post

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ศูนย์หน้า 30 โคตรแจ๋ว

ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด คงเป็นสำนวนที่เข้ากับฟอร์มของโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ช่วงนี้เป็นที่สุด เพราะศูนย์หน้าทีมชาติโปแลนด์ในวัย 31 ปี ยังคงเดินหน้าผลิตสกอร์ให้กับบาเยิร์น มิวนิคเป็นว่าเล่น โดยตลอดทั้ง 13 นัดที่ทีมเสือใต้ลงเล่นทุกรายการในฤดูกาลนี้ เขาสามารถทำประตูได้ครบทุกนัด รวมเป็น 19 ประตู แถมทำแฮตทริกได้ตั้งแต่นัดที่ 2 ของศึกบุนเดสลีกาอีกด้วย

นับตั้งแต่ย้ายข้ามฟากหลังจากหมดสัญญากับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่อปี 2014 เลวานดอฟสกี้ก็สถาปนาตัวเองเป็นดาวซัลโวประจำทีมเสือใต้มาตลอดทั้ง 5 ฤดูกาล แถมใน 4 ซีซั่นหลังยังสังหารประตูได้เกิน 40 ประตูต่อฤดูกาลอีกด้วย นับเป็นส่วนสำคัญในการพาบาเยิร์น มิวนิคเป็นแชมป์บุนเดสลีกา 5 สมัยติดต่อกัน และแชมป์บอลถ้วยอีก 5 รายการ แต่ถึงแม้จะทำประตูได้มากเพียงใด ก็ยังมีช่วงเวลาที่ยากลำบากอยู่เช่นกัน

ในช่วงเวลาที่ฟอร์มตกไม่สามารถทำประตูในนัดสำคัญหลายนัดติดต่อกัน เลวานดอฟกี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักทั้งจากสื่อและเหล่าแฟนบอลทีมตัวเอง แถมยังไม่ได้รับการปกป้องเท่าที่ควรจากสโมสรอีกด้วย ทำให้กัปตันทีมชาติโปแลนด์ยอมรับว่าเคยคิดจะย้ายออกจากถิ่นอลิอันซ์ อารีน่ามาแล้ว แต่เขาก็สามารถต่อสู้และผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายมาได้จนกลับมาฉายแววเพชฌฆาตได้อีกครั้ง ในปัจจุบันเลวานดอฟสกี้ยิงประตูในบุนเดสลีกาไปแล้ว 9 เกมติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลของบุนเดสลีกา ทำลายสถิติเดิมของปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ที่เคยทำไว้ 8 นัดติดกับดอร์ทมุนด์เมื่อฤดูกาล 2015-16

นอกจากจะเป็นดาวซัลโวประจำบุนเดสลีกาแล้ว เลวานดอฟกี้ยังทำประตูในฟุตบอลยุโรปได้เป็นกอบเป็นกำอีกด้วย โดย 2 ประตูล่าสุดที่ทำได้จากนัดบุกไปพิชิตโอลิมเปียกอสถึงถิ่น 3-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ทำให้เขายิงประตูไปแล้ว 58 ประตู ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 5 นักเตะที่ทำประตูได้สูงสุดในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เอาชนะรุด ฟาน นิสเตอรอย เจ้าของตำแหน่งเดิมที่ทำสถิติไว้ 56 ประตู โดยตามหลังคาริม เบนเซม่า ที่ทำไว้ 60 ประตู, ราอู กอนซาเรซ จำนวน 71 ประตู, ลีโอเนล เมสซี่ เจ้าของสถิติ 113 ประตู และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ผู้ทำประตูสูงสุด 127 ประตู

เลวานดอฟสกี้ถือเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ครบเครื่องในยุคปัจจุบัน เพราะนอกจากจะยิงประตูได้จากทั้งสองเท้าแล้ว ยังสามารถโหม่งทำประตูได้อยู่บ่อยครั้ง โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขามีส่วนร่วมกับประตูที่บาเยิร์น มิวนิคทำได้ในทุก ๆ 88 นาที แถมยังเป็นนักเตะที่ยิงประตูชัยให้กับทีมได้ถึง 15 ครั้ง มากกว่ากองหน้าทุกคนในลีกชั้นนำของยุโรป

