอร์ มิลานขึ้นไปยืนอยู่ตำแหน่งนั้นจนได้ ต้องบอกว่ามิลานทีมนี้เป็นทีมแห่งอนาคตอย่างแท้จริงนักเตะวัยหนุ่มเหล่านี้ยังพัฒนาได้อีกไกลและบางคนอาจไปได้ไกลกว่าเชฟเชนโก้หรือกาก้าด้วยซ้ำดังนั้นไม่ว่าทีมใดอย่าได้ประมาทเอซี มิลานตอนนี้เลยเชียว

post

ดีแคลน ไรซ์ผมทนไม่ไหวขอขัดใจนะพ่อ

ไอร์แลนด์คือชนชาติที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เป็นชาติที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและถูกจดจำในฐานะนักรบผู้ไม่ยอมสยบให้ใคร พวกเขาคือลูกหลานไวกิ้งอันดุดัน ชาวไอริชมีความเป็นชาตินิยมสูงมากพวกเขาภูมิใจในสายเลือด สีผิวอันขาวปรอท และเส้นผมสีส้มแดงอันเป็นรูปลักษณ์เฉพาะตัว แม้โลกภายนอกโดยเฉพาะในยุโรปจะมองว่าวัฒนธรรมแต่ครั้งอดีตของไอร์แลนด์นั้นป่าเถื่อนและแข็งกร้าวแต่ชาวไอริชกลับมองว่าความตรงเผงขวานผ่าซากเช่นพวกเขาคือสัจธรรมแท้จริงของชีวิตโดยไม่ต้องแสร้งทำดีตีสองหน้าเฉกเช่นผู้ดี ดังนั้นชาวไอริชจึงภาคภูมิใจและรู้สึกเป็นเกียรติยิ่งหากต้องทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อชาติ

                ดีแคลน ไรซ์นักฟุตบอลดาวรุ่งลูกครึ่งไอริชกับอังกฤษอยู่ในความดูแลของสโมสรฟุตบอลเวสต์แฮม ยูไนเต็ดเขาเป็นกองกลางตัวรับฝีเท้าดีซึ่งฉายแสงออกมาในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังในขณะที่เวสต์แฮมกำลังเข้าที่เข้าทาง ดีแคลนเป็นกองกลางตัวรับที่รูปร่างบางคล่องแคล่ว เข้าบอลแม่นยำ กัดไม่ปล่อย ยิงไกลได้หนักหน่วงรุนแรง ทั้งยังดันขึ้นมาเล่นเป็นมิดฟิลด์ประเภทบ็อกซ์ ทู บ็อกซ์หรือกองกลางตัวรุกแบบเพลย์เมกเกอร์ได้อีกต่างหาก ด้วยความที่มีเลือดไอริชไหลเวียนอยู่ทั่วทั้งสรรพางค์กายเขาจึงถูกเรียกขานฉายาว่า “นิว รอย คีน” ดีแคลนเป็นเด็กในคาถาของมานูเอล เปเลกรินิอย่างแท้จริงแถมผู้ให้โอกาสเดบิ้วปลุกปั้นมากับมือยังภูมิใจนำเสนอเป็นอันมากชนิดยิ้มแทบไม่หุบเวลามีสื่อถามถึงดีแคลน ไรซ์โดยเปเลกรินิบอกกับสื่อเลยว่าดีแคลนจะเป็นนักเตะระดับเดียวกับแฟรงก์ แลมพาร์ดหรือสตีเวน เจอร์ราร์ดได้อย่างแน่นอนและเขาคืออนาคตของทีมชาติอังกฤษอย่างไม่ต้องสงสัย ข้อความลงท้ายนี้ของเปเลกรินิเหมือนการโยนไม้ขีดไฟลงไปในถังน้ำมันเพราะหลายเกมที่เจ้าหนูฟอร์มกลั่นลงสนามทีมงานของมิก แม็คคาร์ธีย์ผู้จัดการทีมชาติไอร์แลนด์และกาเร็ธ เซาท์เกตนายใหญ่แห่งทัพสิงโตคำรามต่างผลัดกันเข้าไปซุ่มดูฟอร์ม หลังจากประโยคนั้นของกุนซือเวสต์แฮมหลุดออกไปทั้งสองทีมชาติจึงกดดันให้เจ้าหนูดีแคลน ไรซ์เลือกทันทีว่าจะยินดีรับใช้ทีมชาติภายใต้ธงของประเทศใด ไม่พอยังมีเหล่าบรรดานักเตะชื่อดังอย่างจอห์น เทอร์รี่ผสมโรงเชียร์ให้เลือกทีมชาติอังกฤษ ฝั่งไอร์แลนเชมัส โคลแมนก็ลุ้นให้เพชรน้ำงามเม็ดนี้ตกอยู่กับทีมชาติไอร์แลนด์เหมือนกัน

