post

โอเดียน อิกาโล่ : ขุนพลปีศาจแดงคือความฝันของผม

ถือเป็นดีลที่สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนบอลปีศาจแดงทั่วโลกไม่น้อย สำหรับการย้ายมาร่วมทีมของ “โอเดียน อิกาโล่” ในโค้งสุดท้ายก่อนปิดตลาดนักเตะช่วงปีใหม่ ทั้งในแง่ของความรวดเร็วในการตกลงเซ็นสัญญา และตัวนักเตะเองที่ไม่มีข่าวเกี่ยวโยงกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเลยในช่วงเร็ว ๆ นี้

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจดึงตัวอิกาโล่ มาจากเซี่ยงไฮ้ กรีนแลนด์ เสิ่นหัว ทันเวลาก่อนตลาดนักเตะจะปิดตัวลงไม่กี่ชั่วโมงด้วยสัญญายืมตัวจนจบฤดูกาลและไม่มีเงื่อนไขการซื้อตัว นับเป็นการหวนคืนสู่เวทีพรีเมียร์ลีกอีกครั้งของดาวยิงทีมชาติไนจีเรีย ซึ่งเคยค้าแข้งกับวัตฟอร์ตมาก่อน โดยฝากผลงานไว้ที่ 17 ประตู 6 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 55 นัด แม้จะมีสถิติการทำประตูที่ดี แต่ก่อนจะย้ายไปเล่นในไชนีสซูเปอร์ลีกของประเทศจีนเมื่อปี 2017 อิกาโล่ไม่สามารถยิงประตูคู่แข่งในลีกได้เลยตลอด 14 นัดสุดท้าย ทำให้แฟนบอลพากันวิจารณ์ว่าเขาดีพอหรือไม่สำหรับทีมปีศาจแดง

การย้ายทีมของอิกาโล่ถือเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น เพื่อทดแทนมาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณหลังในเกมถล่มนอริช ซิตี้ 4-0 โดยอาการบาดเจ็บดังกล่าวตามที่ VWIN สืบทราบมา พบว่าเขาได้รับการประเมินว่าต้องใช้เวลารักษาเกือบ 2 เดือน และจะพลาดลงสนามช่วยทีมถึง 9 นัด ซึ่งการขาดหายไปของกองหน้าทีมชาติอังกฤษส่งผลโดยตรงต่อการผลิตสกอร์ของทีมปีศาจแดง เมื่อในอีก 2 นัดถัดมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พ่ายให้กับ ลิเวอร์พูล และเบิร์นลี่ย์ แบบไร้ประตู จนนำไปสู่การยืมตัวศูนย์หน้าวัย 30 ปีในที่สุด

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2016 อิกาโล่เคยเกือบได้ย้ายมาสวมเครื่องแบบปีศาจแดงในยุคของหลุยส์ ฟาน กัล โดยกุนซือจอมปรัชญาต้องการศูนย์หน้าคนใหม่เข้ามาเสริมแนวรุกที่กำลังประสบปัญหาการทำประตู ซึ่งในขณะนั้นอิกาโล่กำลังฟอร์มร้อนแรงกับวัตฟอร์ตที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา และเมื่อถูกสื่อสัมภาษณ์เขาก็ตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ผมเติบโตมาพร้อมกับการเฝ้าดู แอนดี้ โคล และ ดไวท์ ยอร์ค ทางทีวี พวกเขาคือไอดอลของผม และการลงเล่นในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คือความฝันของผมมาโดยตลอด” แม้ครั้งนั้นการย้ายทีมจะไม่เกิดขึ้น แต่ในสุด 4 ปีต่อมา ความฝันของเขาก็เป็นจริง

เอเยนต์ของอิกาโล่ เปิดเผยว่าในช่วงเดดไลน์มีหลายสโมสรพยายามดึงตัวนักเตะในการดูแลของเขาไปร่วมทีม แต่พอมีข้อเสนอจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเข้ามา อิกาโล่ก็บอกปัดทุกข้อเสนอทันที แม้การย้ายมาร่วมทีมปีศาจแดงจะทำให้ได้รับค่าเหนื่อยลดลง แต่กองหน้าชาวไนจีเรียก็ยังคงยืนยันความตั้งใจและไม่สนว่าจะถูกตัดค่าแรงลงเท่าใด พร้อมกับสั่งว่าต้องทำให้ดีลนี้สำเร็จให้ได้ จนอิกาโล่ได้กลายเป็นนักเตะไนจีเรียคนแรกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสมความตั้งใจ

แม้การย้ายทีมจะเรียบร้อยสมบูรณ์แล้ว แต่ด้วยปัญหาไวรัสโคโรนา อิกาโล่ที่เดินทางมาจากประเทศจีนจึงถูกกักตัวไว้เป็นเวลา 14 วัน ถึงแม้ขณะที่ใช้ชีวิตในจีนเขาจะอยู่ห่างจากมณฑลหูเป่ย ศูนย์กลางของการแพร่ระบาดหลายร้อยกิโลเมตรก็ตาม จนทำให้พลาดการเดินทางไปฝึกซ้อมที่สเปนพร้อมเพื่อนร่วมทีมในช่วงพักเบรกหนีหนาว และต้องฝึกซ้อมคนเดียวที่ศูนย์เทควันโดแห่งชาติ ซึ่งเป็นสถานที่กักตัวนับตั้งแต่เดินทางเข้ามายังอังกฤษ ถึงกระนั้นอิกาโล่ก็พร้อมแล้วสำหรับการพิสูจน์ตัวเองในฐานะขุนพลปีศาจแดง โดยหวังว่าจะทำผลงานตลอดช่วงการยืมตัวนี้ได้ดีเช่นเดียวกับที่ เฮนริค ลาร์สสัน ดาวยิงทีมชาติสวีเดนเคยทำไว้ในยุคของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

post

ฟิกาโย โทโมรี ปราการหลังดาวโรจน์จากเชลซี

แฟรงค์ แลมพาร์ด ได้ชื่อว่าเป็นกุนซือที่ชอบมอบโอกาสให้นักเตะดาวรุ่งลงสนาม และมักจะมองนักเตะไม่พลาดเสียด้วย เมื่อดาวรุ่งแต่ละคนล้วนตอบแทนความไว้วางใจด้วยผลงานอันยอดเยี่ยม โดยหนึ่งในนั้นคือ “ฟิกาโย โทโมรี” ปราการหลังวัย 21 ปีที่ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมเต็มตัวในฤดูกาลนี้

