post

ฟุตบอลอิตาลี บ้านพักคนชราหรือการเล่นอันชาญฉลาด

กัลโช่ซีรีย์อาร์เป็นหนึ่งในลีกชั้นนำในทวีปยุโรปที่แฟนบอลส่วนใหญ่รู้จัก แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นที่นิยมเอาเสียเลย แม้ว่าช่วงเลาลงเล่นจะเหมาะสมกับชาวเอเชีย เพราะว่าตรงกับช่วงเย็นถึงหัวค่ำนั่นเอง ส่วนหนึ่งก็เพราะรูปแบบการเล่นที่ช้า เน้นเทคนิคและรอดูข้อผิดพลาดของคู่แข่งมากกว่าจะโหมบุกเข้าใส่เพื่อเอาประตูอย่างฟุตบอลอังกฤษหรือสเปน ที่แฟนบอลคุ้นเคยกันมากกว่า จนเป็นที่พูดถึงกันว่าลีกฟุตบอลของอิตาลีคือลีกสำหรับนักเตะกำลังเริ่มโรยรา แต่ยังต้องการเล่นในลีกสูงสุดอยู่ต่อไป หรือแฟนบอลพันธุ์แท้ของกัลโช่ซีรีย์อาร์จะบอกว่ามันไม่ใช่การเล่นที่เชื่องช้า แต่เป็นการเล่นด้วยกลยุทธ์ที่เลือดเย็นและการเข้าทำอย่างฉลาดต่างหาก ที่คือวิธีที่ถูกต้องในการเล่นฟุตบอลแบบอิตาลี

ลีกฟุตบอลและทีมชาติที่มักจะเต็มไปด้วยนักเตะในช่วงบันปลายอาชีพ

นักเตะอย่างเดวิด เบ็คแฮมหรือโรนัลดินโญ่ ต่างก็มาลงเล่นในช่วงปลายอาชีพของพวกเขาที่กัลโช่ซีรีย์อา รวมถึงทีมชาติอิตาลีเองที่นักเตะในยุครุ่งเรืองที่พาพวกเขาไปเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 ที่นักเตะส่วนใหญ่ก็มีอายุมากแล้ว ทั้งอังเดร ปีร์โล่ หรืออเลสซานโดร เดลปีอาโร่ ที่ค้าแข้งมานาน หรือมาดูในทีมชาติยุคปัจจุบันที่ยังมีลีโอนาโด้ โบนุชชี่ และชีโร อิมโมบิเล่ ที่อายุอานามเกินเลขสามแล้ว แต่ยังสามารถเป็นแกนหลักในนามทีมชาติได้ นี่ก็เป็นสิ่่งที่สังเกตเห็นได้ว่าทั้งกัลโช่ซีรีย์อาและทีมชาติต่างเปิดพื้นที่ให้กับนักเตะที่มีอายุมากกว่าประเทศอื่นอย่างกลมกลืน และเราจะได้เห็นข่าวคราวนักเตะในทุกตลาดซื้อขายว่า นักเตะที่ประสบความสำเร็จจากสโมสรชั้นนำในยุโรปมักจะเลือกมาลงเอยที่ลีกฟุตบอลอิตาเลี่ยนเป็นแห่งสุดท้าย ก่อนกลับไปแขวนรองเท้าที่บ้านเกิดอยู่เสมอ