                ท้ายที่สุดเรื่องนี้ยืดเยื้อไม่นานเจ้าหนูดีแคลน ไรซ์เลือกโยกไปรับใช้ทีมชาติอังกฤษที่ภาษีดีกว่าในทุกด้านแม้จะเคยติดธงทีมชาติไอร์แลนด์ไปแล้วถึงสามนัดก็ตามและฟีฟ่าก็อนุมัติเป็นที่เรียบร้อย เหลือก็แต่คุณพ่อของเขาที่ยังทำใจไม่ได้และเปิดใจกับสื่อตรง ๆ ฉบับคนไอริชว่าแอบน้อยใจที่ลูกชายไม่เลือกรับใช้ทีมชาติไอร์แลนด์ซึ่งเป็นชาติต้นกำเนิดของคุณพ่อ แต่อย่างไรก็ตามแม้เขาจะเลือกเส้นทางใดครอบครัวก็จะสนับสนุนเขาต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง จะว่าไปแล้วกรณีนี้ก็สงสารคุณพ่อของดีแคลน ไรซ์กับทีมชาติไอร์แลนด์เหมือนกันนะเนี่ย

post

อูไน เอเมรี โจทย์นี้ยากเหลือเกิน

สโมสรฟุตบอลอาร์เซนอลคือหนึ่งในสโมสรชั้นนำของเกาะอังกฤษรวมทั้งโลกนี้ เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมีความสำเร็จมากมายทั้งยังมีสไตล์ฟุตบอลเร็วอันเป็นเอกลักษณ์ อาร์เซนอลเคยมียุครุ่งเรืองสุดขีดอยู่ในระดับแชมเปียนส์ยาวนานหลายปีแต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรในช่วงปีหลัง ๆ แม้จะมีแชมป์ติดมือบ้างประปรายแต่แชมป์ลีกสูงสุดคือความสำเร็จที่พวกเขาห่างเหินมานาน แถมการได้เล่นถ้วยใบเล็กของยุโรปอย่างรายการยูโรปาลีกสองปีติดกันเรียกได้ว่าเป็นความล้มเหลวอย่างไม่น่าให้อภัยสำหรับทีมระดับนี้