ฟิกาโย โทโมรี เข้าร่วมทีมอคาเดมี่ของเชลซีในรุ่นอายุต่ำกว่า 8 ปี ก่อนจะเป็นส่วนหนึ่งของทีมเยาวชนเชลซีชุดคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธคัพ และยูฟ่า ยูธลีก 2 ฤดูกาลติดเมื่อซีซั่น 2014-15 และ 2015-16 จนกระทั่งก้าวไปเป็นปราการหลังตัวหลักของทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 20 ปี ในศึกฟุตบอลโลกยู-20 ที่เกาหลีใต้ ซึ่งอังกฤษคว้าแชมป์มาครองได้ในที่สุด

โทโมรี ถูกส่งประเดิมสนามพรีเมียร์ลีกในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2015-16 ที่พบกับเลสเตอร์ ซิตี้ โดยถูกเปลี่ยนตัวแทนบรานิสลาฟ อีวาโนวิช ในตำแหน่งแบ็กขวา ก่อนที่ฤดูกาลถัดมาจะถูกยืมตัวไปเล่นให้กับไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน, ฮัลล์ ซิตี้ จนกระทั้งแฟรงค์ แลมพาร์ด ยืมตัวเขาไปเล่นให้ดาร์บี้ เคาน์ตี้ในลีกแชมเปี้ยนชิพทั้งฤดูกาล

ในฤดูกาล 2018-19 เซนเตอร์แบ็กวัย 20 ปี กลายเป็นกำลังหลักของทีมแกะเขาเหล็ก โดยลงสนามไปทั้งสิ้น 55 นัด ทำได้ 2 ประตู 1 แอสซิสต์ และ 14 คลีนชีต ช่วยให้ทีมจบในอับดับ 6 ได้เล่นเพลย์ออฟเพื่อเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก น่าเสียดายที่นัดเพลย์ออฟรอบไฟนัลไปพ่ายให้กับแอสตัน วิลล่า 1-2 แม้จะไม่อาจช่วยให้แกะเขาเหล็กเลื่อนชั้นได้สำเร็จ แต่โทโมรีก็ยังได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของดาร์บี้ เคาน์ตี้ ก่อนจะจูงมือผู้จัดการทีมกลับเชลซีหลังฤดูกาลสิ้นสุดลง

เมื่อพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-20 เปิดฉากขึ้น โทโมรีเริ่มต้นด้วยการนั่งดูเพื่อนร่วมทีมอยู่ข้างสนามตลอด 3 นัดแรก ก่อนจะถูกส่งลงสนามในเกมที่ 4 กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แถมยังทำประตูแรกในเครื่องแบบเชลซีได้ในนัดถัดมากับวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส จากลูกยิงไกลกว่า 30 หลา ปราการหลังชาวอังกฤษเริ่มฉายแววการเป็นกองหลังชั้นยอดในการดวลกับลิเวอร์พูล เมื่อตามประกบโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ จนเล่นไม่ออกตลอดทั้งเกม และมาทำผลงานได้ดีอีกครั้งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกกับอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม จนกระทั่งโจ โคล อดีตปีกความเร็วสูงของเชลซี ยกย่องกองหลังรุ่นน้องว่ามีความคล้ายคลึงกับวิลเลี่ยม กัลลาส กองหลังแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยติด

โทโมรี เป็นกองหลังที่มีร่างกายอันแข็งแกร่ง แม้จะมีความสูงถึง 1.85 เมตร แต่ก็มีความคล่องตัวและสปีดที่จัดจ้าน ถึงขนาดตามความเร็วของโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ได้ทุกจังหวะ แถมยังมีความนิ่งเกินวัยในการดวลตัวต่อตัวกับกองหน้าคู่แข่ง จนถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ไปเรียบร้อย กลายเป็นนักเตะความหวังของเชลซีและทีมชาติอังกฤษในอนาคต       

post

เนย์มาร์ นักเตะเจ้าปัญหาผู้โหยหาความสำเร็จ

นิตยสาร ฟร้องซ์ ฟุตบอล เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ ได้ประกาศรายชื่อนักเตะ 30 คนสุดท้ายที่ได้เข้าชิงบัลลงดอร์ 2019 โดยปีนี้ลิเวอร์พูล เจ้าของแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกเป็นทีมที่มีนักเตะถูกเสนอชื่อเข้าชิงมากที่สุดถึง 7 คน แต่สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้น การไม่มีชื่อของ “เนย์มาร์” ซุปเปอร์สตาร์ทีมชาติบราซิลอยู่ในรายชื่อเข้าชิงปีนี้ด้วย ทั้งที่ศูนย์หน้าเลือดแซมบ้าถือเป็นขาประจำสำหรับรางวัลนี้มาตลอดนับตั้งแต่ก้าวมาค้าแข้งที่ยุโรป

