post

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เกิดใหม่อีกครั้งในถ้ำเสือ

การได้ลงสนามเล่นให้กับบาเยิร์น มิวนิค ทำให้ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กลับมาฉายแววความเป็นเพลย์เมคเกอร์ระดับโลกอีกครั้ง หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการย้ายไปประสานงานร่วมกับ 2 ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่างลีโอเนล เมสซี่ และหลุยส์ ซัวเรซที่บาร์เซโลน่า แม้จะทำไปได้ถึง 21 ประตู กับอีก 11 แอสซิสต์ แต่ตัวรุกแซมบ้ากลับดูไม่มีความสุขในถิ่นแคมป์ นู ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ฤดูกาลผ่านมา

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ถือเป็นนักเตะคนสำคัญของลิเวอร์พูลในยุคเบรนแดน รอดเจอร์ส ในฤดูกาล 2013-14 เขาถูกวางตัวในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกเพื่อใช้ทักษะการครองบอลและการสร้างสรรค์เกมคอยสนับสนุนคู่กองหน้าอย่างหลุยส์ ซัวเรซ และดาเนียล สเตอร์ริดจ์ โดยผลิตผลงานไปได้ 5 ประตู 7 แอสซิสต์ ช่วยให้สองกองหน้าของทีมเป็นดาวซัลโวและรองดาวซัลโวประจำพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนั้น น่าเสียดายที่เมื่อฤดูกาลสิ้นสุดลงหงส์คงทำได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์ โดยมีแต้มตามหลังจากฝูงอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้เพียง 2 คะแนนเท่านั้น หลังจากนั้น 3 ปีเมื่อไม่อาจประสบความสำเร็จร่วมกับลิเวอร์พูลได้ คูตินโญ่ก็เลือกย้ายไปอยู่กับบาร์เซโลน่า ทีมระดับจักรวาลแห่งยุค ปิดฉากชีวิตบนเกาะอังกฤษด้วยสถิติยอดเยี่ยม 54 ประตู 45 แอสซิสต์จากการลงสนาม 201 นัด

ที่บาร์เซโลน่า คูตินโญ่ถูกถ่างไปเล่นในตำแหน่งริมเส้นด้านซ้ายมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาถนัดมากนัก แม้จะมีสถิติการทำประตูที่ดีกว่าเมื่อครั้งลงสนามกับลิเวอร์พูล โดยสามารถยิงประตูได้ทุก 230 นาที แถมยังทำแฮตทริกแรกในชีวิตได้ในเกมถล่มเลบานเต้ แต่ฟอร์มโดยรวมกลับไม่เป็นที่น่าพอใจมากนักและไม่อาจสร้างเกมบุกช่วยทีมได้ในแต่ละนัดจนมักถูกเปลี่ยนตัวออกอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งบาเยิร์น มิวนิคมาดึงตัวเข้าไปร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัวหลังจากฤดูกาล 2019-20 เริ่มต้นไปได้ไม่นาน โดยมีออปชั่นซื้อขาดที่ราคา 120 ล้านยูโร

ทันทีที่ได้ลงสนามให้ทีมเสือใต้ในเกมกับชาลเก้ คูตินโญ่ก็ได้กลับมายืนในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกอีกครั้ง โดยตลอดทั้ง 33 นาทีในสนาม เขาวิ่งไปทั่วในกรอบเขตโทษและยังสร้างโอกาสให้เพื่อนทำประตูได้หลายครั้ง ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะตัวหลักของบาเยิร์น มิวนิคในที่สุด โดยรับบทบาทผู้เล่นหมายเลข 10 อยู่หลังศูนย์หน้าตัวเป้าอย่างโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ขนาบข้างริมเส้นซ้าย-ขวาด้วยคิงสลีย์ โกม็อง และอีวาน เปริซิซ เพลย์เมคเกอร์บราซิเลี่ยนสามารถยิงประตูแรกในถิ่นอลิอันซ์ อารีน่าได้ในเกมพบกับโคโลญจน์ ซึ่งเกมนั้นเขาทั้งยิงทั้งจ่ายช่วยให้ทีมเสือใต้เปิดบ้านถล่มคู่แข่งไปด้วยสกอร์ 4-0

ปัจจุบันคูตินโญ่ ทำได้ 2 ประตู 4 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 10 นัดทุกรายการ การได้เล่นในตำแหน่งถนัดอีกครั้งน่าจะช่วยให้เขาลงสนามได้อย่างมีความสุข และกลับมาเป็นคูตี้คนเดิมที่อันตรายทั้งในเรื่องการเลี้ยงบอลและการจ่ายบอล รวมถึงการได้เล่นร่วมกับนักเตะระดับท็อปของโลก จะช่วยให้เขากลายเป็นนักเตะที่เก่งขึ้นอย่างแน่นอน

post

อันโตนิโอ คอนเต้ กับความคาดหวังในการพาอินเตอร์ มิลานกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

อินเตอร์ มิลาน ถือเป็นสโมสรใหญ่แห่งอิตาลีที่ห่างจากความสำเร็จมานาน โดยแชมป์สุดท้ายที่ทัพเนรัซซูรี่ทำได้ต้องย้อนไปเมื่อฤดูกาล 2010-11 ที่พวกเขาเอาชนะปาแลร์โม่คว้าแชมป์โคปปา อิตาเลียมาครองได้สำเร็จ แถมแชมป์เซเรียอาหนล่าสุดของพวกเขาต้องนับย้อนไปถึง 9 ปี ทำให้การมาของกุนซือผู้มากประสบการณ์อย่างอันโตนิโอ คอนเต้ กลายเป็นความหวังให้กับทั้งสโมสรและแฟนบอลสำหรับการพาทีมงูใหญ่กลับมาทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

อันโตนิโอ คอนเต้ ถือเป็นหนึ่งในกุนซือที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในอิตาลี ไม่ว่าจะในฐานะนักเตะหรือผู้จัดการทีม โดยสมัยที่ยังค้าแข้งอยู่เขาสามารถคว้าแชมป์รายการใหญ่ร่วมกับยูเวนตุสได้ถึง 13 ครั้ง ก่อนจะกลับมาคุมทีมม้าลายเมื่อปี 2011 และพาทีมคว้าแชมป์เซเรียอาได้ตั้งแต่ปีแรก หลังจากที่ทีมร้างลาจากแชมป์ใด ๆ ไปถึง 4 ปี ก่อนจะคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้ 2 สมัยติดต่อกันในอีก 2 ปีถัดมา แถมในฤดูกาล 2013-14 เขายังพาทีมม้าลายคว้าแชมป์เซเรียอาด้วยคะแนนสูงเป็นสถิติถึง 102 คะแนนอีกด้วย คอนเต้คุมทีมม้าลายเพียง 3 ฤดูกาลก่อนจะตัดสินใจรับงานคุมทีมชาติอิตาลีชุดยูโร 2016 ซึ่งถือว่าเขาเป็นคนที่วางรากฐานความสำเร็จให้ทีมม้าลายยุคปัจจุบันก็ว่าได้ เพราะจากแชมป์เซเรียอาติดต่อกัน 3 สมัย ยูเวนตุสก็สามารถต่อยอดเป็นแชมป์เซเรียอา 8 สมัยติดต่อกันจนถึงปัจุบัน