การเข้ามารับงานต่อจากกุนซือมาสเตอร์พีชอย่างอาร์แซน เวนเกอร์ไม่ใช่งานที่ง่ายเลยสำหรับอูไน เอเมรีการเปลี่ยนแปลงสโมสรที่กลายเป็นเสือกระดาษไปแล้วให้กลับมาเป็นเสือจริง ๆ คือโจทย์ที่ต้องใช้องค์ประกอบเอื้อเฟื้อกันหลายด้าน ทั้งปัจจัยด้านเงินทุน ผู้เล่นที่เข้าใจปรัชญาการทำทีม และแฟนบอลที่คอยหนุนหลัง ทั้งหมดที่กล่าวมาไม่มีข้อใดส่งเสริมกุนซือมันสมองชาวสเปนเลย สโมสรให้เงินทุนในการสร้างทีมแค่หยิบมือน้อยยิ่งกว่าทีมระดับกลางค่อนล่างแต่ต้องการผลงานคุณภาพซึ่งไม่ว่าใครก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้เปรียบกับโครงการก่อสร้างระดับเมก้าโปรเจ็คแต่เงินจ้างพอทำแค่บ้านชั้นเดียวซึ่งไม่แฟร์สำหรับคนทำงาน ตรงนี้อูไนเองเคยให้สัมภาษณ์ตัดพ้อกับสื่อเช่นกันว่าอาร์เซนอลในตอนนี้สามารถทำได้เพียงยืมตัวนักเตะใช้งานเท่านั้นเพราะไม่มีงบประมาณพอจะซื้อนักเตะดี ๆ ได้ ในส่วนนักเตะที่มีอยู่จำกัดก็เวียนกันเข้าโรงหมอเป็นว่าเล่นแถมดาวดังของทีมอย่างเมซุต โอซิล เฮนริค มคิทาร์ยาน เอคตอร์ เบเยรินยังไม่เข้าใจปรัชญาการทำทีมในฉบับของเขาอีกต่างหาก ส่วนผู้เล่นคนที่สิบสองอย่างแฟนบอลเองก็ไม่หนุนหลังเลยพวกเขารอความสำเร็จไม่ได้อีกต่อไปทั้งยังกดดันให้ทำทีมที่ไม่พร้อมนี้ไปสู่แชมป์ให้ได้โดยเร็ว ยิ่งในยามที่ทีมร่วงลงมาอยู่ในอันดับห้าถูกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแซงขึ้นไปรั้งอันดับสี่แฟนบอลกลุ่มใหญ่เรียกร้องให้สโมสรปลดอูไน เอเมรีแล้วดึงอาร์แซน เวนเกอร์กลับมาด้วยซ้ำซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่าจนถึงตอนนี้ทีมอย่างอาร์เซนอลก็ยังก้าวไม่พ้นเงาของอาร์แซน เวนเกอร์อยู่ดี

ตอนนี้อูไน เอเมรีอาจทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการน้อมรับคำวิจารณ์ต่าง ๆ อย่างอดทน โดยประวัติแล้วเขาไม่ใช่ผู้จัดการที่ทำผลงานในบอลลีกได้ดีนัก แต่กับบอลถ้วยโดยเฉพาะยูโรปาลีกไม่มีใครปฏิเสธว่าเขาคือเซียนถ้วยนี้อย่างแท้จริงและมันเป็นทางลัดที่ดีที่สุดสำหรับการแก้ไขทุกปัญหาในสโมสรอาร์เซนอล ดังนั้นทีมดังจากนอร์ธลอนดอนจึงไม่มีเหตุผลอื่นนอกจากสู้เต็มสูบเท่านั้นในรายการนี้ สุดท้ายแล้วหากฤดูกาลนี้จบลงด้วยการที่อูไนพาทีมปืนใหญ่เถลิงแชมป์ถ้วยเล็กของยุโรปได้อย่างที่ตั้งใจวันนั้นคงจะเป็นจุดเริ่มที่สโมสรแห่งนี้จะก้าวออกจากเงาของอาร์แซน เวนเกอร์จริง ๆ เสียที