บัลลงดอร์ ถูกยกให้เป็นเสมือนรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลก การที่นักเตะมากความสามารถอย่างเนย์มาร์ หลุดจากโผเข้าชิงจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาการบาดเจ็บจนพลาดลงสนามช่วยปารีส แซงต์ แชร์แมงไปหลายนัด แถมยังเจ็บจนไม่มีส่วนร่วมกับทีมชาติบราซิลชุดแชมป์โคปา อเมริกาอีกด้วย รวมไปถึงพฤติกรรมด้านลบทั้งในและนอกสนามของเจ้าตัว ทั้งการทำร้ายร่างกายแฟนบอลแรนส์หลังแพ้ในนัดชิงบอลถ้วย ทั้งโพสต์ข้อความหยาบคายถึงผู้ตัดสินลงอินสตาแกรมส่วนตัวนัดที่พ่ายให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ทั้งข้อกล่าวหาในคดีข่มขืนผู้หญิงที่แม้จะหลุดจากคดีอันเนื่องมาจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ หรือแม้แต่การบีบให้ต้นสังกัดปล่อยตัวเขากลับบาร์เซโลน่า ล้วนแล้วแต่เป็นพฤติกรรมที่ไม่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างทั้งสิ้น

ล่าสุด เนย์มาร์เพิ่งเปิดใจยอมรับตามตรงว่าไม่มีความสุขในการรับใช้ปารีส แซงต์ แชร์แมง และต้องการย้ายออกจากทีมในช่วงตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมาจริง แต่เมื่อท้ายที่สุดแล้วเขายังต้องอยู่กับทีมต่อไป ก็พร้อมจะทุ่มเททำหน้าที่ในสนามอย่างดีที่สุด และจะพยายามพาต้นสังกัดคว้าชัยชนะใช้ได้อย่างต่อเนื่อง แม้แต่โธมัส ทูเคิลก็ออกปากรับรองเองว่า ซุปเปอร์สตาร์ชาวบราซิลกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของทีมอย่างสมบูรณ์แล้ว หลังช่วยซัดประตูชัยให้ทีมเอาชนะโอลิมปิก ลียงไปได้ แม้ก่อนหน้าที่เขาจะถูกแฟนบอลปารีสรุมโห่มาก็ตาม

การย้ายมาร่วมทีมมหาเศรษฐีฝรั่งเศสด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 222 ล้านยูโร เมื่อ 2 ปีก่อน ถูกมองว่าเพราะนักเตะแซมบ้าต้องการหลุดพ้นจากเงาของลีโอเนล เมสซี่ ซุปเปอร์สตาร์ชาวอาร์เจนติน่า และต้องการเป็นนักเตะสำคัญที่นำแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกมาสู่ปารีส แซงต์ แชร์แมงให้ได้ แต่สุดท้ายนอกจากจะไม่อาจพาทีมคว้าแชมป์ยุโรปได้แล้ว ศูนย์หน้าจอมสับยังไม่อาจก้าวข้ามศูนย์หน้าประจำทีมอย่างเอดิสัน คาวานี่ และรุ่นน้องไฟแรงอย่างคีเลี่ยน เอ็มบาปเป้ไปได้อีกด้วย ซึ่งเป็นที่มาของการไม่มีความสุขในเมืองแฟชั่นแห่งนี้

ด้วยฟอร์มการเล่นและปัญหาอาการบาดเจ็บของเนย์มาร์ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าบาร์เซโลน่าจะยอมจ่ายค่าตัวมหาศาลแลกกับนักเตะอย่างเขาไหม และซุปตาร์ชาวบราซิลจะยืนอยู่ตรงไหนในทีมบาร์ซ่า เพราะเมื่อมองกลับไปทีมเจ้าบุญทุ่มแห่งสเปนก็แทบไม่เหลือที่ว่างสำหรับเนย์มาร์อีกแล้ว

post

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ศูนย์หน้า 30 โคตรแจ๋ว

ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด คงเป็นสำนวนที่เข้ากับฟอร์มของโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ช่วงนี้เป็นที่สุด เพราะศูนย์หน้าทีมชาติโปแลนด์ในวัย 31 ปี ยังคงเดินหน้าผลิตสกอร์ให้กับบาเยิร์น มิวนิคเป็นว่าเล่น โดยตลอดทั้ง 13 นัดที่ทีมเสือใต้ลงเล่นทุกรายการในฤดูกาลนี้ เขาสามารถทำประตูได้ครบทุกนัด รวมเป็น 19 ประตู แถมทำแฮตทริกได้ตั้งแต่นัดที่ 2 ของศึกบุนเดสลีกาอีกด้วย

นับตั้งแต่ย้ายข้ามฟากหลังจากหมดสัญญากับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่อปี 2014 เลวานดอฟสกี้ก็สถาปนาตัวเองเป็นดาวซัลโวประจำทีมเสือใต้มาตลอดทั้ง 5 ฤดูกาล แถมใน 4 ซีซั่นหลังยังสังหารประตูได้เกิน 40 ประตูต่อฤดูกาลอีกด้วย นับเป็นส่วนสำคัญในการพาบาเยิร์น มิวนิคเป็นแชมป์บุนเดสลีกา 5 สมัยติดต่อกัน และแชมป์บอลถ้วยอีก 5 รายการ แต่ถึงแม้จะทำประตูได้มากเพียงใด ก็ยังมีช่วงเวลาที่ยากลำบากอยู่เช่นกัน

ในช่วงเวลาที่ฟอร์มตกไม่สามารถทำประตูในนัดสำคัญหลายนัดติดต่อกัน เลวานดอฟกี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักทั้งจากสื่อและเหล่าแฟนบอลทีมตัวเอง แถมยังไม่ได้รับการปกป้องเท่าที่ควรจากสโมสรอีกด้วย ทำให้กัปตันทีมชาติโปแลนด์ยอมรับว่าเคยคิดจะย้ายออกจากถิ่นอลิอันซ์ อารีน่ามาแล้ว แต่เขาก็สามารถต่อสู้และผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายมาได้จนกลับมาฉายแววเพชฌฆาตได้อีกครั้ง ในปัจจุบันเลวานดอฟสกี้ยิงประตูในบุนเดสลีกาไปแล้ว 9 เกมติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลของบุนเดสลีกา ทำลายสถิติเดิมของปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ที่เคยทำไว้ 8 นัดติดกับดอร์ทมุนด์เมื่อฤดูกาล 2015-16