หลังจากไม่ประสบกับความสำเร็จในการคุมทีมชาติอิตาลี ชุดสู้ศึกยูโร 2016 คอนเต้ก็ถูกดึงไปคุมทีมเชลซีทันที โดยสามารถจะพาทีมสิงโตน้ำเงินครามเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ตั้งแต่ปีแรก แถมเป็นผู้จัดการทีมคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลผู้จัดการยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีกติดต่อกันถึง 3 สมัย ก่อนจะคว้าแชมป์เอฟเอคัพ ได้อีกรายการในฤดูกาลต่อมา แต่ก็ไม่ดีพอให้เขาได้คุมทีมต่อเมื่อไม่อาจรักษาตำแหน่งท็อปโฟร์ไว้ได้ หลังว่างเว้นจากการคุมทีมไป 1 ปีเต็ม อินเตอร์ มิลานก็ทุ่มค่าจ้างสูงถึง 11 ล้านยูโรต่อปีเพื่อนำเขากลับมาคุมทีมที่อิตาลีอีกครั้งหนึ่ง

ทันทีที่เข้ารับงานในถิ่นซาน ซิโร่ ผู้จัดการทีมจอมเนี๊ยบก็ประกาศตัดหางสองนักเตะตัวปัญหาอย่างรัดย่า เนียงโกลัน และเมาโร อิคาร์ดี้ออกจากทีมทันที และสั่งนำเข้าโรเมลู ลูกากู ศูนย์หน้าทีมชาติเบลเยี่ยมที่เขาชื่นชอบเป็นการส่วนตัวมาทดแทน โดยคอนเต้สามารถพาทีมงูใหญ่เก็บชัยชนะในลีกได้ 6 นัดติดต่อกัน นับเป็นผู้จัดการทีมคนที่สองของอินเตอร์ที่สามารถทำได้ ต่อจากเอเลนิโอ เอร์เรร่า กุนซือระดับตำนานชาวอาร์เจนติน่าที่ทำไว้เมื่อฤดูกาล 1966-67 ก่อนจะไปเปิดบ้านพ่ายให้กับคู่แข่งโดยตรงอย่างยูเวนตุสไปด้วยสกอร์ 1-2

ปัจจุบันอินเตอร์ มิลาน รั้งอันดับ 2 มี 21 คะแนน จากการลงสนาม 8 นัด ตามหลังยูเวนตุสทีมจ่าฝูงเพียงแต้มเดียว แต่ด้วยรูปแบบการเล่นและฟอร์มของนักเตะแต่ละคน ทำให้แฟนบอลมีความหวังขึ้นมาว่าคอนเต้จะปลุกยักษ์หลับอย่างอินเตอร์ มิลานให้ตื่นมาอาละวาดและหยุดความร้อนแรงของคู่ปรับอย่างยูเวนตุสได้เสียที

post

จุดหมายปลายทางต่อไปของพระเจ้า “ซลาตัน อิบราฮิโมวิช”

อนาคตของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังคงต่อท้ายด้วยเครื่องหมายคำถามอยู่ เมื่อสัญญาระหว่างเขากับสโมสรแอลเอ กาแล็กซี่ จะสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคมนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีหลายสโมสรต้องการดึงตัวศูนย์หน้าชาวสวีเดนกลับไปค้าแข้งในลีกยุโรปอีกครั้ง แถมเจ้าตัวก็ยังคงตอบคำถามแบบแทงกั๊กถึงอนาคตของเขาในการให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุด “ถ้าผมอยู่ต่อ เมเจอร์ลีกก็ยังได้ประโยชน์จากการที่ทั้งโลกยังติดตามอยู่ แต่ถ้าผมไม่อยู่ ก็คงไม่มีใครจำได้ว่าเมเจอร์ลีกคืออะไร”

นับตั้งแต่ย้ายมาค้าแข้งที่อเมริกาเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2018 ซลาตันยิงประตูไปทั้งสิ้น 53 ประตู กับอีก 15 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 58 นัด โดยสามารถทำแฮตทริกได้ถึง 3 ครั้ง แม้จะมีสถิติการทำประตูที่ยอดเยี่ยมจนได้เป็นถึงรองดาวซัลโวประจำเมเจอร์ลีก 2 ปีติด แต่เขาคนเดียวก็ไม่อาจแบกทีมที่พร้อมจะเสียประตูให้คู่แข่งเป็นว่าเล่นได้ ดีที่สุดคือช่วยพาทีมดังจากเมืองลอสแอนเจลิสจบด้วยอันดับ 5 ของสายตะวันตก และเข้าสู่รอบเพลย์ออฟได้สำเร็จในปีนี้ ก่อนจะไปพ่ายให้กับคู่ปรับร่วมเมืองอย่างแอลเอ เอฟซี 3-5 ในรอบก่อนชิงแชมป์สายตะวันตก โดยนัดนี้อิบราฮิโมวิชสามารถยิงประตูส่งท้ายฤดูกาลได้ 1 ลูก ซึ่งอาจเป็นประตูสุดท้ายของเขาในเมเจอร์ลีกอีกด้วย

แม้อายุจะครบ 38 ปีบริบูรณ์ไปแล้ว แต่ซลาตันก็ยังคงลงเล่นได้ครบ 90 นาทีเต็มในทุกนัด แถมยังไม่มีอาการบาดเจ็บคอยรบกวนอีกต่างหาก ซึ่งอาการบาดเจ็บนี่เองที่เคยเป็นอุปสรรคต่อชีวิตค้าแข้งของเขากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนนำไปสู่การแยกทางกันด้วยดีในที่สุด เมื่อไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนแล้ว อิบราฮิโมวิชเคยให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมกลับไปเล่นให้ปีศาจแดงทุกเมื่อหากสโมสรต้องการ ซึ่งแชมป์พรีเมียร์ลีกถือเป็นแชมป์ลีกเดียวจาก 5 ลีกใหญ่ของยุโรปที่ศูนย์หน้าจอมเทคนิคยังไม่เคยคว้ามาประดับบารมี การกลับไปเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จึงถือเป็นความท้าทายสำหรับนักเตะที่ชื่นชอบความสมบูรณ์แบบอย่างเขา ยิ่งในปัจจุบันแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดภายใต้การนำของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา กำลังขาดแคลนเพชฌฆาตถล่มประตูให้กับทีมอยู่พอดี อิบราฮิโมวิชจึงเป็นนักเตะที่สามารถตอบโจทย์นั้นได้อย่างแน่นอน

