post

ความท้าทายครั้งใหม่ของซีเนดีน ซีดาน กับภารกิจกอบกู้เรอัล มาดริดอีกครั้ง

หลังจากเอาชนะลิเวอร์พูลในรอบชิงชนะเลิศ และพาเรอัล มาดริดสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกได้ 3 สมัยติดต่อกัน “ซีเนดีน ซีดาน” ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมราชันชุดขาวอย่างสายฟ้าแลบ ในขณะที่บรรยากาศของการเฉลิมฉลองยังไม่ทันจางหายไปเลยด้วยซ้ำ ปิดฉากความสำเร็จตลอดระยะเวลา 2 ครึ่งด้วยแชมป์ 9 รายการ แต่แล้ว 284 วันต่อมา หลังจากยอดทีมประจำเมืองหลวงของสเปนลองผิดลองถูกกับผู้จัดการทีมไปถึง 2 ราย กุนซือชาวฝรั่งเศสก็ถูกดึงตัวกลับรับภารกิจกอบกู้เรอัล มาดริดสู่ยุครุ่งเรืองอีกครั้ง

ซีดาน เคยกอบกู้เรอัล มาดริดสำเร็จมาแล้วในการคุมทีมสมัยแรก ครั้งนั้นทีมราชันชุดขาวตกเป็นเบี้ยล่างให้ทีมคู่ปรับอย่างบาร์เซโลน่ามาหลายฤดูกาล แถมภายใต้การนำของราฟา เบนิเตซ ทีมยังมีสภาพย่ำแย่อย่างมาก โดยแพ้ในศึกเอล กลาสิโก้เละเทะถึง 0-4 จนนำไปสู่การปลดกุนซือชาวสเปนช่วงกลางฤดูกาล แต่เมื่อซีดานก้าวเข้ามากุมบังเหียน เขาสามารถเปลี่ยนทีมเฉาให้กลายเป็นทีมแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ในระยะเวลาเพียง 4 เดือน ก่อนที่ฤดูกาลถัดมาจะพาทีมคว้าแชมป์ลาลีกาได้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี

หลังจากคุมทีมมา 2 ฤดูกาลครึ่ง ซีดานเลือกจากไปอย่างวีรบุรุษ หลังจากนำเรอัล มาดริดชูถ้วยแชมป์ได้ถึง 9 รายการ จากยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 3 สมัย, ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 2 สมัย, สโมสรโลก 2 สมัย, ลาลีกา 1 สมัย และสแปนิช ซูเปอร์คัพ 1 สมัย โดยให้เหตุผลในการจากลาครั้งนั้นว่า “สโมสรจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง และตัวเขาเองไม่รู้สึกถึงการเป็นผู้ชนะ เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไม่มีทางเลือกนอกจากเขาต้องเดินจากไป” แต่ภายใต้เหตุผลอันสวยหรูนั้นเป็นที่รู้กันดีว่าซีดานเลือกที่จะจากไปเพราะเขาไม่ได้มีอำนาจในการบริหารทีมอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องการซื้อ-ขายนักเตะที่สิทธิเด็ดขาดอยู่ในมือของฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสร จนนำไปสู่การคุมนักเตะซูเปอร์สตาร์ของทีมไม่อยู่ในที่สุด

การกลับมาของซีดานครั้งนี้ถือเป็นงานยากกว่าครั้งก่อนเสียอีก เมื่อนักเตะผู้แบกทีมอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้ย้ายออกไปอยู่กับยูเวนตุสแล้ว แถมยังไม่มีใครในทีมก้าวขึ้นมารับหน้าที่แทนได้ ทำให้นักเตะอย่างลูก้า โยวิช และเอเดน อาซาร์จึงถูกดึงมาร่วมทีมอย่างรวดเร็ว น่าเสียดายที่ยังหาทีมไหนมารับตัวแกเร็ธ เบลไปดูแลต่อไม่ได้ ทำให้ดีลของคีเลียน เอ็มบัปเป้ จึงยังไม่เกิดขึ้น ทั้งที่ดาวรุ่งดีกรีแชมป์โลกคือนักเตะที่ซีดานมองว่าเป็นส่วนผสมสำคัญของกาลาติกอสยุคใหม่