การเล่นฟุตบอลเกมรับที่แสนชาญฉลาด

แม้ว่าผู้จัดการทีมฟุตบอลหลายคนจะกล่าวว่า เกมรับที่ดีที่สุดคือเกมรุกนั่นเอง ถ้าพวกเขาบุกเข้าใส่คู่ต่อสู้ตลอดเวลา พวกเขาก็จะไม่เปิดช่องว่างให้คู่แข่งสามารถตอบโต้และยิงประตูไม่ได้ในที่สุด แต่ทว่าในลีกอิตาลีพวกเขาส่วนใหญ่ไม่คิดแบบนั้น พวกเขามันจะเล่นเกมที่รัดกุม ค่อย ๆ ต่อบอลขึ้นไปเก็บไว้ที่ตัวเองให้นานที่สุด แล้วค่อยหาช่องส่งบอลต่อไปเพื่อหาจังหวะทำประตูในที่สุด แต่ด้วยวิธีแบบนี้นั่นเอง ที่ทำให้ฟุตบอลอิตาลีเลยมีจังหวะเข้าทำที่ช้ากว่าลีกอื่น ที่เน้นความเร็วแบบสเปน หรือดุดันแบบไม่ต้องเน้นเทคนิคมากอย่างในประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะลีกรองของพวกเขา ซึ่งในอีกมุมหนึ่งเรามักจะเห็นความผิดพลาดของผู้เล่นได้ง่ายกกว่ามากในทั้งสองลีกนี้ ส่วนทีมอิตาลีที่ขึ้นชื่อเรื่องความเขี้ยวของเกมรับจึงเป็นลีกที่สร้างชื่อให้กองหลังระดับโลกมาหลายต่อหลายคน เช่น ฟาบิโอ คานนาวาโร่ และมาร์โก้ มาเตรัซซี่ ที่ประสบความสำเร็จกับทั้งสโมสรและนามทีมชาติของตัวเอง ด้วยเกมรับที่เหนียวแน่นทำให้ทีมจากอิตาลีมักจะไปได้ไกลเสมอในทัวร์นาเมนท์ฟุตบอล และกลายเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของทีมต่าง ๆ เพราะวิธีการเล่นที่เลือดเย็นและเอาชนะได้อย่างยากลำบากทุกครั้งไป

ขึ้นชื่อว่าเป็นลีกกชั้นนำของยุโรปจึงไม่ใช่ที่ ๆ มาเอาชนะกันได้อย่างง่ายดายแน่นอน แม้ว่านักเตะชื่อดังของกัลโช่ซีรีย์อาจะเป็นนักเตะที่มีอายุเกิน 30 แล้ว แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับการแข่งขันเลย อาจจะเป็นข้อดีเสียอีกที่เรายังสามารถติดตามนักเตะแบบซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังสามารถโลดแล่นในฟุตบอลยุโรปต่อไป หรือในนามทีมชาติที่อิตาลีไม่เคยเปลี่ยนแปลงสไตล์การเล่นของตัวเองจนเป็นสูตรสำเร็จในแบบฉบับของพวกเขาอย่างที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ในโลกฟุตบอล

post

ลีกแชมป์เปี้ยนชิพ : ฟุตบอลอังกฤษแบบต้นตำรับ

หากเดินไปถามว่าแฟนบอลส่วนใหญ่ชอบดูฟุตบอลจากประเทศใดมากที่สุด คำตอบก็คงไม่พ้นพรีเมียร์ลีกจากประเทศอังกฤษที่เต็มไปด้วยนักเตะชื่อดังมากมาย และสไตล์การเล่นที่หลากหลาย รวมถึงผู้จัดการทีมชื่อดังต่างก็ต้องการมาลงฝีมือในลีกชั้นนำของยุโรปแห่งนี้สักครั้งหนึ่ง แต่ถ้าถามว่าแล้วสไตล์การเล่นของพรีเมียร์ลีกมีความชัดเจนแบบที่ฟุตบอลลาลีกาสเปน หรือกัลโช่ซรีย์อาของอิตาลีหรือไม่ คำตอบก็คือไม่เลย แต่ละทีมจะมีสไตล์ไปตามผู้จัดการของตัวเองเสียมากกว่า แล้วสไตล์ฟุตบอลอังกฤษเป็นอย่างไรแน่ ให้ลองไปชมฟุตบอลลีกแชมป์เปี้ยนชิพหรือลีกอันดับสองของประเทศอังกฤษนั่นเอง จะเห็นว่าพวกเขามีสไตล์การเล่นที่ดุดันเน้นเข้าปะทะ รวมถึงเป็นลีกรองที่เต็มไปด้วยยอดทีมในอดีต จนเป็นเอกลักษณ์ว่าพวกเขาคือฟุตบอลแบบผู้ดีอังกฤษอย่างแท้จริง