นาโปลี ก็เป็นอีกทีมที่ให้ความสนใจในตัวอิบราฮิโมวิช โดยคาร์โล อันเชล็อตติ ยอดกุนซือชาวอิตาลีต้องการดึงตัวอดีตลูกทีมสมัยคุมปารีส แซงต์ แชร์แมง มาช่วยยิงประตูให้ทีมอัซซูรี่ ซึ่งกัลโช เซเรียอา น่าจะเป็นลีกระดับท็อปที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของซลาตันมากที่สุด แถมยังเป็นลีกที่เขาคุ้นชินและประสบความสำเร็จมากมาย เมื่อสมัยเล่นให้ทั้งยูเวนตุส, อินเตอร์ มิลาน และเอซี มิลาน การกลับมาอิตาลีจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าเส้นทางของซลาตันจะไปลงเอยที่ใด ก็ถือเป็นกำไรของแฟนบอลที่จะได้เห็นเขากลับมาวาดลวดลายสไตล์เทพเจ้าทั้งฝีเท้าและฝีปากในเวทียุโรปอีกครั้ง เพราะนักเตะอย่างซลาตัน อิบราฮิโมวิช มีเพียงแค่คนเดียวในโลกจริง ๆ  

post

ลูกา โมดริช กับความสำเร็จที่มาเร็วไปเร็ว

ปีแล้ว ลูกา โมดริช ผงาดคว้ารางวัลบัลลงดอร์ 2018 มาครองอย่างยิ่งใหญ่ นับเป็นนักเตะคนแรกที่สามารถเอาชนะคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และลีโอเนล เมสซี่ 2 ซูเปอร์สตาร์ตัวท็อปของโลกที่ผลัดกันเป็นเจ้าของรางวัลนี้มาตลอด 10 ปี แต่หลังจากผ่านมา 1 ปี มิดฟิลด์ทีมชาติโครเอเชีย กลับไม่มีรายชื่อเป็น 1 ใน 30 นักเตะที่ลุ้นรางวัลบัลลงดอร์ 2019 นับเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่เป็นเจ้าของรางวัลคนเก่าแต่ไม่มีชื่อติดโผลุ้นป้องกันรางวัลในปีถัดมา

ปี 2018 ถือเป็นปีที่โมดริชทำผลงานได้อย่างสุดยอดทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ เมื่อช่วยให้เรอัล มาดริดป้องกันแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ นับเป็นทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้ 3 สมัยติดต่อกัน ก่อนจะพาทีมชาติโครเอเชียเป็นม้ามืดประจำทัวร์นาเมนต์ทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย โดยเอาชนะทั้งอาร์เจนติน่า, เดนมาร์ก, เจ้าภาพรัสเซีย และอังกฤษ ก่อนจะไปพ่ายให้กับฝรั่งเศสในรอบชิงชนะเลิศ 2-4 แม้จะทำได้เพียง 2 ประตู กับ 1 แอสซิสต์ แต่ด้วยฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นในทุกเกมก็เพียงพอให้เขาได้รับรางวัลโกลเด้น บอล นักเตะยอดเยี่ยมประจำศึกฟุตบอลโลก 2018 ไปครองในที่สุด หลังจากนั้นกัปตันทีมชาติโครเอเชียก็เดินสายรับรางวัลส่วนตัวตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นนักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า, นักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมแห่งปีของยูฟ่า ปิดท้ายด้วยบัลลงดอร์ 2018 ที่สามารถเอาชนะนักเตะคู่แข่งร่วมลีกอย่างลีโอเนล เมสซี่ และอดีตเพื่อนร่วมทีมที่ย้ายไปอยู่กับยูเวนตุสอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ลงได้

แม้จะเป็นมิดฟิลด์ตัวเล็กที่มีความสูงเพียง 1.70 เมตร แต่โมดริชก็มีความรวดเร็วปราดเปรียวและการจ่ายบอลที่แม่นยำมาทดแทน จนได้ชื่อว่าเป็นมิดฟิลด์ที่ครบเครื่องคนหนึ่งของวงการฟุตบอล โดยสามารถเล่นได้ดีทุกตำแหน่งในแผงมิดฟิลด์  มิดฟิลด์ชาวโครแอตเริ่มต้นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกมาตั้งแต่สมัยเล่นให้กับดินาโม ซาเกร็บ และท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางกับเรอัล มาดริด ยามลงเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางให้กับราชันชุดขาว เขาจะคอยอ่านเกม เก็บบอลและสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนร่วมทีมทำเกมรุก รวมทั้งวิ่งขึ้นวิ่งลงตลอดทั้งเกมจนเป็นนักเตะที่วิ่งมากที่สุดในทีม แต่เมื่อเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกให้กับทีมชาติโครเอเชีย โมดริชจะคอยเลี้ยงไปกับบอลและใช้จังหวะเคาน์เตอร์แอทแท็คจ่ายบอลอย่างคมกริบให้เพื่อนทำประตู นอกจากนั้นหากผู้จัดการทีมเลือกส่งเขาลงทำหน้าที่มิดฟิลด์ตัวรับ เขาก็สามารถอ่านทางบอลและคอยดักทำลายเกมคู่แข่งได้อีกด้วย

โมดริชไม่ใช่นักเตะประเภททำประตูได้เป็นกอบเป็นกำมาแต่ไหนแต่ไร แต่เป็นนักเตะผู้ปิดทองหลังพระ ที่ถึงไม่เด่นแต่ทีมก็ขาดไม่ได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะไม่มีชื่อติดโผลุ้นบัลลงดอร์ 2019 เพราะนอกจากต้นสังกัดอย่างเรอัล มาดริดจะทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานในซีซั่นที่ผ่านมา ปีที่แล้วยังไม่มีเกมทีมชาติระดับเมเจอร์อีกด้วย แต่ถึงอย่างไรโมดริชก็ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้เปิดมิติใหม่ให้กับวงการฟุตบอลและเป็นจุดเริ่มต้นในการล้มล้างระบอบ “เมส-โด้” ที่ครอบงำวงการฟุตบอลมากว่า 10 ปี              

post

ดีน เฮนเดอร์สัน ผู้รักษาประตูดาวรุ่งทายาทปีศาจแดง

ดีน เฮนเดอร์สัน กลายเป็นผู้รักษาประตูที่ถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้ นับตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วเป็นต้นมาผู้รักษาประตูดาวรุ่งชาวอังกฤษวัย 22 ปี สามารถเก็บคลีนชีตไปได้ถึง 25 ครั้งในการลงเล่นให้กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เหนือกว่าผู้รักษาประตูทุกคนที่ลงเล่นใน 4 ลีกระดับท็อปของอังกฤษ