นอกจากจะเป็นดาวซัลโวประจำบุนเดสลีกาแล้ว เลวานดอฟกี้ยังทำประตูในฟุตบอลยุโรปได้เป็นกอบเป็นกำอีกด้วย โดย 2 ประตูล่าสุดที่ทำได้จากนัดบุกไปพิชิตโอลิมเปียกอสถึงถิ่น 3-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ทำให้เขายิงประตูไปแล้ว 58 ประตู ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 5 นักเตะที่ทำประตูได้สูงสุดในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เอาชนะรุด ฟาน นิสเตอรอย เจ้าของตำแหน่งเดิมที่ทำสถิติไว้ 56 ประตู โดยตามหลังคาริม เบนเซม่า ที่ทำไว้ 60 ประตู, ราอู กอนซาเรซ จำนวน 71 ประตู, ลีโอเนล เมสซี่ เจ้าของสถิติ 113 ประตู และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ผู้ทำประตูสูงสุด 127 ประตู

เลวานดอฟสกี้ถือเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ครบเครื่องในยุคปัจจุบัน เพราะนอกจากจะยิงประตูได้จากทั้งสองเท้าแล้ว ยังสามารถโหม่งทำประตูได้อยู่บ่อยครั้ง โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขามีส่วนร่วมกับประตูที่บาเยิร์น มิวนิคทำได้ในทุก ๆ 88 นาที แถมยังเป็นนักเตะที่ยิงประตูชัยให้กับทีมได้ถึง 15 ครั้ง มากกว่ากองหน้าทุกคนในลีกชั้นนำของยุโรป

สถิติยิงประตูสูงสุดในหนึ่งฤดูกาลของเลวานดอฟสกี้อยู่ที่ 43 ประตู เมื่อฤดูกาล 2016-17 หากเขายังรักษามาตรฐานการยิงประตูแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เขาจะทำลายสถิติของตัวเองอย่างแน่นอน แถมยังอาจทำลายสถิติยิงประตูในหนึ่งฤดูกาลสูงสุดตลอดกาลกับบาเยิร์น มิวนิคที่แกร์ด มุลเลอร์ ดาวยิงระดับตำนานทำไว้ที่ 67 ประตูก็เป็นได้

post

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เกิดใหม่อีกครั้งในถ้ำเสือ

การได้ลงสนามเล่นให้กับบาเยิร์น มิวนิค ทำให้ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กลับมาฉายแววความเป็นเพลย์เมคเกอร์ระดับโลกอีกครั้ง หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการย้ายไปประสานงานร่วมกับ 2 ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่างลีโอเนล เมสซี่ และหลุยส์ ซัวเรซที่บาร์เซโลน่า แม้จะทำไปได้ถึง 21 ประตู กับอีก 11 แอสซิสต์ แต่ตัวรุกแซมบ้ากลับดูไม่มีความสุขในถิ่นแคมป์ นู ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ฤดูกาลผ่านมา

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ถือเป็นนักเตะคนสำคัญของลิเวอร์พูลในยุคเบรนแดน รอดเจอร์ส ในฤดูกาล 2013-14 เขาถูกวางตัวในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกเพื่อใช้ทักษะการครองบอลและการสร้างสรรค์เกมคอยสนับสนุนคู่กองหน้าอย่างหลุยส์ ซัวเรซ และดาเนียล สเตอร์ริดจ์ โดยผลิตผลงานไปได้ 5 ประตู 7 แอสซิสต์ ช่วยให้สองกองหน้าของทีมเป็นดาวซัลโวและรองดาวซัลโวประจำพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนั้น น่าเสียดายที่เมื่อฤดูกาลสิ้นสุดลงหงส์คงทำได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์ โดยมีแต้มตามหลังจากฝูงอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้เพียง 2 คะแนนเท่านั้น หลังจากนั้น 3 ปีเมื่อไม่อาจประสบความสำเร็จร่วมกับลิเวอร์พูลได้ คูตินโญ่ก็เลือกย้ายไปอยู่กับบาร์เซโลน่า ทีมระดับจักรวาลแห่งยุค ปิดฉากชีวิตบนเกาะอังกฤษด้วยสถิติยอดเยี่ยม 54 ประตู 45 แอสซิสต์จากการลงสนาม 201 นัด

ที่บาร์เซโลน่า คูตินโญ่ถูกถ่างไปเล่นในตำแหน่งริมเส้นด้านซ้ายมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาถนัดมากนัก แม้จะมีสถิติการทำประตูที่ดีกว่าเมื่อครั้งลงสนามกับลิเวอร์พูล โดยสามารถยิงประตูได้ทุก 230 นาที แถมยังทำแฮตทริกแรกในชีวิตได้ในเกมถล่มเลบานเต้ แต่ฟอร์มโดยรวมกลับไม่เป็นที่น่าพอใจมากนักและไม่อาจสร้างเกมบุกช่วยทีมได้ในแต่ละนัดจนมักถูกเปลี่ยนตัวออกอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งบาเยิร์น มิวนิคมาดึงตัวเข้าไปร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัวหลังจากฤดูกาล 2019-20 เริ่มต้นไปได้ไม่นาน โดยมีออปชั่นซื้อขาดที่ราคา 120 ล้านยูโร