ศูนย์รวมยอดทีมจากอังกฤษในอดีต

หากไล่รายชื่อจากน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์, เฟรสตัน นอร์ทเอนด์, ดาร์บี้ เคาท์ตี้ และแบล็คเบิร์น โรเวอร์ ต่างก็เป็นทีมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นยอดทีมที่สามารถคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน หรือแชมป์ลีกสูงสุดมาแล้ว แต่ทว่าด้วยเหตุการณ์บางอย่างทำให้พวกเขาต้องตกลงไปเล่นในลีกรองแทน แต่นั่นไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของพวกเขาขาดหายไป พวกเขายังคงเป็นทีมที่มีแฟนบอลคลั่งไคล้และติดตามเชียร์อยู่เสมอ จนผู้ชมทางบ้านไม่รู้สึกเลยว่าพวกเขากำลังดูฟุตบอลในลีกที่ต่ำกว่า หากไปเทียบกับฟุตบอลอิตาลีกัลโช่ซีรีย์บีที่สนามมักจะโล่งอยู่เสมอ เพราะความนิยมของฟุตบอลในลีกเล็กไม่อาจะเทียบได้กับลีกใหญ่เลยนั่นเอง ด้วยความหลงไหลของแฟนบอลชาวผู้ดีทำให้บรรยากาศของสนามเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่ไม่เหมือนใคร และเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่รู้สึกได้ถึงฟุตบอลอังกฤษไม่ต่างกับพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว

ฟุตบอลที่เน้นปะทะและการเข้าทำรวดเร็ว

ฟุตบอลอังกฤษหรือผู้ดีที่มักจะเรียกกันตามหน้าหนังสือพิมพ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงในสนามฟุตบอล เพราะเวลาลงเล่นที่จริงแล้ว ผู้เล่นในแชมป์เปี้ยนชิพจะเต็มไปด้วยการเข้าปะทะที่รุนแรงในเกมที่ลื่นไหล เพราะพวกเขาต้องการทำประตูให้ได้ไวที่สุดและเอาชนะคู่แข่งของเขา โดยที่อาจจะมีกลยุทธ์ที่ดุดันไปบ้าง จนใบแดงและใบเหลืองมักจะพบเห็นได้ง่ายในลีกรองแห่งนี้ รวมถึงฟุตบอลอังกฤษที่มีชื่อเสียงจะการเล่นบอลแบบ Hit and hope หรือการสาดบอลไปข้างหน้าเพื่อให้กองหน้ารูปร่างสูงใหญ่พักบอลและส่งต่อเพื่อทำประตูคู่แข่ง เป็นวิธีการเล่นที่ไม่ซับซ้อนเลย แต่มันกลับได้ผลเสมอสำหรับหลายต่อหลายทีมที่เราอาจจะรู้จักกันดีเช่นสโต๊ก ซิตี้หรือทีมชื่อดังในยุค 90 อย่างวิมเบอร์ดัน จนเป็นเอกลักษณ์ว่านี่คือฟุตบอลโบราณไสต์อังกฤษแท้ ๆ

เสน่ห์ของฟุตบอลอังกฤษที่หาไม่ได้ในพรีเมียร์ลีกที่อาจจะเน้นไปที่ธุรกิจและความสำเร็จมากกว่า ส่วนการเล่นที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเพื่อเอาชนะและคว้าสิทธิไปเล่นในลีกสูงสุด จึงดูมีความเป็นฟุตบอลต้นฉบับมากกว่าในสายตาของแฟนบอล รวมทั้งทีมชื่อดังในอดีตที่ผู้ชมคอยส่งกำลังใจให้เลื่อนชั้นกลับมาเล่นให้หายคิดถึงเสียที คงเป็นเอกลักษณ์แบบหนึ่งที่ทำให้ลีกแชมป์เปี้ยนชิพน่าจับตามองไม่แพ้กับพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว

post

นักเตะราคาแพง ความภูมิใจหรือแรงกดดันมหาศาล

ในโลกฟุตบอลที่ตอนนี้เต็มไปด้วยธุรกิจและต้องการความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ทำให้แฟนบอลจะเห็นว่า ในทุกตลาดการซื้อขายนักเตะมักจะมีข่าวการตามล่าตัวนักเตะชื่อดังที่มีมูลค่าสูง จนปัจจุบันราคาของนักเตะที่เกินร้อยล้านปอนด์ก็มีมาแล้ว หนึ่งในนักเตะมูลค่าสูงนั้นก็มีอย่างเนย์มาร์ที่ย้ายออกจากบาร์เซโลน่ามาอยู่ที่ปารีส แซงต์ แชร์แมงหรือเปเอชเช ซึ่งผลที่ตามมาก็คือเขากลายเป็นนักเตะที่มีค่าตัวสูงที่สุด และตามมาด้วยความกดดันที่เขาต้องเผชิญ เนื่องจากทุกทีมต่างก็ต้องการคว้าแชมป์ถ้วยใหญ่ที่สุดอย่างยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ ลีกนั่นเอง ซึ่งไม่ใช่แค่เนย์มาร์เท่านั้น แต่ยังมีนักเตะอีกหลายคนที่สามารถผ่านแรงกดดันก้าวไปประสบความสำเร็จได้ และอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รักษาฟอร์มการเล่นได้จนพวกเขาทำได้เพียงแค่ต้องย้ายออกจากทีมไปแบบเงียบ ๆ หรือแม้กระทั่งไม่สามารถก้าวไปถึงจุดที่เคยยืนได้อีกเลย