เฮนเดอร์สัน เข้าร่วมทีมอคาเดมี่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตั้งแต่อายุ 14 ปี ก่อนจะถูกส่งไปสะสมประสบการณ์ในฐานะนักเตะยืมตัวกับทีมในลีกล่าง ทั้งสต็อคพอร์ท เคาน์ตี้, กริมสบี้ ทาวน์ และชรูว์สบิวรี่ ทาวน์ จนกระทั่งได้รับโอกาสเล่นให้กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในลีกแชมเปี้ยนชิพเมื่อปีที่แล้ว เฮนเดอร์สันถูกส่งลงสนามในศึกแชมเปี้ยนชิพทั้ง 46 นัด โดยสามารถเก็บคลีนชีตได้ถึง 21 เกม เทียบเท่ากับอลิสซอน เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูทีมลิเวอร์พูลเจ้าของรางวัลถุงมือทองคำของพรีเมียร์ลีก ช่วยให้ทีมดาบคู่จบฤดูกาลด้วยตำแหน่งรองแชมป์ ได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้าทันที นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2007 นอกจากนั้นยังคว้าตำแหน่งนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดมาครองได้อีกด้วย

ก่อนที่ฤดูกาล 2019-20 จะเริ่มต้นขึ้น เฮนเดอร์สันได้ต่อสัญญาฉบับใหม่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดออกไปจนถึงปี 2022 แถมในระหว่างที่สัญญาฉบับใหม่ของดาบิด เด เคอา ยังไม่เรียบร้อยทั้งที่สัญญาเดิมเหลือเพียงแค่ปีเดียว เขาก็ถูกดึงไว้กับทีมเผื่อในกรณีฉุกเฉินจะได้ก้าวขึ้นมาทดแทนผู้รักษาประตูรุ่นพี่ได้ทันที แต่เมื่อสัญญากับผู้รักษาประตูทีมชาติสเปนคืบหน้าไปด้วยดี เขาจึงถูกปล่อยยืมทั้งฤดูกาลให้เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดอีกครั้ง นับเป็นเรื่องที่ดีสำหรับโอกาสในการเก็บประสบการณ์บนเวทีพรีเมียร์ลีกอย่างต่อเนื่อง

ด้วยร่างกายที่สูงใหญ่ ยืนตำแหน่งได้ดี และมีปฏิกิริยาที่ว่องไว ทำให้เฮนเดอร์สันโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในยามลงเฝ้าเสาให้ทีมดาบคู่ แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่โมเมนต์ที่ดีเท่านั้น เมื่อผู้รักษาประตูชาวอังกฤษเคยจ่ายบอลพลาดจนทำให้ทีมพ่ายแพ้ให้กับลีดส์ ยูไนเต็ดมาแล้วเมื่อปีก่อน และความผิดพลาดครั้งล่าสุดในเกมกับลิเวอร์พูล เมื่อเขารับลูกยิงของจินี่ ไวจ์นัลดุมพลาดจนบอลลอดขาเข้าไปเป็นประตูชัย แต่ด้วยแรงสนับสนุนจากผู้จัดการทีมและเพื่อนร่วมทีมก็ทำให้เขากลับมาเข้าที่เข้าทางได้อย่างรวดเร็ว และเก็บได้อีก 2 คลีนชีตในเกมถัดมา นับเป็นประสบการณ์อันดีที่จะสร้างให้เขากลายเป็นผู้รักษาประตูที่สมบูรณ์แบบในอนาคต

ปัจจุบันดีน เฮนเดอร์สัน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ไปแล้ว เพื่อทดแทนทอม ฮีตัน ที่มีอาการบาดเจ็บ ในศึกฟุตบอลยูโร 2020 รอบคัดเลือก แถมยังถูกเอริก สตีล อดีตโค้ชผู้รักษาประตูทีมปีศาจแดงท้าทายให้เขามีความมั่นใจสำหรับการกลับมาท้าชิงตำแหน่งจากเด เคอา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อพวกเขาไม่เคยขาดแคลนผู้รักษาประตูมือดีไปจากทีมเลยแม้แต่ครั้งเดียว

post

5 นักเตะสอบตกที่บาร์ซ่าเตรียมโละในซัมเมอร์นี้

บาร์เซโลน่าคือทีมยักษ์ใหญ่ที่นักฟุตบอลหลายชีวิตใฝ่ฝันถึง การได้เป็นนักเตะทีมชุดใหญ่ของโคตรทีมจากแคว้นคาตาลันเท่ากับเป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าฝีเท้าของนักเตะคนนั้น ๆ เก่งกาจขนาดไหน แต่มาตรฐานระดับบาร์เซโลน่านั้นไม่ใช่หมู ๆการจะสอบผ่านมาตรฐานฟุตบอลอันสูงยิ่งของบาร์เซโลน่านักเตะเหล่านั้นต้องเข้าขั้นจริง ๆ จึงจะสามารถสอดแทรกตำแหน่งตัวจริงได้ ดังที่เราเห็นมาตลอดนักเตะเก่ง ๆ นักเตะชื่อดังหลายคนไม่ว่าจะเป็นอเล็กซิส ซานเชส, เชส ฟาเบรกัส และปาโบล อัลกาแซร์ ต่างกลายเป็นแข้งสอบตกจำต้องอำลาทีมไปในเวลาต่อมา ซัมเมอร์นี้ก็เช่นกันนักเตะห้าคนที่เรากำลังจะกล่าวถึงนี้อาจอยู่ในข่ายผู้ไม่ได้ไปต่อและอาจถูกขึ้นบัญชีขายในเร็ววันก็เป็นได้

                ฟิลิเป้ คูติญโญ่ “คูตี้” ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งได้เหมือนตอนค้าแข้งอยู่กับลิเวอร์พูลด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างทั้งคู่แข่งที่ไม่เหมือนใน PL เพื่อนร่วมทีมที่ต่างออกไป จังหวะฟุตบอลของบาร์เซโลน่ารวมทั้งตำแหน่งที่เล่นไม่เอื้ออำนวย จึงมีข่าวลือออกมาบ่อย ๆ ว่าบาร์เซโลน่าพร้อมขายจอมทัพทีมชาติบราซิลรายนี้ออกไปหากได้ข้อเสนอไม่ต่ำกว่า 80 ล้านยูโร        

อังเดร โกเมส กองกลางโปรตุกีสกลายเป็นแข้งส่วนเกินของทีมมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วและการปล่อยให้เอฟเวอร์ตันยืมตัวใช้งานก็ทำให้อังเดร โกเมสเนื้อหอมขึ้นมาอีกครั้ง แต่ดูท่าทีมที่มีภาษีจะคว้าตัวเขามากที่สุดก็คือท็อฟฟี่สีน้ำเงินเจ้าเดิมนี่เอง ซึ่งล่าสุดข่าวว่าเอฟเวอร์ตันได้ตัวแข้งสอบตกของบาร์ซ่ารายนี้แล้วในราคา 22 ล้านปอนด์

                มัลคอล์ม ปีกชาวบราซิเลี่ยนเคยเป็นแข้งเนื้อหอมสุด ๆ เมื่อฤดูกาลก่อน ทว่าหลังจากย้ายไปบาร์เซโลน่าฟอร์มของมัลคอล์มก็สาละวันเตี้ยลงเพราะคู่แข่งในลีกค่อนข้างแข็งแกร่งต่างจากลีก เอิงของฝรั่งเศส บาร์ซ่าพิสูจน์ชัดแล้วว่าแข้งรายนี้ไม่เหมาะกับลา ลีก้าจึงอาจจะพิจารณาปล่อยตัวออกไปหากทีมไหนอยากเซ้งต่อด้วยราคาที่เหมาะสม

                อุสมาน เด็มเบเล่ น่าจะเป็นนักเตะเบอร์หนึ่งที่สโมสรกาหัวอยากขายออกไปให้พ้น ๆ สักที หากว่ากันด้วยเรื่องฝีเท้าเจ้าหนูพะยี่ห้อแชมป์โลกก็พอตัวอยู่หรอก แต่พฤติกรรมนี่สิที่เป็นปัญหาแถมบาร์ซ่ายังไปดึงมาจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด้วยราคาร้อยกว่าล้านยูโรแล้วอย่างนี้จะขายออกหรือเปล่าล่ะเนี่ย?