ปัจจุบันแม้เรอัล มาดริดจะรั้งอันดับ 3 ของลาลีกา ตามหลังจ่าฝูงอย่างบาร์เซโลน่า และรองจ่าฝูงอย่างแอตเลติโก้ มาดริดที่มีคะแนนเท่ากันเพียงแต้มเดียว แต่ฟอร์มโดยรวมของทีมราชันชุดขาวกลับยังไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะนักเตะความหวังที่ถูกดึงเข้ามาด้วยค่าตัวมหาศาลทั้งอาซาร์ และโยวิช ยังไม่อาจยกระดับทีมขึ้นมาได้ ทำให้ซีดานต้องไปดึงนักเตะที่หมดอนาคตกับทีมไปแล้วอย่างเบลให้กลับมาช่วยทีมอีกครั้ง จนหลายคนตั้งคำถามว่าซีดานจะใช่คำตอบสุดท้ายในการกอบกู้เรอัล มาดริดให้กลับไปสู่ยุครุ่งเรืองหรือไม่ เพราะความสำเร็จในอดีต ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จในอนาคตเสียด้วย

post

ฟิกาโย โทโมรี ปราการหลังดาวโรจน์จากเชลซี

แฟรงค์ แลมพาร์ด ได้ชื่อว่าเป็นกุนซือที่ชอบมอบโอกาสให้นักเตะดาวรุ่งลงสนาม และมักจะมองนักเตะไม่พลาดเสียด้วย เมื่อดาวรุ่งแต่ละคนล้วนตอบแทนความไว้วางใจด้วยผลงานอันยอดเยี่ยม โดยหนึ่งในนั้นคือ “ฟิกาโย โทโมรี” ปราการหลังวัย 21 ปีที่ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมเต็มตัวในฤดูกาลนี้

ฟิกาโย โทโมรี เข้าร่วมทีมอคาเดมี่ของเชลซีในรุ่นอายุต่ำกว่า 8 ปี ก่อนจะเป็นส่วนหนึ่งของทีมเยาวชนเชลซีชุดคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธคัพ และยูฟ่า ยูธลีก 2 ฤดูกาลติดเมื่อซีซั่น 2014-15 และ 2015-16 จนกระทั่งก้าวไปเป็นปราการหลังตัวหลักของทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 20 ปี ในศึกฟุตบอลโลกยู-20 ที่เกาหลีใต้ ซึ่งอังกฤษคว้าแชมป์มาครองได้ในที่สุด

โทโมรี ถูกส่งประเดิมสนามพรีเมียร์ลีกในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2015-16 ที่พบกับเลสเตอร์ ซิตี้ โดยถูกเปลี่ยนตัวแทนบรานิสลาฟ อีวาโนวิช ในตำแหน่งแบ็กขวา ก่อนที่ฤดูกาลถัดมาจะถูกยืมตัวไปเล่นให้กับไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน, ฮัลล์ ซิตี้ จนกระทั้งแฟรงค์ แลมพาร์ด ยืมตัวเขาไปเล่นให้ดาร์บี้ เคาน์ตี้ในลีกแชมเปี้ยนชิพทั้งฤดูกาล

ในฤดูกาล 2018-19 เซนเตอร์แบ็กวัย 20 ปี กลายเป็นกำลังหลักของทีมแกะเขาเหล็ก โดยลงสนามไปทั้งสิ้น 55 นัด ทำได้ 2 ประตู 1 แอสซิสต์ และ 14 คลีนชีต ช่วยให้ทีมจบในอับดับ 6 ได้เล่นเพลย์ออฟเพื่อเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก น่าเสียดายที่นัดเพลย์ออฟรอบไฟนัลไปพ่ายให้กับแอสตัน วิลล่า 1-2 แม้จะไม่อาจช่วยให้แกะเขาเหล็กเลื่อนชั้นได้สำเร็จ แต่โทโมรีก็ยังได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของดาร์บี้ เคาน์ตี้ ก่อนจะจูงมือผู้จัดการทีมกลับเชลซีหลังฤดูกาลสิ้นสุดลง