post

เกปา อาร์ริซาบาลากา บอกโลกว่าข้าอยู่เป็น

เชลซีคือหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เป็นสโมสรซึ่งปฏิวัติหลาย ๆ สิ่งของแนวทางฟุตบอลสมัยใหม่ทั้งรูปแบบการเล่นฟุตบอลแบบเน้นผล การใช้เม็ดเงินทุ่มซื้อความสำเร็จ การให้ค่าเหนื่อยมหาศาลล่อใจนักเตะชื่อดัง สิ่งเหล่านี้นำเข้าโดยสโมสรฟุตเชลซีเป็นแห่งแรกจากนั้นสโมสรน้อยใหญ่ต่างก็ต้องดำเนินตามแนวทางนี้แทบทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่เชลซีเป็นแห่งแรกและผู้คนต่างยกให้เชลซีเป็นมาสเตอร์ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่กล่าวไป ผู้คนล้วนจดจำภาพของทีมที่เปลี่ยนผู้จัดการทีมทุก ๆ สองปี ทีมที่นักเตะรวมหัวกันแกล้งเล่นฟุตบอลแบบไร้ใจเพื่อเลื่อยขาเก้าอี้ผู้จัดการทีมอันไม่เป็นที่ต้องการ นั่นคืออาการที่ภาษาฟุตบอลเรียกว่า “เตะไล่โค้ช” นั่นเอง

                การเล่นฟุตบอลไล่ผู้จัดการทีมถือเป็นความทุรยศที่เกิดขึ้นต่อตัวนักเตะเองและภาพรวมขององค์กรเพราะนั่นหมายถึงกลุ่มนักเตะเหล่านั้นยอมให้สโมสรต้นสังกัดคว้าน้ำเหลวทั้งยังยอมให้ตัวเองมือเปล่าไร้แชมป์ไปหนึ่งฤดูกาลเต็ม ๆ พฤติกรรมแบบนี้เป็นเนื้อร้ายในวงการฟุตบอลและถึงแม้หลายฝ่ายจะพยายามป้องกันไม่ให้เรื่องน่าอับอายเช่นนี้เกิดขึ้นแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการลงโทษทางวินัยเป็นรายบุคคล ก่อนหน้านี้ผู้จัดการทีมอย่างโจเซ่ มูรินโญ่ อาฟราม แกรนท์ ราฟาเอล เบนิเตซ และสด ๆ ร้อน ๆ อย่างอันโตนีโอ คอนเต้ต่างพาทีมคว้าแชมป์รายการต่าง ๆ ได้แต่ก็ไม่สามารถยืดระยะได้ยาวเกินกว่าสองปีโดยเฉพาะผู้จัดการทีมที่มีเรื่องระหองระแหงกับนักเตะขาใหญ่ประจำทีมไม่ว่าใครก็มีอันต้องเก็บข้าวของออกจากถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ล่าสุดกุนซือใหม่อย่างเมาริซิโอ ซาร์รี่เจอตอเข้าอย่างจังหลังจากทำผลงานสุดแกร่งไม่แพ้ใครตอนต้นฤดูกาลจนมาพ่ายยับต่อท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่จากนั้นความชื่นมื่นที่เคยมีในสโมสร ผลงานสุดสะเด่าที่สร้างไว้กลับตกต่ำอย่างน่าใจหาย จากอันดับสามที่มีคะแนนทิ้งห่างอันดับสี่กว่าเจ็ดคะแนนปัจจุบันทีมสิงโตน้ำเงินครามร่วงไปอยู่ที่หกทำท่าจะต้องได้ไปเล่นยูโรปาลีกในฤดูกาลหน้าอีกปีแถมซาร์รี่ยังงัดข้อกับลูกทีมอีกหลายคนโดยเฉพาะ   เกปา อาร์ริซาบาลากาผู้รักษาประตูค่าหัวสถิติโลกที่สร้างเหตุการณ์ฉาวสนั่นโลกฟุตบอล โดยเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในเกมนัดชิงคาราบาวคัพที่พบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี เจ้าหนุ่มเกปามีอาการเป็นตะคริวที่น่องในช่วงท้ายเกมจรดไปจนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษทีมแพทย์สนามเข้าไปดูอาการและลงความเห็นว่าควรเปลี่ยนตัวออกเพราะเกมเสมอกันแบบยืดเยื้อนั้นต้องจบลงที่การดวลจุดโทษ ผู้รักษาประตูที่สมบูรณ์กว่าอย่างวิลลี่ กาบาเยโร่จึงจะถูกส่งลงไปแทน ทว่า…เกปาไม่ยอมออกจากสนาม การโบกไม้โบกมือพัลวัลพร้อมทั้งตะโกนว่า “No” ดึงเวลาร่วมสามนาที ผู้ตัดสินรวมทั้งทีมงานแมนเชสเตอร์ ซิตีก็รอให้ทีมเชลซีตัดสินใจกันเองสุดท้ายเกปาไม่ยอมออกจากสนามจริง ๆ และเมาริซิโอ ซาร์รี่ฉุนจัดที่ลูกทีมขัดคำสั่งจนแทบพังสนามแข่งได้