                ยาสเปอร์ ซิลิเซ่น เป็นเรื่องตลกที่นายทวารมือหนึ่งทีมชาติเนเธอร์แลนด์อย่างยาสเปอร์ ซิลิเซ่นต้องกลายเป็นตัวสำรองของประตูมือสามทีมชาติเยอรมันอย่างมาร์ค อังเดร แทร์ สเตเก้นในถิ่นคัมป์นู ตลอดสองปีที่ผ่านมาซิลิเซ่นไม่สามารถสอดแทรกขึ้นมาเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมได้และไป ๆ มา ๆ ตอนนี้บาร์ซ่าอยากขายซิลิเซ่นออกไปเพื่อหาผู้รักษาประตูที่เหนียวกว่า อายุน้อยกว่ามาไว้เป็นทางเลือกเผื่อแทร์ สเตเก้นหลุดฟอร์มอีก

                นักเตะเหล่านี้ไม่ได้หมดความเก่งกาจเชิงลูกหนังแต่อย่างใดบางคนยังเป็นตัวหลักของทีมชาติอยู่ บางคนถูกยืมตัวไปและทำผลงานได้ดีกับสโมสรใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ พวกเขาอาจแค่ไม่เหมาะกับฟุตบอลของบาร์เซโลน่าหรือเหตุผลในการปรับตัวอีกนับร้อยนับพัน ซึ่งแม้จะหาสโมสรใหม่ได้หรือยังคงต้องอยู่กับบาร์เซโลน่าต่อไปเราก็ขอเอาใจช่วยให้พวกเขาเค้นฟอร์มเก่งออกมาได้และช่วยให้ต้นสังกัดประสบความสำเร็จในฤดูกาลที่จะถึงนี้

post

เปิดประวัติเจ้าหนูมหัศจรรย์คนล่าสุด “ชูเอา เฟลิกซ์”

เชื่อว่าแฟนบอลที่ติดตามข่าวสารของวงการฟุตบอลอยู่เสมอคงเคยได้ยินชื่อนักเตะคนหนึ่งที่โดดเด่นขึ้นมาในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังของฟุตบอลลีกในยุโรป “ชูเอา เฟลิกซ์” คือชื่อที่หลายคนสงสัยว่าเขาเป็นใคร? เหตุใดจึงมีชื่อปรากฏเป็นผู้ทำประตูหรือแอสซิสให้เบนฟิก้าอยู่เรื่อย ๆ? จากความสงสัยนั้นวันนี้เราจะพาไปเปิดโปรไฟล์ไขข้อข้องใจเพื่อทำความรู้จักกับดาวรุ่งสุดฮ็อตจากแดนฝอยทองผู้นี้ว่ามีดียังไงทีมใหญ่ถึงพร้อมทุ่มกว่าร้อยล้านยูโรเพื่อกระชากเขาจากอ้อมอกของทีมตราเหยี่ยว

ชูเอา เฟลิกซ์ ชื่อเต็ม Joao Felix Sequeira

เกิดที่เมือง Viseu ประเทศโปรตุเกส เมื่อ 19 พฤศจิกายน 1999

อายุ 19 ปี

สัญชาติ โปรตุกีส

สโมสรปัจจุบัน SL Benfica

ตำแหน่ง Second Striker, Centre Forward, Right Forward

ประวัติโดยย่อ

ชูเอา เฟลิกซ์เป็นนักเตะฝึกหัดในอะคาเดมี่ dragon force ของปอร์โต้ตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ หลายปีผ่านไปเขาสอบตกไม่ได้รับการเซ็นสัญญาให้เป็นนักเตะเยาวชนของปอร์โต้ กลายเป็นแข้งเยาวชนไร้สังกัดอยู่หนึ่งปีเต็ม ในปี 2015 ทางเบนฟิก้าให้โอกาสเขาได้ทดสอบฝีเท้าและมองเห็นพรสวรรค์จากนั้นจึงได้จับเจ้าหนูแข้งทองเซ็นสัญญาเป็นนักเตะเยาวชนของ Benfica U17

ด้วยฝีเท้าเกินวัยเฟลิกซ์จึงขยับจากทีม U17 ขึ้นสู่ทีม U19 ในปี 2016 จากนั้นในปี 2017 เขาก็ได้เลื่อนจากทีม Benfica U19 ขึ้นไปเล่นให้ทีม Benfica B

เบนฟิก้าเชื่อมั่นว่าพวกเขาค้นพบเพชรเม็ดงามของวงการฟุตบอลแน่นอนแล้วจึงจับชูเอา เฟลิกซ์เซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพและผลักดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2018 ที่ผ่านมา

เฟลิกซ์ได้ Debut เกมแรกของเขาในฐานะนักฟุตบอลอาชีพเป็นตัวสำรองถูกเปลี่ยนลงไปในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกรอบคัดเลือกที่พบกับ P.A.O.K เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2018

ประตูแรกอย่างเป็นทางการรอไม่นานเพราะเกิดขึ้นกับการลงสนามนัดที่สามในฐานะนักเตะอาชีพเท่านั้นโดยเขาพังประตูให้ทีมขึ้นนำสปอติ้ง ลิสบอนได้ตั้งแต่นาทีที่ 19 และเกมนั้นจบลงที่สกอร์ 1-1 ถัดมาอีกสองเกมเขาบวกอีกหนึ่งประตูในเกมพบกับเดสปอร์ติโว อาเวส์ จากนั้นเขาถูกอาการบาดเจ็บรบกวนทำให้ได้ลงสนามประปรายและทำประตูเพิ่มได้อีกแค่ประตูเดียว จบปี 2018 ชูเอา เฟลิกซ์ ทำไป 3 ประตูกับอีก 1 แอสซิสเท่านั้น

ขึ้นสู่ปี 2019 นับเป็นปีทองของชูเอา เฟลิกซ์อย่างแท้จริง เพราะเข้าสู่ครึ่งหลังของฤดูกาลเจ้าหนูยอดนักเตะสลัดอาการบาดเจ็บไปจนหมดสิ้นจากนั้นจึงจัดการกระหน่ำประตูอย่างต่อเนื่อง เบิกฤกษ์ด้วย 4 ประตูในเดือนมกราคมและประตูอื่น ๆ ก็ไหลตามมาเรื่อย ๆ