เมื่อพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-20 เปิดฉากขึ้น โทโมรีเริ่มต้นด้วยการนั่งดูเพื่อนร่วมทีมอยู่ข้างสนามตลอด 3 นัดแรก ก่อนจะถูกส่งลงสนามในเกมที่ 4 กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แถมยังทำประตูแรกในเครื่องแบบเชลซีได้ในนัดถัดมากับวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส จากลูกยิงไกลกว่า 30 หลา ปราการหลังชาวอังกฤษเริ่มฉายแววการเป็นกองหลังชั้นยอดในการดวลกับลิเวอร์พูล เมื่อตามประกบโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ จนเล่นไม่ออกตลอดทั้งเกม และมาทำผลงานได้ดีอีกครั้งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกกับอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม จนกระทั่งโจ โคล อดีตปีกความเร็วสูงของเชลซี ยกย่องกองหลังรุ่นน้องว่ามีความคล้ายคลึงกับวิลเลี่ยม กัลลาส กองหลังแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยติด

โทโมรี เป็นกองหลังที่มีร่างกายอันแข็งแกร่ง แม้จะมีความสูงถึง 1.85 เมตร แต่ก็มีความคล่องตัวและสปีดที่จัดจ้าน ถึงขนาดตามความเร็วของโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ได้ทุกจังหวะ แถมยังมีความนิ่งเกินวัยในการดวลตัวต่อตัวกับกองหน้าคู่แข่ง จนถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ไปเรียบร้อย กลายเป็นนักเตะความหวังของเชลซีและทีมชาติอังกฤษในอนาคต       

post

เนย์มาร์ นักเตะเจ้าปัญหาผู้โหยหาความสำเร็จ

นิตยสาร ฟร้องซ์ ฟุตบอล เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ ได้ประกาศรายชื่อนักเตะ 30 คนสุดท้ายที่ได้เข้าชิงบัลลงดอร์ 2019 โดยปีนี้ลิเวอร์พูล เจ้าของแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกเป็นทีมที่มีนักเตะถูกเสนอชื่อเข้าชิงมากที่สุดถึง 7 คน แต่สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้น การไม่มีชื่อของ “เนย์มาร์” ซุปเปอร์สตาร์ทีมชาติบราซิลอยู่ในรายชื่อเข้าชิงปีนี้ด้วย ทั้งที่ศูนย์หน้าเลือดแซมบ้าถือเป็นขาประจำสำหรับรางวัลนี้มาตลอดนับตั้งแต่ก้าวมาค้าแข้งที่ยุโรป

บัลลงดอร์ ถูกยกให้เป็นเสมือนรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลก การที่นักเตะมากความสามารถอย่างเนย์มาร์ หลุดจากโผเข้าชิงจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาการบาดเจ็บจนพลาดลงสนามช่วยปารีส แซงต์ แชร์แมงไปหลายนัด แถมยังเจ็บจนไม่มีส่วนร่วมกับทีมชาติบราซิลชุดแชมป์โคปา อเมริกาอีกด้วย รวมไปถึงพฤติกรรมด้านลบทั้งในและนอกสนามของเจ้าตัว ทั้งการทำร้ายร่างกายแฟนบอลแรนส์หลังแพ้ในนัดชิงบอลถ้วย ทั้งโพสต์ข้อความหยาบคายถึงผู้ตัดสินลงอินสตาแกรมส่วนตัวนัดที่พ่ายให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ทั้งข้อกล่าวหาในคดีข่มขืนผู้หญิงที่แม้จะหลุดจากคดีอันเนื่องมาจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ หรือแม้แต่การบีบให้ต้นสังกัดปล่อยตัวเขากลับบาร์เซโลน่า ล้วนแล้วแต่เป็นพฤติกรรมที่ไม่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างทั้งสิ้น

