post

ฝันร้ายของทีมสาลิกาดงในคราบของเจ้านาย

ทีมฟุตบอลอังกฤษที่มีสีประจำสโมสรเป็นแถบดำขาวน่าจะเป็นทีมที่มีแฟนบอลผู้คลั่งรักทีมของพวกเขามากที่สุดทีมหนึ่งในเกาะอังกฤษ เรียกได้ว่าแม้ทีมจะตกชั้นลงไปอยู่ลีกรอง แต่แฟน ๆ ชาวจอร์ดี้ก็ยังคงเข้าไปชมทีมรักของตัวเองจนเต็มสนามจนเป็นภาพชินของแฟนบอลทั่วไป แต่ทว่าโชคร้ายของทีมนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด นั่นก็คือการมีเจ้าของชื่อไมค์ แอชลีย์นั่นเอง เพราะเจ้าของท่าทางใจดีกลับกลายเป็นปีศาจในสายตาของแฟน ๆ เพราะเขาทั้งขายนักเตะและผู้จัดการทีมคนสำคัญออกไป และทำทุกอย่างเพื่อธุรกิจของตัวเองเท่านั้น จนแฟน ๆ ต่างส่ายหัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นมานับ 10 ปีของทีมดังแห่งภาคอีสานบนเกาะอังกฤษ

การขายนักเตะคนสำคัญเพราะเงิน

เงินซื้อเราไม่ได้ถ้าไม่มากพอ อาจจะเป็นคำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแอชลีย์ เพราะเขามักจะออกมาให้สัมภาษณ์เสมอว่าเขาไม่ได้ต้องการขายผู้เล่นหลาย ๆ คนจากทีม แม้ว่าจะมีข้อเสนอก้อนโตเข้ามาก็ตาม แต่ทุกตลาดการซื้อขายนักเตะมักจะจบลงตรงที่มีนักเตะขนข้าวของออกจากสนามเซนต์เจมส์พาร์คทุกครั้ง และจะไม่มีผู้เล่นตัวแทนที่คุณภาพใกล้เคียงกันเข้ามาในช่วงเวลาเดียวกัน และด้วยปัญหานี้ก็ทำให้แอชลีย์มักจะมีปัญหากับผู้จัดการทีมเสมอ โดยเฉพาะคนที่ทำให้ทำทีมได้ดีและกำลังพัฒนาทีมในทางที่ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นเควิน คีแกน อลัน พาร์ดิว และราฟาเอล เบนิเตซ ต่างก็ต้องออกจากทีมไปเพราะทิศทางการทำงานไม่ตรงกัน ยิ่งกับทางพาร์ดิวที่เป็นคนที่แอชลีย์ขายไปให้คริสตัล พาเลซที่กำลังต้องการผู้จัดการคนใหม่พอดีอีกด้วย

ยอมขายชื่อสนามที่แฟนบอลเคารพเพื่อเงินสปอนเซอร์

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้แฟนบอลแค้นเคืองไมค์ แอชลีย์มากที่สุดอย่างนึง ก็คือการที่เขาเปลี่ยนชื่อสนามตามชื่อบริษัทตัวเองเพื่อโฆษณาธุรกิจขายอุปกรณ์กีฬาของตัวเอง และเผื่อจะมีสปอนเซอร์สนใจมาซื้อต่ออีกด้วย จนทำให้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรง จนสุดท้ายแอชลีย์ต้องพ่ายแพ้และยอมเปลี่ยนชื่อคืนให้กับแฟนบอลจนถึงปัจจุบัน แต่ความสัมพันธ์ของแฟนบอลกับเขากลายเป็นความเกลียดฝังลึกไปอย่างไม่อาจแก้ไขได้อีกต่อไป

สิ่งที่ยังเป็นโชคดีอยู่บ้างของแฟนบอลนิวคาสเซิลก็คือมีข่าวว่ามีกลุ่มทุนต้องการจะซื้อทีมไปจากการครอบครองของไมค์ แอชลีย์ ไม่ว่าจะกลุ่มจากอาหรับและกลุ่มทุนจากอเมริกา ที่อาจจะเป็นแสงสว่างจากปลายอุโมงค์ของทีมที่แฟนบอลรอคอยมาเกินทศวรรษไปแล้ว เพราะอย่างน้อยถ้าหากเจ้าของใหม่ไม่ใช่กลุ่มที่มีเงินมากเท่าแอชลีย์ แต่อย่างน้อยก็คงไม่ละเลยความรู้สึกของแฟนบอลเท่าเขาอีกแล้วเช่นกัน