ทันทีที่ได้ลงสนามให้ทีมเสือใต้ในเกมกับชาลเก้ คูตินโญ่ก็ได้กลับมายืนในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกอีกครั้ง โดยตลอดทั้ง 33 นาทีในสนาม เขาวิ่งไปทั่วในกรอบเขตโทษและยังสร้างโอกาสให้เพื่อนทำประตูได้หลายครั้ง ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะตัวหลักของบาเยิร์น มิวนิคในที่สุด โดยรับบทบาทผู้เล่นหมายเลข 10 อยู่หลังศูนย์หน้าตัวเป้าอย่างโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ขนาบข้างริมเส้นซ้าย-ขวาด้วยคิงสลีย์ โกม็อง และอีวาน เปริซิซ เพลย์เมคเกอร์บราซิเลี่ยนสามารถยิงประตูแรกในถิ่นอลิอันซ์ อารีน่าได้ในเกมพบกับโคโลญจน์ ซึ่งเกมนั้นเขาทั้งยิงทั้งจ่ายช่วยให้ทีมเสือใต้เปิดบ้านถล่มคู่แข่งไปด้วยสกอร์ 4-0

ปัจจุบันคูตินโญ่ ทำได้ 2 ประตู 4 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 10 นัดทุกรายการ การได้เล่นในตำแหน่งถนัดอีกครั้งน่าจะช่วยให้เขาลงสนามได้อย่างมีความสุข และกลับมาเป็นคูตี้คนเดิมที่อันตรายทั้งในเรื่องการเลี้ยงบอลและการจ่ายบอล รวมถึงการได้เล่นร่วมกับนักเตะระดับท็อปของโลก จะช่วยให้เขากลายเป็นนักเตะที่เก่งขึ้นอย่างแน่นอน

post

จุดหมายปลายทางต่อไปของพระเจ้า “ซลาตัน อิบราฮิโมวิช”

อนาคตของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังคงต่อท้ายด้วยเครื่องหมายคำถามอยู่ เมื่อสัญญาระหว่างเขากับสโมสรแอลเอ กาแล็กซี่ จะสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคมนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีหลายสโมสรต้องการดึงตัวศูนย์หน้าชาวสวีเดนกลับไปค้าแข้งในลีกยุโรปอีกครั้ง แถมเจ้าตัวก็ยังคงตอบคำถามแบบแทงกั๊กถึงอนาคตของเขาในการให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุด “ถ้าผมอยู่ต่อ เมเจอร์ลีกก็ยังได้ประโยชน์จากการที่ทั้งโลกยังติดตามอยู่ แต่ถ้าผมไม่อยู่ ก็คงไม่มีใครจำได้ว่าเมเจอร์ลีกคืออะไร”

นับตั้งแต่ย้ายมาค้าแข้งที่อเมริกาเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2018 ซลาตันยิงประตูไปทั้งสิ้น 53 ประตู กับอีก 15 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 58 นัด โดยสามารถทำแฮตทริกได้ถึง 3 ครั้ง แม้จะมีสถิติการทำประตูที่ยอดเยี่ยมจนได้เป็นถึงรองดาวซัลโวประจำเมเจอร์ลีก 2 ปีติด แต่เขาคนเดียวก็ไม่อาจแบกทีมที่พร้อมจะเสียประตูให้คู่แข่งเป็นว่าเล่นได้ ดีที่สุดคือช่วยพาทีมดังจากเมืองลอสแอนเจลิสจบด้วยอันดับ 5 ของสายตะวันตก และเข้าสู่รอบเพลย์ออฟได้สำเร็จในปีนี้ ก่อนจะไปพ่ายให้กับคู่ปรับร่วมเมืองอย่างแอลเอ เอฟซี 3-5 ในรอบก่อนชิงแชมป์สายตะวันตก โดยนัดนี้อิบราฮิโมวิชสามารถยิงประตูส่งท้ายฤดูกาลได้ 1 ลูก ซึ่งอาจเป็นประตูสุดท้ายของเขาในเมเจอร์ลีกอีกด้วย

แม้อายุจะครบ 38 ปีบริบูรณ์ไปแล้ว แต่ซลาตันก็ยังคงลงเล่นได้ครบ 90 นาทีเต็มในทุกนัด แถมยังไม่มีอาการบาดเจ็บคอยรบกวนอีกต่างหาก ซึ่งอาการบาดเจ็บนี่เองที่เคยเป็นอุปสรรคต่อชีวิตค้าแข้งของเขากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนนำไปสู่การแยกทางกันด้วยดีในที่สุด เมื่อไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนแล้ว อิบราฮิโมวิชเคยให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมกลับไปเล่นให้ปีศาจแดงทุกเมื่อหากสโมสรต้องการ ซึ่งแชมป์พรีเมียร์ลีกถือเป็นแชมป์ลีกเดียวจาก 5 ลีกใหญ่ของยุโรปที่ศูนย์หน้าจอมเทคนิคยังไม่เคยคว้ามาประดับบารมี การกลับไปเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จึงถือเป็นความท้าทายสำหรับนักเตะที่ชื่นชอบความสมบูรณ์แบบอย่างเขา ยิ่งในปัจจุบันแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดภายใต้การนำของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา กำลังขาดแคลนเพชฌฆาตถล่มประตูให้กับทีมอยู่พอดี อิบราฮิโมวิชจึงเป็นนักเตะที่สามารถตอบโจทย์นั้นได้อย่างแน่นอน