                สุดท้ายเชลซีพ่ายในการดวลจุดโทษ แมนเชสเตอร์ ซิตีรับแชมป์แรกของเกาะอังกฤษในฤดูกาลนี้ไป เกปา อาร์ริซาบาลากาถูกสโมสรสั่งปรับเงินและถูกดร็อปไปนั่งข้างสนามหนึ่งเกม เมาริซิโอ ซาร์รี่ปกป้องลูกทีมด้วยการให้สัมภาษณ์ว่าเป็นเพียงการเข้าใจผิดกัน ส่วนแฟนบอลถล่มนายด่านชาวสแปนิชยับในขณะเดียวกันก็ปลงใจกันแล้วว่าปีหน้าเชลซีต้องเปลี่ยนผู้จัดการทีมใหม่อีกเป็นแน่เพราะขนาดนักเตะใหม่ที่สั่งนำเข้ามาด้วยตัวเองอยู่สโมสรนี้เพียงแปปเดียวก็รู้จักเลื่อยขาเก้าอี้นายใหญ่เสียแล้ว

post

เรื่องประหลาดของทีมชาติบราซิล

ถ้าพูดถึงฟุตบอลทีมชาติบราซิลไม่ว่าใครต่างนึกออกถึงภาพทีมฟุตบอลที่เล่นเกมรุกอย่างเร้าใจมีนักเตะพรสวรรค์ที่โชว์เพลงแข้งระดับเหนือมนุษย์ให้เห็นอยู่เสมอในแทบทุกรายการที่ลงแข่งขัน นักฟุตบอลสายเลือดบราซิลถูกฟูมฟักเรื่องพื้นฐานฟุตบอลมาอย่างดีจึงไม่แปลกที่พวกเขาจะมีเทคนิคเหลือกินเหลือใช้ติดตัวมาตั้งแต่ยังเป็นผู้เล่นเยาวชน ซึ่งนั่นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักฟุตบอลบราซิลพัฒนาขึ้นเป็นผู้เล่นฝีเท้าดีได้อย่างมากมายและกระจายออกไปค้าแข้งอยู่ทั่วทุกมุมโลก