เกมแจ้งเกิดอย่างเป็นทางการของเขาเกิดขึ้นในศึกยูโรป้าลีกที่เบนฟิก้าต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ตโดยเขามีส่วนกับทุกประตูที่ทีมทำได้ เฟลิกซ์ทำแฮตทริคในเกมนั้นกับจ่ายอีกหนึ่งประตูช่วยให้ทีมเอาชนะสโมสรชั้นยอดจากเยอรมันไป 4-2

สิ้นสุดฤดูกาล 2018-2019 ชูเอา เฟลิกซ์ทำสถิติลงเล่นทุกรายการรวม 43 นัด ทำประตู 20 ลูกกับจ่ายให้เพื่อนทำประตูอีก 11 ลูก

ชูเอา เฟลิกซ์มีตำแหน่งและสไตล์การเล่นละม้ายคล้ายคลึงกับอเลสซานโดร เดล ปิเอโร่, ฟรานเชสโก้ ต็อตติ, ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ รวมทั้งอองตวน กรีซมัน เป็นนักเตะที่จ่ายบอลเฉียบขาด ยิงประตูเฉียบคม มีทักษะที่ดีเยี่ยม ลีลาสวยงาม แถมยังเล่นลูกกลางอากาศได้ด้วย พูดง่าย ๆ คือครบเครื่องนั่นเอง และด้วยวัยไม่ถึงยี่สิบปีบวกกับคุณสมบัติดังที่กล่าวไปแถมมีแววเป็นซูเปอร์สตาร์ได้ในอนาคตจึงไม่แปลกที่เบนฟิก้าจะกำหนดราคาแข้งวัยกระเตาะไว้เกินกว่าหนึ่งร้อยล้านยูโรซึ่งเป็นการวัดใจทีมใหญ่ทั่วยุโรปกลาย ๆ ว่าหากทีมไหนใจถึง(เงินถึง)ก็เอาตัวเจ้าหนูมหัศจรรย์รายนี้ไปได้เลย

post

เหตุผลเหล่านี้บ่งบอกว่าเหตุใดแฮร์รี่ แม็กไกวร์จึงสมควรจะมีค่าตัวเป็นสถิติโลก

ฟุตบอลคือเกมกีฬาที่แพ้ชนะกันด้วยการทำประตูจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้เล่นแนวรุกอันมีความสามารถยิงประตูได้ดีหรือสร้างสรรค์โอกาสให้ทีมสามารถทำประตูได้บ่อย ๆ จะมีราคามหาศาล ในขณะเดียวกันหากเกมรุกดีแต่เกมรับอ่อนยวบยาบทีมก็มีสิทธิ์ถูกตีเสมอหรือเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แม้จะทำประตูได้ก็ตาม ปัจจุบันผู้เล่นแนวรับจึงมีมูลค่ามหาศาลไม่แพ้บรรดาตัวรุกเลย และหลังจากลิเวอร์พูลได้ทลายกำแพงค่าตัวผู้เล่นในแนวรับด้วยการทุ่มเงินกว่า 75 ล้านปอนด์เพื่อคว้าตัวเวอร์กิล ฟาน ไดคจ์กองหลังชื่อดังหลายคนจึงขยับมูลค่าตามกันไปด้วยไม่เว้นแม้แต่แฮร์รี่ แม็กไกวร์ว่าที่เจ้าของสถิติใหม่ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้บ่งบอกว่าเหตุใดแมนเชสเตอร์ ซิตี้จึงกำลังจะจ่ายเงินกว่า 80 ล้านปอนด์เพื่อแลกกับลายเซ็นของเขา

การเล่นเกมรับ แม้จะมีรูปร่างท้วมแต่แฮร์รี่ก็มีความเร็วพอตัว มีความคล่องตัวสูง เป็นกองหลังที่วิ่งตามประกบผู้เล่นที่มีความเร็วได้ หากต้องยืนคุมโซนก็ทำได้ดีเพราะรูปร่างที่ใหญ่โตทำให้สกัดกั้นแนวรุกของฝ่ายตรงข้ามได้สบาย ทั้งยังสามารถเล่นกับบอลได้แบบที่เป็บ กวาดิโอล่าชื่นชอบเพราะฟุตบอลสไตล์เป็ปคือการขึ้นเกมรุกจากแนวหลังนั่นเอง

การเล่นลูกกลางอากาศ ความสูงใหญ่ของเขาไม่เสียเปล่าเมื่อสามารถชนะในการดวลลูกกลางอากาศได้เสมอแถมเมื่อเจอทีมอุดที่ผู้เล่นแนวรุกทำประตูไม่ได้แฮร์รี่ยังมีออปชั่นเสริมทำประตูจากลูกเซ็ตเพลย์ช่วยทีมในยามคับขันได้ด้วย

บุคลิก แฮร์รี่ แม็กไกวร์เป็นผู้เล่นที่วินัยดีเยี่ยมและมีความเป็นผู้นำสูง ซึ่งในปัจจุบันที่ชื่อเสียงรวมทั้งเงินตราเป็นสิ่งล่อใจเช่นนี้นักเตะแบบเขาหาได้ยากยิ่งจึงไม่แปลกที่จอร์แดน เฮนเดอร์สัน แฮร์รี่ เคน รวมทั้งแกเร็ธ เซาต์เกตผจก.ทีมชาติอังกฤษจะมองว่าพ่อหนุ่มคนนี้เหมาะจะเป็นรองกัปตันหรือกัปตันทีมชาติอังกฤษในอนาคต

ความฟิต แม้จะกรำศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียมาเช่นเดียวกับขุนพลทีมชาติอังกฤษคนอื่น ๆ แต่ปราการหลังเลือดผู้ดีก็ไม่ได้แสดงความอ่อนล้าออกมาแต่อย่างใดยังคงลงสนามให้เลสเตอร์ ซิตี้ได้กว่า 32 เกมในฤดูกาลที่ผ่านมา

อาการบาดเจ็บ แม้จะมีอาการบาดเจ็บที่เข่าเมื่อปลายปีที่ผ่านมาแต่นั่นคือการบาดเจ็บครั้งเดียวตลอดการค้าแข้งของแฮร์รี่ แม็กไกวร์ทั้งยังไม่ถึงกับต้องผ่าตัดแต่อย่างใด ซึ่งเพียงแค่สามสัปดาห์เขาก็สามารถกลับมาลงซ้อมเรียกความฟิตและในอีกสองอาทิตย์ถัดมาก็วิ่งปร๋อในเกมพรีเมียร์ลีกได้แล้ว