นักเตะราคาแพงที่คุ้มค่า

เนย์มาร์ถือว่าเป็นตัวอย่างนึงที่สามารถประสบความสำเร็จกับทีมในปัจจุบันอย่างเปเอสเชที่สามารถคว้าแชมป์ลีกเอิงฝรั่งเศสได้ และกำลังมองไปที่เป้าหมายต่อไปนั่นก็คือแชมป์ถ้วยใหญ่ของยุโรปนั่นเอง หรือจะเป็นคริสเตียโน่ โรนัลโด้ที่ย้ายจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วยราคาถึงแปดสิบล้านปอนด์ไปสู่อ้อมกอดของเรอัล มาดริด ก่อนจะพาทีมราชันย์ชุดขาวคว้าแชมป์ลาลีกาได้ถึง 2 สมัย แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกอีก 3 สมัย จนเป็นการเจรจาสุดคุ้มที่เรอัล มาดริดได้แต่ยิ้มกริ่มแน่นอน

หรือมาดูทางด้านแมนเชสเตอร์ ซิตี้กันบ้างที่ไม่เคยเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกมาก่อนหน้าที่เซอร์จิโอ้ กุน อเกวโร่จะย้ายเข้าสู่ทีมในราคา 35 ล้านปอนด์ และเขาก็ไม่ได้ทำให้แฟนเรือใบสีฟ้าต้องผิดหวัง เพราะเป็นเขาเองที่สามารถยิงประตูสำคัญใส่ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล จนทำให้ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรงในประวัติศาสตร์ของสโมสร ก่อนที่เขาจะช่วยพาทีมเป็นแชมป์ลีกสูงสุดได้อีกสองสมัยในช่วงหลายปีต่อมา

คนที่น่าผิดหวังจากดีลราคาแพง

น่าเสียดายที่ไม่ใช่นักเตะทุกคนที่สามารถแสดงผลงานได้คุ้มค่าพอกับค่าตัวที่พวกเขาได้รับ หนึ่งในตัวอย่างนั้นก็คือฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ที่ย้ายจากทีมลิเวอร์พูลไปสู่บาร์เซโลน่าในราคาสูงถึง 115 ล้านปอนด์เพื่อตามฝันในวัยเด็กของเขา แต่ทว่าเขากลับไม่ได้เป็นตัวความหวังอย่างที่ตั้งใจไว้ ไม่ว่าจะเป็นอาการบาดเจ็บที่ได้รับ หรือการเล่นที่ไม่เข้าขากับเพื่อนร่วมทีมเอาเสียเลย จนในที่สุดเขาจึงไม่ได้รับโอกาสในการลงเล่นมากนัก และสุดท้ายก็ได้แต่ถูกส่งต่อให้ทีมเสือใต้บาเยิร์น มิวนิคยืมไปใช้งานชั่วคราวเพื่อโอกาสในการลงเล่น จนเรียกได้ว่าแม้ว่าทีมต้นสังกัดอย่างบาร์เซโลน่าจะเป็นแชมป์ลาลีกาได้ แต่เขาแทบไม่ได้มีส่วนร่วมใด ๆ กับรางวัลนั้นเลย ถือว่าเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดสำหรับนักเตะที่กดดันมากเกินไปจากค่าตัวราคาแพง

แม้ว่าการเจรจาซื้อขายนักเตะราคาจะมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนทางสมาคมฟุตบอลแสดงความเห็นที่น่ากังวลต่อสถานะการเงินของทีมในแต่ละลีก แต่สิ่งที่เป็นดาบสองคมก็คือไม่ใช่นักเตะทุกคนที่ราคาแพงแล้วจะส่งผลดีให้ทีมเสมอไป และความผิดหวังของทีมต่าง ๆ ถือเป็นตัวอย่างสำคัญว่าความสำเร็จไม่อาจจะซื้อได้ในบางครั้ง และอาจจะด้วยฝีมือของทีมมากกว่าที่ทำให้ทีมใดทีมหนึ่งกลายเป็นผู้ชนะในบทสรุปของฤดูกาลนั่นเอง