นาโปลี ก็เป็นอีกทีมที่ให้ความสนใจในตัวอิบราฮิโมวิช โดยคาร์โล อันเชล็อตติ ยอดกุนซือชาวอิตาลีต้องการดึงตัวอดีตลูกทีมสมัยคุมปารีส แซงต์ แชร์แมง มาช่วยยิงประตูให้ทีมอัซซูรี่ ซึ่งกัลโช เซเรียอา น่าจะเป็นลีกระดับท็อปที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของซลาตันมากที่สุด แถมยังเป็นลีกที่เขาคุ้นชินและประสบความสำเร็จมากมาย เมื่อสมัยเล่นให้ทั้งยูเวนตุส, อินเตอร์ มิลาน และเอซี มิลาน การกลับมาอิตาลีจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าเส้นทางของซลาตันจะไปลงเอยที่ใด ก็ถือเป็นกำไรของแฟนบอลที่จะได้เห็นเขากลับมาวาดลวดลายสไตล์เทพเจ้าทั้งฝีเท้าและฝีปากในเวทียุโรปอีกครั้ง เพราะนักเตะอย่างซลาตัน อิบราฮิโมวิช มีเพียงแค่คนเดียวในโลกจริง ๆ  

post

ลูกา โมดริช กับความสำเร็จที่มาเร็วไปเร็ว

ปีแล้ว ลูกา โมดริช ผงาดคว้ารางวัลบัลลงดอร์ 2018 มาครองอย่างยิ่งใหญ่ นับเป็นนักเตะคนแรกที่สามารถเอาชนะคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และลีโอเนล เมสซี่ 2 ซูเปอร์สตาร์ตัวท็อปของโลกที่ผลัดกันเป็นเจ้าของรางวัลนี้มาตลอด 10 ปี แต่หลังจากผ่านมา 1 ปี มิดฟิลด์ทีมชาติโครเอเชีย กลับไม่มีรายชื่อเป็น 1 ใน 30 นักเตะที่ลุ้นรางวัลบัลลงดอร์ 2019 นับเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่เป็นเจ้าของรางวัลคนเก่าแต่ไม่มีชื่อติดโผลุ้นป้องกันรางวัลในปีถัดมา

ปี 2018 ถือเป็นปีที่โมดริชทำผลงานได้อย่างสุดยอดทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ เมื่อช่วยให้เรอัล มาดริดป้องกันแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ นับเป็นทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้ 3 สมัยติดต่อกัน ก่อนจะพาทีมชาติโครเอเชียเป็นม้ามืดประจำทัวร์นาเมนต์ทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย โดยเอาชนะทั้งอาร์เจนติน่า, เดนมาร์ก, เจ้าภาพรัสเซีย และอังกฤษ ก่อนจะไปพ่ายให้กับฝรั่งเศสในรอบชิงชนะเลิศ 2-4 แม้จะทำได้เพียง 2 ประตู กับ 1 แอสซิสต์ แต่ด้วยฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นในทุกเกมก็เพียงพอให้เขาได้รับรางวัลโกลเด้น บอล นักเตะยอดเยี่ยมประจำศึกฟุตบอลโลก 2018 ไปครองในที่สุด หลังจากนั้นกัปตันทีมชาติโครเอเชียก็เดินสายรับรางวัลส่วนตัวตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นนักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า, นักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมแห่งปีของยูฟ่า ปิดท้ายด้วยบัลลงดอร์ 2018 ที่สามารถเอาชนะนักเตะคู่แข่งร่วมลีกอย่างลีโอเนล เมสซี่ และอดีตเพื่อนร่วมทีมที่ย้ายไปอยู่กับยูเวนตุสอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ลงได้

แม้จะเป็นมิดฟิลด์ตัวเล็กที่มีความสูงเพียง 1.70 เมตร แต่โมดริชก็มีความรวดเร็วปราดเปรียวและการจ่ายบอลที่แม่นยำมาทดแทน จนได้ชื่อว่าเป็นมิดฟิลด์ที่ครบเครื่องคนหนึ่งของวงการฟุตบอล โดยสามารถเล่นได้ดีทุกตำแหน่งในแผงมิดฟิลด์  มิดฟิลด์ชาวโครแอตเริ่มต้นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกมาตั้งแต่สมัยเล่นให้กับดินาโม ซาเกร็บ และท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางกับเรอัล มาดริด ยามลงเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางให้กับราชันชุดขาว เขาจะคอยอ่านเกม เก็บบอลและสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนร่วมทีมทำเกมรุก รวมทั้งวิ่งขึ้นวิ่งลงตลอดทั้งเกมจนเป็นนักเตะที่วิ่งมากที่สุดในทีม แต่เมื่อเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกให้กับทีมชาติโครเอเชีย โมดริชจะคอยเลี้ยงไปกับบอลและใช้จังหวะเคาน์เตอร์แอทแท็คจ่ายบอลอย่างคมกริบให้เพื่อนทำประตู นอกจากนั้นหากผู้จัดการทีมเลือกส่งเขาลงทำหน้าที่มิดฟิลด์ตัวรับ เขาก็สามารถอ่านทางบอลและคอยดักทำลายเกมคู่แข่งได้อีกด้วย

โมดริชไม่ใช่นักเตะประเภททำประตูได้เป็นกอบเป็นกำมาแต่ไหนแต่ไร แต่เป็นนักเตะผู้ปิดทองหลังพระ ที่ถึงไม่เด่นแต่ทีมก็ขาดไม่ได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะไม่มีชื่อติดโผลุ้นบัลลงดอร์ 2019 เพราะนอกจากต้นสังกัดอย่างเรอัล มาดริดจะทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานในซีซั่นที่ผ่านมา ปีที่แล้วยังไม่มีเกมทีมชาติระดับเมเจอร์อีกด้วย แต่ถึงอย่างไรโมดริชก็ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้เปิดมิติใหม่ให้กับวงการฟุตบอลและเป็นจุดเริ่มต้นในการล้มล้างระบอบ “เมส-โด้” ที่ครอบงำวงการฟุตบอลมากว่า 10 ปี              