post

ลีโอเนล เมสซี่ ความกดดันที่ไม่อาจข้ามผ่านในนามทีมชาติ

ขึ้นชื่อนักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกในปัจจุบัน คนก็มักจะพูดถึงอยู่สองชื่อด้วยกัน นั่นก็คือคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และลีโอเนล เมสซี่ แต่ในรายแรกเขาคือคนที่ประสบความสำเร็จทั้งในนามสโมสรได้แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกจากทั้งทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเรอัล มาดริด ส่วนในนามทีมชาติโปรตุเกสเขาก็สามารถพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลแห่งชาติยุโรปไปอย่างพลิกล็อก ด้วยการเอาชนะทีมชาติฝรั่งเศสในรอบชิงชนะเลิศไปได้ ส่วนทางด้านเมสซี่เขาค้าแข้งกับทีมบาร์เซโลน่าเพียงทีมเดียวเท่านั้น และเขาสามารถคว้าแชมป์ทุกอย่างที่แชมป์สโมสรสามารถเข้าแข่งขันได้ ซึ่งดูเหมือนจะเทียบเท่ากับโรนัลโด้ เพียงแต่ว่าในนามทีมชาติเขากลับตกเป็นพระรองแทบเสียทุกครั้งไป จนคำโจมตีตกมาถึงเมสซี่ว่าเขาไม่มีสภาพจิตใจที่ดีพอกับทีม หรือเพราะสโมสรที่เขาค้าแข้งอยู่เต็มไปด้วยคนเก่งจนเขาไม่จำเป็นต้องแบกภาระใด ๆ ในการแข่งขัน

ทีมชาติที่ไม่มีคนเก่งเท่าบาร์เซโลน่าจริงหรือ

นักเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าคงไม่ใช่นักเตะระดับกลางแน่นอน เพราะนักเตะส่วนใหญ่ก็ค้าแข้งอยู่ในทีมระดับสูงในลีกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเซอร์จิโอ้ กุน อเกวโร่ หรือเปาโล ติบาล่า ที่เป็นนักเตะสำคัญในสโมสรของพวกเขา แต่ปัญหาสำคัญที่เห็นได้จากผลงานการเล่นของทีมชาติฟ้าขาวก็คือพวกเขาไม่มีความเป็นทีมเลยนั่นเอง แผนการเล่นที่ดูไม่เข้าขากัน และการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมบ่อย ๆ ยิ่งทำให้เห็นว่าทีมอาร์เจนติน่าไม่มีเสถียรภาพในการเล่นเอาเสียเลย จนสุดท้ายพวกเขาที่มีโอกาสได้เข้าไปชิงชนะเลิศในทุกทัวร์นาเมนต์กลับมีช่องโหว่ให้พลาดโอกาสคว้าชัยไปอย่างน่าเจ็บใจไม่ว่าจะเป็นการพ่ายแพ้ต่อเยอรมันในรายการฟุตบอลโลก หรือทัวร์นาเมนต์โคปาอเมริกาที่พวกเขาแพ้ในนัดชิงชนะเลิศมาสองครั้งในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา

สภาพจิตใจของเมสซี่ในยามรับใช้ทีมชาติ

จากที่ผลงานที่ไม่เป็นที่น่าพอใจในฐานะนักเตะที่คว้าแชมป์กับสโมสรมากมาย ยิ่งทำให้เวลาลีโอเนล เมสซี่ลงสนามในเสื้อสีฟ้าขาวเขามักจะทำผลงานได้ไม่ดีเสมอ อาจจะด้วยความกดดันที่มีทำให้เขาต้องฝืนเล่นในบางจังหวะ ต้องไปยืนตรงกลางสนามแทนที่จะเป็นริมเส้นสักฝั่งหนึ่งเพื่อขึ้นเกมให้กับทีม ซึ่งบางครั้งมันก็เป็นเรื่องที่มากเกินไปสำหรับนักเตะที่มีหน้าที่เป็นกองหน้าของทีม และจากการพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศหลายครั้งก็ทำให้ครั้งหนึ่งเขาเคยประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติอาร์เจนติน่ามาแล้ว จากการผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเป็นเครื่องบอกได้ดีเลยว่าสภาพจิตใจของเขาไม่พร้อมสำหรับความผิดหวังในทีมชาติอีกต่อไป แม้ในภายหลังเขายังตัดสินใจกลับคำและลงเล่นให้กับทีมชาติอีกครั้งนึงจนถึงปัจจุบัน

แม้ว่าเมสซี่จะเป็นนักเตะที่มีความสามารถแบบไม่ต้องสงสัย แต่ทว่ารอยด่างในอาชีพของเขายังคงเป็นเรื่องความสำเร็จกับประเทศบ้านเกิดนั่นเอง ส่วนแฟน ๆ ของเมสซี่ก็คงจะต้องลุ้นผ่านทัวร์นาเมนต์โคปาอเมริกาที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2021 แทนจะเป็นฟุตบอลโลกที่อาจจะต้องรอไปอีก และคงได้แต่หวังว่ายอดกองหน้าจากอาร์เจนติน่าจะสามารถลบฝันร้ายของเขาและประสบความสำเร็จกับอินทรีย์ฟ้าขาวสักครั้งก่อนจบอาชีพของเขาในอนาคต