คุณสมบัติที่เรายกมาอ้างอิงทั้งหมดนี้อาจไขข้อสงสัยของหลายคนว่าเหตุใดแฮร์รี่ แม็กไกวร์จึงสมควรมีมูลค่ากว่า 80 ล้านปอนด์ ที่น่าอัศจรรย์ใจกว่านั้นคือเมื่อปีกลายเขามีมูลค่าเพียงแค่ 8 ล้านปอนด์เท่านั้น เท่ากับว่าไม่ถึงสองปีมูลค่าของเจ้าหนุ่มจากเมืองเชฟฟิลด์ขยับขึ้นถึงสิบเท่าเลยทีเดียว น่าทึ่งใช่ไหมล่ะ?

post

วีรกรรมสุดแสบของเนย์มาร์ตลอดสองปีในถิ่นพาร์ค เดส์ แพร็งซ์

ช่วงสองปีหลังที่ “เนย์มาร์” ซูเปอร์สตาร์ทีมชาติบราซิลย้ายออกจากบาร์เซโลน่าสู่ถิ่นพาร์ค เดส์ แพร็งซ์ของปารีส แซงต์ แชร์แมงไม่ว่าดาวเตะจอมลีลาขยับทำอะไรก็กลายเป็นข่าวแทบทั้งนั้น ทั้งเรื่องนอกหรือในสนาม ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีม ไปจนถึงเรื่องสัพเพเหระอีกนับไม่ถ้วน สำคัญคือส่วนใหญ่เรื่องราวที่ผ่านหูผ่านตาสาธารณชนมักจะเป็นข่าวด้านลบเสียทั้งสิ้น และเรื่องราวเหล่านี้แหละคือวีรกรรมสุดแสบที่เนย์มาร์ก่อไว้ภายในสองปีกับ PSG ก่อนยื่นเรื่องขอขึ้นบัญชีย้ายทีมแบบช็อกวงการฟุตบอล

หลังจากย้ายไปร่วมทีม PSG ได้ไม่นานเนย์มาร์แกรนด์ โอเพนนิ่งด้วยการก่อเหตุสุดฉาวแย่งกันยิงจุดโทษกับเอดิสัน คาวานี่ทั้ง ๆ ที่คาวานี่ถูกผู้จัดการทีมวางให้เป็นมือหนึ่งในการทำหน้าที่สังหารจุดโทษ ซึ่งหลังจากนั้นทั้งคู่ก็มีความไม่ลงรอยกันเสมอมา ส่วนหนึ่งมองว่าเนย์มาร์ต้องการประตูเพื่อบวกสถิติในอาชีพอีกส่วนเผยว่าในสัญญากับ PSG หนึ่งประตูของเขามีมูลค่ากว่า 25,000 ยูโร ซึ่งไม่แน่ชัดว่าเหตุผลใดที่ทำให้เขาสร้างเรื่องงามหน้าในขณะนั้น

เนย์มาร์ยังก่อวีรกรรมสุดกร่างอย่างการปาบอลอัดกำแพงตอนซ้อมเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ให้ความเคารพอูไน เอเมอร์รี่เมื่อครั้งเป็นผู้จัดการทีมรักษาการแถมยังมีอีกหลายครั้งที่เขารวมหัวกันกับเพื่อนร่วมทีมขัดคำสั่งไม่เล่นตามแผนที่กุนซือวางไว้อีกด้วย

ไม่มีอีกแล้วหนุ่มน้อยขี้อายที่มีความสุขกับการเล่นฟุตบอล แดนน้ำหอมทำให้เนย์มาร์กลายเป็นซุป’ตาร์ไปจริง ๆ เขาเปลี่ยนไปทั้งการแต่งตัวที่เน้นแบรนด์เนมสไตล์หลุดโลก ความประพฤติสุดเยอะแบบที่คนดังทำกัน และปาร์ตี้กับเหล่าเซเล็ปที่เขาใช้เวลากับมันมากกว่าฟื้นฟูอาการบาดเจ็บหรือเล่นฟุตบอลเสียอีก

เมื่อทีมแพ้ในนัดชิงฟุตบอลเฟร้นส์คัพตอนขึ้นไปรับเหรียญเงินเนย์มาร์ที่อารมณ์บูดได้โต้เถียงและเหวี่ยงท่อนแขนโดนใบหน้าแฟนบอลที่พยายามถ่ายรูปเขาด้วยมือถือ หลังเหตุการณ์นั้นแฟนบอลในฝรั่งเศสถึงกับแอนตี้สตาร์ PSG รายนี้ไปเลย

หลังจากพ่ายนัดชิงฟุตบอลเฟร้นส์คัพที่เจ้าตัวฟาดงวงฟาดงาลงกับแฟนบอลมีเหตุการณ์ฉาวต่อเนื่องในทีมอีกเมื่อเขาเปิดฉากฉะกับยูเลี่ยน ดรั๊กซ์เลอร์จนเกือบลงไม้ลงมือกันและหลังจากนั้นก็โจมตีเพรสแนล คิมเปมเบ้ผ่านสื่อว่าไม่ให้ความเคารพนักเตะรุ่นพี่

จะเป็นเซเล็ปไม่ได้หากไม่รู้จักเคลื่อนไหวในโลกโซเชี่ยล แน่นอนเนย์มาร์เองก็ใช้โซเชียลเป็นสื่อประชาสัมพันธ์หลักของตัวเองเช่นกันและการโพสต์อย่างเดือดดาลวิจารณ์ผู้ตัดสินหลังทีมพ่ายให้กับแมนฯยูฯกระเด็นตกรอบ UCL แม้จะเป็นข่าวดังสร้างยอดฟอลโล่วให้กับตัวเองได้ก็จริงแต่เจ้าตัวต้องรับกรรมโดนแบนสามเกมในฤดูกาลหน้าไปโดยปริยาย

ฤดูกาล 2018-2019 ที่ผ่านมาสตาร์ชาวบราซิลโชว์ความใหญ่คับฟ้าอีกรอบด้วยการแหกวงการฟุตบอลฝรั่งเศสว่ามีมาตรฐานต่ำกว่าลา ลีก้า ลีกยักษ์ใหญ่ของสเปนที่เขาจากมา นักฟุตบอลในลีกฝรั่งเศสสู้เขาไม่ได้จึงพยายามเข้าบอลหนัก ๆ และผู้ตัดสินก็มักปล่อยให้นักเตะเหล่านั้นเล่นงานเขาโดยไม่ถูกลงโทษด้วยแถมในลีกที่เต็มไปด้วยนักฟุตบอลฝีเท้าธรรมดานั้นไร้ความท้าทาย ได้แชมป์ง่ายเกินไป ทั้งยังส่งผลให้ฝีเท้าของเขาไม่ได้พัฒนาขึ้นด้วย

ปิดท้ายวีรกรรมแสบล่าสุดที่ขู่จะสไตรค์ไม่กลับไปปารีสอีกเพื่อบีบให้ทีมขายเขาออกไป นาสเซอร์ อัล-เคไลฟี่ประธานสโมสรปารีส แซงต์ แชร์แมงเจอเข้ากับตัวถึงกับโมโหสั่นเป็นเจ้าเข้าแล้วออกมาประกาศผ่านสื่อเลยว่า “สโมสรจะไม่ทนกับพฤติกรรมของนักเตะชื่อดังอีกต่อไป ใครไม่มีความสุขก็เชิญย้ายออกไปจากสโมสรได้เลย”