post

สุดยอดดาวรุ่งแจ้งเกิดในปี 2018

                สำหรับคนดูบอลนอกเหนือจากเกมการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจดราม่าในเกมการแข่งขันและความสำเร็จของทีมแล้ว การได้เห็นพัฒนาการของนักเตะก็เป็นอีกเรื่องที่ทำให้คนบ้าบอลทั้งหลายมีความสุข หลายคนคงจำได้ว่าจุดเริ่มของนักเตะระดับโลกทุกวันนี้เกิดขึ้นตอนไหน พวกเขาแจ้งเกิดได้อย่างไร หากนึกย้อนไปความทรงจำนั้นก็ยังแจ่มชัด เพราะเราอยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้น ๆ ครั้งหนึ่งเด็กหนุ่มชื่อ เมสซี่ โรนัลโด้ หรือ แฮรี่ เคน ก็เป็นดาวรุ่งโนเนมที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน แต่วันหนึ่งที่เขาแจ้งเกิดได้สำเร็จชื่อเหล่านี้ก็กลายเป็นที่จดจำขึ้นมาทันที เช่นเดียวกันกับปี 2018 นี้ดาวรุ่งหลายคนแจ้งเกิดสำเร็จและในจำนวนนั้นมีสุดยอดดาวรุ่งที่เหนือกว่าบรรดาดาวรุ่งด้วยกันและเราคาดเดาวันหนึ่งเขาเหล่านี้อาจจะเป็นผู้เล่นระดับโลกได้

แอรอน วาน-บิสซาก้า แบ็คขวาวัย 21 เด็กปั้นของคริสตัน พาเลซใช้เวลาเพียงไม่ถึงสี่เดือนขยับมูลค่าของตัวเองจากระดับไม่กี่แสนปอนด์จนบัดนี้ค่าหัวของเขาพุ่งไปแตะหลักสิบห้าล้านปอนด์เข้าไปแล้ว นั่นเป็นตัวบ่งบอกได้อย่างดีว่าเจ้าหนูคนนี้ฟอร์มเจิดขนาดไหน ด้วยการเล่นฟุตบอลอย่างชาญฉลาด มีพละกำลัง ประกบตัวรุกของฝ่ายตรงข้ามแบบกัดไม่ปล่อยจนตัวเก่งจากหลาย ๆ ทีมถึงกับไปไม่เป็น ด้วยฟอร์มอันสุดยอดทำให้เขาถูกนำไปเปรียบเทียบกับไมค่อนแบ็คขวาระดับตำนานทีมชาติบราซิลว่ามีสไตล์การเล่นคล้ายคลีงกันเป็นอันมาก

ฮุสเซ็ม อาอัวร์ เป็ป กวาดิโอล่า ถึงกับชมเจ้าหนูวัย 20 ขวบไม่ขาดปากหลังได้พบเจอกันในเกมแชมเปี้ยนส์ลีก ดีพลายอิ้ง เพลย์เมกเกอร์ ลูกครึ่งฝรั่งเศสแอลจีเรียผู้นี้โชว์พรสวรรค์ให้โลกได้เห็นอีกครั้งหลังจากขาดหายไปเนิ่นนาน เพราะเมื่อ อันเดรีย ปีร์โล่ แขวนสตั๊ดไปในวงการฟุตบอลก็แทบไม่เจอนักเตะสไตล์นี้อีก บอลยาวจากเท้าเขาทั้งแม่นยำ น้ำหนักได้ และทะลุทะลวงแนวรับฝั่งตรงข้ามอย่างเหนือชั้น เป็นหนึ่งผู้ปิดทองหลังพระในการสร้างชื่อของ มุสซ่า เด็มเบเล่ นาบิล เฟร์คี เมมฟิส เดอปาย และเบอทรานด์ ตราโอเร่ กล่าวคือกองหน้าเหล่านี้กระหน่ำประตูอย่างสนุกสนานได้ส่วนหนึ่งเพราะมีบอลงาม ๆ จากอาอัวร์คอยหนุนเสริมนั่นเอง

มาไทจ์ เดอ ลิกต์ รางวัลสุดยอดดาวรุ่งประจำปี 2018 หรือ “โกลเด้นบอย 2018” ซึ่งจัดขึ้นโดยสื่อกีฬาเบอร์หนึ่งในอิตาลี และโหวตโดยสื่อกีฬาชั้นนำของยุโรปเป็นการการันตีว่ากองหลังจากอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดามคนนี้คือปรากฏการณ์อย่างแท้จริง เขาได้คะแนนโหวตเหนือ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ คริสเตียน พูลิซิช พาทริค คูโตรเน่ และดาวรุ่งฝีเท้ากลั่นอีกนับสองร้อยคน เดอ ลิกต์ เป็นกองหลังสมัยใหม่ที่เล่นบอลได้ เติมเกมรุกเป็น ในหน้าที่ป้องกันก็ทำได้สมบูรณ์แบบ แยน แฟร์ทองเก้น กองหลังรุ่นพี่จากอะคาเดมี่เดียวกันชักชวนให้เขาร่วมทีมไก่เดือยทอง ขณะที่คู่หูในทีมชาติอย่าง เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ ก็กระตุ้นทีมผ่านสื่อเลยว่าอยากได้เจ้าหนูจากอาแจ็กซ์คนนี้มาร่วมงานกันในถิ่นแอนฟิลด์ คิดดูก็แล้วกันเจ้าหนูวัย 19 คนนี้สุดยอดขนาดไหนถึงชนะใจกองหลังระดับโลกถึงสองคนรวมทั้งสื่อทั่วยุโรปได้เช่นนี้

นี่คือสุดยอดดาวรุ่งที่เราอยากนำเสนอให้รู้จักกัน สักวันชื่อของพวกเขาอาจกระเดื่องเลื่องลือไปทั่วโลก อาจเป็นคีย์แมนในความสำเร็จของสโมสร อาจเป็นหนึ่งในผู้เล่นระดับโลก อาจกลายเป็นตำนานในฮอล ออฟ เฟรมในท้ายที่สุด เมื่อวันนั้นมาถึงเราจะจดจำได้ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นดาวรุ่งโนเนมที่แจ้งเกิดได้สำเร็จในปี 2018 นี่เอง

post

ทำไมตำแหน่งกองกลางตัวรับถึงสำคัญมากในสนาม ?