ล่าสุด เนย์มาร์เพิ่งเปิดใจยอมรับตามตรงว่าไม่มีความสุขในการรับใช้ปารีส แซงต์ แชร์แมง และต้องการย้ายออกจากทีมในช่วงตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมาจริง แต่เมื่อท้ายที่สุดแล้วเขายังต้องอยู่กับทีมต่อไป ก็พร้อมจะทุ่มเททำหน้าที่ในสนามอย่างดีที่สุด และจะพยายามพาต้นสังกัดคว้าชัยชนะใช้ได้อย่างต่อเนื่อง แม้แต่โธมัส ทูเคิลก็ออกปากรับรองเองว่า ซุปเปอร์สตาร์ชาวบราซิลกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของทีมอย่างสมบูรณ์แล้ว หลังช่วยซัดประตูชัยให้ทีมเอาชนะโอลิมปิก ลียงไปได้ แม้ก่อนหน้าที่เขาจะถูกแฟนบอลปารีสรุมโห่มาก็ตาม

การย้ายมาร่วมทีมมหาเศรษฐีฝรั่งเศสด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 222 ล้านยูโร เมื่อ 2 ปีก่อน ถูกมองว่าเพราะนักเตะแซมบ้าต้องการหลุดพ้นจากเงาของลีโอเนล เมสซี่ ซุปเปอร์สตาร์ชาวอาร์เจนติน่า และต้องการเป็นนักเตะสำคัญที่นำแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกมาสู่ปารีส แซงต์ แชร์แมงให้ได้ แต่สุดท้ายนอกจากจะไม่อาจพาทีมคว้าแชมป์ยุโรปได้แล้ว ศูนย์หน้าจอมสับยังไม่อาจก้าวข้ามศูนย์หน้าประจำทีมอย่างเอดิสัน คาวานี่ และรุ่นน้องไฟแรงอย่างคีเลี่ยน เอ็มบาปเป้ไปได้อีกด้วย ซึ่งเป็นที่มาของการไม่มีความสุขในเมืองแฟชั่นแห่งนี้

ด้วยฟอร์มการเล่นและปัญหาอาการบาดเจ็บของเนย์มาร์ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าบาร์เซโลน่าจะยอมจ่ายค่าตัวมหาศาลแลกกับนักเตะอย่างเขาไหม และซุปตาร์ชาวบราซิลจะยืนอยู่ตรงไหนในทีมบาร์ซ่า เพราะเมื่อมองกลับไปทีมเจ้าบุญทุ่มแห่งสเปนก็แทบไม่เหลือที่ว่างสำหรับเนย์มาร์อีกแล้ว

post

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ศูนย์หน้า 30 โคตรแจ๋ว

ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด คงเป็นสำนวนที่เข้ากับฟอร์มของโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ช่วงนี้เป็นที่สุด เพราะศูนย์หน้าทีมชาติโปแลนด์ในวัย 31 ปี ยังคงเดินหน้าผลิตสกอร์ให้กับบาเยิร์น มิวนิคเป็นว่าเล่น โดยตลอดทั้ง 13 นัดที่ทีมเสือใต้ลงเล่นทุกรายการในฤดูกาลนี้ เขาสามารถทำประตูได้ครบทุกนัด รวมเป็น 19 ประตู แถมทำแฮตทริกได้ตั้งแต่นัดที่ 2 ของศึกบุนเดสลีกาอีกด้วย