หลังจากขอขึ้นบัญชีย้ายทีมเรอัล มาดริดเป็นทีมแรกที่ยื่นข้อเสนอให้ PSG พิจารณาด้วยเงินจำนวน 120 ล้านยูโรบวกกับฮาเมส โรดริเกวซหรือแกเร็ธ เบลคนใดคนหนึ่ง ทาง PSG ยังไม่รีบตัดสินใจเพราะจะรอดูข้อเสนอของทีมอื่นด้วย ในขณะเดียวกันมีข่าวกอสซิปออกมาเรื่อย ๆ ว่าเนย์มาร์สนใจกลับไปบาร์เซโลน่ามากกว่า ซึ่งความเป็นไปได้จะมากน้อยแค่ไหนคงต้องย้อนกลับไปดูตอนเขาจากบาร์ซ่ามาปารีสฯว่าก่อวีรกรรมสุดแสบทิ้งทวนไว้อย่างไรบ้างและบาร์เซโลน่าพร้อมจะให้อภัยเขาหรือไม่?

post

มิชชั่น อิมพอสซิเบิ้ลของอูไน เอเมอร์รี่

เชื่อว่านาทีนี้บรรดาผู้จัดการทีมในพรีเมียร์ลีกคงไม่มีใครปวดหัวเท่าอูไน เอเมอร์รี่ผู้จัดการทีมเลือดสแปนิชของอาร์เซน่อลเพราะล่าสุดตัวเลขงบประมาณการทำทีมในฤดูกาลหน้าของเขาเปิดเผยสู่สาธารณะแล้วว่าผู้บริหารเจียดมาให้แค่ 40 ล้านปอนด์!!! อาร์เซน่อลที่มีเป้าหมายทำอันดับไปเล่นบอลยุโรป สเกลของทีมเล็กลงเพราะเสียนักเตะอย่างอารอน แรมซีย์ แดนนี่ เวลเบ็ค ปีเตอร์ เช็คและนาโช่ มอนเรอัล ทั้งยังต้องเล่นฟุตบอลถึงสี่รายการใคร ๆ ต่างก็ทราบว่างานนี้ของอูไน เอเมอร์รี่มันคือมิชชั่น อิมพอสซิเบิ้ลชัด ๆ แต่หากวิเคราะห์ดูอย่างละเอียดแล้วก็ยังพอเห็นทางออกที่จะช่วยให้อดีตผจก.เซบีญ่าทำทีมบนงบประมาณอันน้อยนิดนี้ได้อยู่เหมือนกัน

นักเตะโนเนม การเลือกซื้อนักเตะโนเนมฝีเท้าดีมาเพื่อเป็นแบ็คอัพโดยไม่เปลี่ยนแปลงทีมชุดใหญ่มากนักจะไม่เปลืองงบประมาณมากโดยเฉลี่ยนักเตะโนเนมจะมีราคาอยู่ที่ 1.5-5 ล้านปอนด์ซึ่งในงบ 40 ล้านปอนด์สามารถกว้านซื้อได้หลายคนไม่แน่หากแมวมองตาแหลมเลือกถูกคนอาจจะเจอนักเตะแบบช้างเผือกในป่าลึกก็เป็นได้

ซื้อเท่าที่จำเป็น ฤดูกาลที่ผ่านมาแนวรับของอาร์เซน่อลถือเป็นจุดอ่อนของทีมการทุ่มเงินทั้งก้อนซื้อนักเตะที่ฝากผีฝากไข้ได้เลยก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี ด้วยตัวเงินที่พวกเขามีอาจจะพอได้กองหลังฝีเท้าดี 1-3 คนและนั่นอาจจะช่วยให้ผลงานของทีมดีขึ้นกว่าซีซั่นที่ผ่านมา

ขายนักเตะ ปิแอร์ เอเมอร์ริค โอบาเมยองได้รับความสนใจจากทีมในจีนและแมนฯยูฯหากทีมปืนใหญ่ตกลงขายสัก 50-60 ล้านปอนด์ก็จะช่วยให้มีทุนในการทำทีมเพิ่มขึ้นและถึงแม้จะเสียกองหน้าผมตั้งอาร์เซน่อลก็ยังเหลืออเล็กซานเดร ลากาแซ็ตต์ที่ทำหน้าที่แทนกันได้ ไม่เพียงแต่โอบาเมยองเท่านั้นนักเตะอย่างมคิทาร์ยาน โอซิล หรือชาก้าบรรดาซูเปอร์สตาร์ที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ทีมมากนักจะขายออกไปสักคนเพื่อระดมทุนในการทำทีมก็เข้าท่าดีไม่น้อย

ยืมตัว อาร์เซน่อลยังพอมีบารมีในการยืมตัวนักเตะฝีเท้าดีจากทีมชั้นนำด้วยกัน นักเตะหลาย ๆ คนที่ไม่สามารถสอดแทรกทีมชุดใหญ่ได้กำลังรอโอกาสจะสร้างชื่อและถ้าทีมระดับอาร์เซน่อลยื่นมือเข้าไปมอบโอกาสให้เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะปฏิเสธลง

ผลักดันดาวรุ่ง การผลักดันดาวรุ่งในอะคาเดมี่เป็นวิธีที่ควรทำควบคู่ไปกับทุกวิธีที่กล่าวมา และทีมปืนใหญ่ขึ้นชื่อว่าเป็นเซียนในด้านนี้อยู่แล้วจึงพอคลายกังวลได้แม้จะมีงบช็อปปิ้งน้อยก็ตามเพราะดาวรุ่งที่พวกเขาปลุกปั้นขึ้นมาส่วนใหญ่มีฝีเท้าฉกาจฉกรรจ์เกินวัย แจ้งเกิดได้แทบทุกฤดูกาลซึ่งอาร์เซน่อลก็ควรใช้จุดแข็งด้านนี้เข้าสู้เพราะทุนทรัพย์ที่มีแข่งกับบรรดาบิ๊กทีมที่เหลือไม่ได้เลย

แม้จะได้งบประมาณในการทำทีมน้อยจนน่าปวดหัวแต่อย่างไรอาร์เซน่อลก็ยังคงเป็นทีมใหญ่ คอนเน็คชั่นที่พวกเขามี บารมีที่สั่งสมมานานยังอาจพอช่วยในยามวิกฤตเช่นนี้ได้ อย่างไรก็ตามฝ่ายที่ควรทำใจที่สุดคือแฟนบอลไอ้ปืนใหญ่เพราะท่าทีของผู้บริหารแสดงออกอย่างชัดเจนแล้วว่าพวกเขาได้เปลี่ยนสถานะของสโมสรแห่งนี้จากทีมลุ้นแชมป์สู่ทีมลุ้นอันดับ 4-6 แล้วนั่นเอง