เมื่อพูดถึงชื่อนักเตะนามว่า โคล้ด มาเคเลเล่ แล้ว ทุกวันนี้แฟนบอลจะคิดถึงอะไร ถ้าเป็นแฟนบอลที่ไม่ได้ดูบอลบ่อย หรืออาจจะเกิดหลัง 10 ปีล่าสุด ก็อาจจะถามว่าใครหว่าไม่เห็นรู้จักเลย ทีมอะไรกันแน่ ก็ไม่เป็นไรไม่ว่ากัน เพราะว่าเค้าคนนี้แขวนสตั้ดไปเรียบร้อยแล้ว และไม่ได้มีเห็นหน้ากันบนจอทีวีมานานแล้ว แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นแฟนบอลรุ่นเก่าไม่มาก ไม่แก่เกินไปจะต้องรู้จักแน่นอน และอาจจะอุทานด้วยซ้ำว่า นี่มันนักเตะกองกลางตัวรับในตำนานนี่หน่า ทำไมถึงเรียกแบบนี้ และตำแหน่งกองกลางตัวรับ ตัวตัดเกม ที่เรียกว่าตำแหน่งมาเคเลเล่นี้ คืออะไร

ความหมายของตำแหน่งนี้

นี่เป็นหนึ่งในตำแหน่งที่เรียกและทำงานกันตามชื่อตรง ๆ เลย เพราะว่ากองกลางตัวรับ เน้นหนักไปที่การป้องกัน และการยืนตำแหน่งอยู่หน้าแผงกองหลังเป็นหลัก เพื่อทำหน้าที่เหมือนกำแพงอีกชั้นไม่ให้บอลอันตรายได้ผ่านไป และกองหน้ามาถึงกองหลังเร็วเกินไป โดยไม่มีการสกัดกั้นก่อน เค้าเลยทำหน้าที่แย่งบอล ไล่บอล ปิดตำแหน่ง และบล็อกลูกยิงลูกจ่ายทั้งหมดที่จะผ่านไปถึงเขตโทษของกองหลังได้  ดีไม่ดีบางครั้งถึงกับเป็นกองหลังตัวเสริมในบางสถานการณ์ที่ไม่รู้ตัวเลยก็ได้  และนี่คือสาเหตุที่ว่า ทำไมกองกลางตัวรับ จึงเหมือนคนปิดทองหลังพระ เป็นฮีโร่ที่ไม่มีใครกล่าวถึงในเกมฟุตบอลมากมายเพียงพอนั่นเอง แต่ตอนนี้ เราคงอยาจะรู้ต่อว่า ทำไมตำแหน่งนี้สำคัญ

ทำไมกองกลางตัวรับถึงสำคัญมาก

สาเหตุแรกก็เพราะว่า กองกลางตัวรับ ช่วยปิดช่องว่างระหว่างตำแหน่งต่าง ๆ เช่น ระหว่างกองกลางและกองหลัง หรือระหว่างฟูลแบ็คด้านข้าง และบางทีอาจจะทำหน้าที่แทนกองหลัง เวลาทีมดันขึ้นไปบุก หรือเวลากองหลังถอยลงไปตั้งรับลึก และมีพื้นที่ว่างด้านหน้า ให้เจาะได้ง่ายที่สุด กองกลางตัวรับจะปิดให้ทั้งหมด สาเหตุต่อไปก็เพราะกองกลางตัวรับ จะคอยทำหน้าที่ประกบและหยุดการเล่นของนักเตะหมายเลข 10 หรือเพลย์เมกเกอร์นั่นเอง อย่างที่เห็นบนสนาม ข้างหน้าแผงหลังของเรา ก็คือตำแหน่งของ ตัวทำเกมฝ่ายตรงข้าม แสดงว่ากองกลางตัวรับจะคอยประกบ และตามประกบอัตโนมัติเลย เหตุผลต่อไป คือ กองกลางตัวรับจะคอยเป็นตัวว่าง ให้เพื่อน ๆ จ่ายบอกมาที่จุดตรงกลาง ระหว่างการครองบอล ไม่ว่าจะรับหรือรุก ตำแหน่งนี้จะถูกส่งมาบ่อยที่สุด เพื่อระบายความกดดัน และให้ไม่เสียบอลง่าย ๆ เนื่องจากอยู่ตำแหน่งที่ลึก และอีกจุดหนึ่งที่เป็นข้อดีตามมาคือ เนื่องจากมาจากแนวหลังกองกลางตัวรับจึงสามารถทำเกม คุมจังหวะได้จากแถวไกล ยิ่งถ้ากองหน้าฝั่งตรงข้ามไม่ไล่บอลด้วย และอย่างสุดท้าย กองกลางตัวรับมักจะเป็นนักเตะที่ฉลาด และอ่านเกมได้ดีมาก และยังนิ่งด้วย เช่น อังเดร ปิโล่ ทำให้เค้าเป็นผู้นำที่ดีตรงกลางสนามของทีม

ตอนนี้หลาย ๆ คนที่เคยได้ยินคำว่ามาเคเลเล่ คงจะมีความเข้าใจมากขึ้นถึงงานที่เค้าทำแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแต่การลองไปทำหน้าที่นี้เสียสละเพื่อทีม และทำหน้าที่ปิดทองหลังพระดู แล้วคุณจะสนุกกับมันโดยไมรู้ตัว