นับตั้งแต่ย้ายข้ามฟากหลังจากหมดสัญญากับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่อปี 2014 เลวานดอฟสกี้ก็สถาปนาตัวเองเป็นดาวซัลโวประจำทีมเสือใต้มาตลอดทั้ง 5 ฤดูกาล แถมใน 4 ซีซั่นหลังยังสังหารประตูได้เกิน 40 ประตูต่อฤดูกาลอีกด้วย นับเป็นส่วนสำคัญในการพาบาเยิร์น มิวนิคเป็นแชมป์บุนเดสลีกา 5 สมัยติดต่อกัน และแชมป์บอลถ้วยอีก 5 รายการ แต่ถึงแม้จะทำประตูได้มากเพียงใด ก็ยังมีช่วงเวลาที่ยากลำบากอยู่เช่นกัน

ในช่วงเวลาที่ฟอร์มตกไม่สามารถทำประตูในนัดสำคัญหลายนัดติดต่อกัน เลวานดอฟกี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักทั้งจากสื่อและเหล่าแฟนบอลทีมตัวเอง แถมยังไม่ได้รับการปกป้องเท่าที่ควรจากสโมสรอีกด้วย ทำให้กัปตันทีมชาติโปแลนด์ยอมรับว่าเคยคิดจะย้ายออกจากถิ่นอลิอันซ์ อารีน่ามาแล้ว แต่เขาก็สามารถต่อสู้และผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายมาได้จนกลับมาฉายแววเพชฌฆาตได้อีกครั้ง ในปัจจุบันเลวานดอฟสกี้ยิงประตูในบุนเดสลีกาไปแล้ว 9 เกมติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลของบุนเดสลีกา ทำลายสถิติเดิมของปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ที่เคยทำไว้ 8 นัดติดกับดอร์ทมุนด์เมื่อฤดูกาล 2015-16

นอกจากจะเป็นดาวซัลโวประจำบุนเดสลีกาแล้ว เลวานดอฟกี้ยังทำประตูในฟุตบอลยุโรปได้เป็นกอบเป็นกำอีกด้วย โดย 2 ประตูล่าสุดที่ทำได้จากนัดบุกไปพิชิตโอลิมเปียกอสถึงถิ่น 3-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ทำให้เขายิงประตูไปแล้ว 58 ประตู ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 5 นักเตะที่ทำประตูได้สูงสุดในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เอาชนะรุด ฟาน นิสเตอรอย เจ้าของตำแหน่งเดิมที่ทำสถิติไว้ 56 ประตู โดยตามหลังคาริม เบนเซม่า ที่ทำไว้ 60 ประตู, ราอู กอนซาเรซ จำนวน 71 ประตู, ลีโอเนล เมสซี่ เจ้าของสถิติ 113 ประตู และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ผู้ทำประตูสูงสุด 127 ประตู

เลวานดอฟสกี้ถือเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ครบเครื่องในยุคปัจจุบัน เพราะนอกจากจะยิงประตูได้จากทั้งสองเท้าแล้ว ยังสามารถโหม่งทำประตูได้อยู่บ่อยครั้ง โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขามีส่วนร่วมกับประตูที่บาเยิร์น มิวนิคทำได้ในทุก ๆ 88 นาที แถมยังเป็นนักเตะที่ยิงประตูชัยให้กับทีมได้ถึง 15 ครั้ง มากกว่ากองหน้าทุกคนในลีกชั้นนำของยุโรป

สถิติยิงประตูสูงสุดในหนึ่งฤดูกาลของเลวานดอฟสกี้อยู่ที่ 43 ประตู เมื่อฤดูกาล 2016-17 หากเขายังรักษามาตรฐานการยิงประตูแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เขาจะทำลายสถิติของตัวเองอย่างแน่นอน แถมยังอาจทำลายสถิติยิงประตูในหนึ่งฤดูกาลสูงสุดตลอดกาลกับบาเยิร์น มิวนิคที่แกร์ด มุลเลอร์ ดาวยิงระดับตำนานทำไว้ที่ 67 ประตูก็เป็นได้