แม้จะมีนักเตะใหม่เกิดขึ้นมาประดับวงการไม่ขาดสายแต่ช่วงเกือบทศวรรษเรากลับไม่เห็นนักเตะเหนือมนุษย์ประเภทโรนัลดินโญ่ ริวัลโด้ ริคาร์โด้ กาก้า หรือโรนัลโดถือกำเนิดขึ้นมาเลย ใกล้เคียงที่สุดก็มีเนย์มาร์เพียงคนเดียวแถมทีมชาติบราซิลยังล้มเหลวกับทัวร์นาเม้นต์ระดับนานาชาติจนเกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับทีมแชมป์โลกห้าสมัยและทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น? ปัญหาข้อแรกคือศูนย์หน้าตัวเป้าที่ทีมชาติบราซิลไม่มีตัวเลือกเลยตั้งแต่หมดยุคของโรนัลโด เดิมที อเล็กซานเดร ปาโต้คือคนที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็นตัวตายตัวแทนแต่ทำไปทำมาด้วยอาการบาดเจ็บที่รุมเร้าปาโต้ก็ไม่สามารถกลับสู่ฟอร์มเก่งเหมือนครั้งเป็นดาวรุ่งได้อีกเลยและทีมชาติบราซิลถึงขั้นต้องไปปลุกผี “เฟร็ด” กองหน้าวัยดึกกลับมาติดทีมชาติลุยฟุตบอลโลก2014 พอล้มเหลวกับไอเดียดังกล่าวช่วงหลัง ๆ ทีมชาติบราซิลต้องแก้ปัญหาด้วยการใช้นักเตะในตำแหน่งอื่นอย่างเนย์มาร์ ฟีร์มิโน่ และกาเบรียล เฆซุสมาปรับใช้ซึ่งถือว่าผลงานพอใช้ได้แต่ก็ยังไม่ดีพอจะถล่มประตูเป็นกอบเป็นกำเพื่อพาทีมประสบความสำเร็จ อีกปัญหาคือกองกลางตัวกลางและกองกลางตัวรับที่ตัวเลือกน้อยไม่แพ้กัน ดีที่สุดในนาทีนี้คงเป็นแฟร์นานดินโญ่แห่งทีมเรือใบสีฟ้าคาเซมิโร่จากทีมราชันชุดขาวและ อัลลันกองกลางพันธุ์บู๊จากนาโปลีนอกจากนั้นแทบไม่เป็นโล้ไม่เป็นพายและไม่ใช่แค่ตัวเลือกค่อนข้างจำกัดที่สำคัญนักเตะสามคนนี้ดันเล่นไม่เข้าขากันอีกต่างหาก ลงเล่นร่วมกันเมื่อไรแผงกลางของทีมชาติบราซิลกลายเป็นจุดอ่อนให้คู่แข่งโจมตีได้อยู่เสมอแทบทุกครั้ง ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเหตุการณ์ด้านลบที่ทีมชาติบราซิลไม่เคยประสบพบเจอมาก่อนแต่ใช่ว่าจะไม่มีแง่มุมด้านบวกให้พูดถึง ท่ามกลางเรื่องประหลาด ๆ เหล่านั้นอย่างน้อย ๆ ทีมชาติบราซิลก็คลายใจได้เรื่องผู้รักษาประตู เพราะตอนนี้มือกาวสามคนในทีมชาติจะจิ้มตัวเลือกไหนก็เป็นตัวจริงให้ทีมชาติได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น    อลิสซอน เบ็คเกอร์ จากลิเวอร์พูล เอแดร์สันจากแมนเชสเตอร์ ซิตีหรือเนโต้จากบาเลนเซีย จะว่าเป็นเรื่องดีก็พูดได้ไม่เต็มปากอีกเพราะตำแหน่งผู้รักษาประตูลงสนามได้แค่คนเดียวเท่านั้น

ตำแหน่งที่ควรมีดันไม่มีนักเตะหน้าใหม่เกิดตำแหน่งที่มีนักเตะดี ๆ อยู่เพียบก็ดันลงสนามได้แค่คนเดียว สองกรณีดังกล่าวอาจยังไม่ใช่เรื่องแปลกที่สุดที่เราเห็นมันเกิดขึ้นกับทีมชาติบราซิล ฟุตบอลทีมชาติบราซิลในตอนนี้ไม่น่าเกรงขามเหมือนครั้งอดีตแล้ว จากที่เคยเป็นฝ่ายบุกตะลุยไล่ต้อนคู่แข่งราวกับพายุบุแคมปัจจุบันทีมชาติบราซิลต้องเล่นฟุตบอลเกมรับเพื่อรอสวนกลับแม้ยามต้องเจอทีมระดับกลางในทวีปเดียวกัน นี่สิถึงจะเป็นเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นกับทีมแชมป์โลกห้าสมัยอย่างแท้จริง