สถิติยิงประตูสูงสุดในหนึ่งฤดูกาลของเลวานดอฟสกี้อยู่ที่ 43 ประตู เมื่อฤดูกาล 2016-17 หากเขายังรักษามาตรฐานการยิงประตูแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เขาจะทำลายสถิติของตัวเองอย่างแน่นอน แถมยังอาจทำลายสถิติยิงประตูในหนึ่งฤดูกาลสูงสุดตลอดกาลกับบาเยิร์น มิวนิคที่แกร์ด มุลเลอร์ ดาวยิงระดับตำนานทำไว้ที่ 67 ประตูก็เป็นได้

post

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เกิดใหม่อีกครั้งในถ้ำเสือ

การได้ลงสนามเล่นให้กับบาเยิร์น มิวนิค ทำให้ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กลับมาฉายแววความเป็นเพลย์เมคเกอร์ระดับโลกอีกครั้ง หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการย้ายไปประสานงานร่วมกับ 2 ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่างลีโอเนล เมสซี่ และหลุยส์ ซัวเรซที่บาร์เซโลน่า แม้จะทำไปได้ถึง 21 ประตู กับอีก 11 แอสซิสต์ แต่ตัวรุกแซมบ้ากลับดูไม่มีความสุขในถิ่นแคมป์ นู ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ฤดูกาลผ่านมา

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ถือเป็นนักเตะคนสำคัญของลิเวอร์พูลในยุคเบรนแดน รอดเจอร์ส ในฤดูกาล 2013-14 เขาถูกวางตัวในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกเพื่อใช้ทักษะการครองบอลและการสร้างสรรค์เกมคอยสนับสนุนคู่กองหน้าอย่างหลุยส์ ซัวเรซ และดาเนียล สเตอร์ริดจ์ โดยผลิตผลงานไปได้ 5 ประตู 7 แอสซิสต์ ช่วยให้สองกองหน้าของทีมเป็นดาวซัลโวและรองดาวซัลโวประจำพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนั้น น่าเสียดายที่เมื่อฤดูกาลสิ้นสุดลงหงส์คงทำได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์ โดยมีแต้มตามหลังจากฝูงอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้เพียง 2 คะแนนเท่านั้น หลังจากนั้น 3 ปีเมื่อไม่อาจประสบความสำเร็จร่วมกับลิเวอร์พูลได้ คูตินโญ่ก็เลือกย้ายไปอยู่กับบาร์เซโลน่า ทีมระดับจักรวาลแห่งยุค ปิดฉากชีวิตบนเกาะอังกฤษด้วยสถิติยอดเยี่ยม 54 ประตู 45 แอสซิสต์จากการลงสนาม 201 นัด

ที่บาร์เซโลน่า คูตินโญ่ถูกถ่างไปเล่นในตำแหน่งริมเส้นด้านซ้ายมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาถนัดมากนัก แม้จะมีสถิติการทำประตูที่ดีกว่าเมื่อครั้งลงสนามกับลิเวอร์พูล โดยสามารถยิงประตูได้ทุก 230 นาที แถมยังทำแฮตทริกแรกในชีวิตได้ในเกมถล่มเลบานเต้ แต่ฟอร์มโดยรวมกลับไม่เป็นที่น่าพอใจมากนักและไม่อาจสร้างเกมบุกช่วยทีมได้ในแต่ละนัดจนมักถูกเปลี่ยนตัวออกอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งบาเยิร์น มิวนิคมาดึงตัวเข้าไปร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัวหลังจากฤดูกาล 2019-20 เริ่มต้นไปได้ไม่นาน โดยมีออปชั่นซื้อขาดที่ราคา 120 ล้านยูโร

ทันทีที่ได้ลงสนามให้ทีมเสือใต้ในเกมกับชาลเก้ คูตินโญ่ก็ได้กลับมายืนในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกอีกครั้ง โดยตลอดทั้ง 33 นาทีในสนาม เขาวิ่งไปทั่วในกรอบเขตโทษและยังสร้างโอกาสให้เพื่อนทำประตูได้หลายครั้ง ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะตัวหลักของบาเยิร์น มิวนิคในที่สุด โดยรับบทบาทผู้เล่นหมายเลข 10 อยู่หลังศูนย์หน้าตัวเป้าอย่างโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ขนาบข้างริมเส้นซ้าย-ขวาด้วยคิงสลีย์ โกม็อง และอีวาน เปริซิซ เพลย์เมคเกอร์บราซิเลี่ยนสามารถยิงประตูแรกในถิ่นอลิอันซ์ อารีน่าได้ในเกมพบกับโคโลญจน์ ซึ่งเกมนั้นเขาทั้งยิงทั้งจ่ายช่วยให้ทีมเสือใต้เปิดบ้านถล่มคู่แข่งไปด้วยสกอร์ 4-0

ปัจจุบันคูตินโญ่ ทำได้ 2 ประตู 4 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 10 นัดทุกรายการ การได้เล่นในตำแหน่งถนัดอีกครั้งน่าจะช่วยให้เขาลงสนามได้อย่างมีความสุข และกลับมาเป็นคูตี้คนเดิมที่อันตรายทั้งในเรื่องการเลี้ยงบอลและการจ่ายบอล รวมถึงการได้เล่นร่วมกับนักเตะระดับท็อปของโลก จะช่วยให้เขากลายเป็นนักเตะที่เก่งขึ้นอย่างแน่นอน