post

บาเยิร์น มิวนิค แชมป์ผู้เดียวดายในฟุตบอลเยอรมัน

เมื่อพูดถึงทีมฟุตบอลจากประเทศเยอรมัน คอฟุตบอลก็ต้องนึกถึงทีมเสือใต้บาเยิร์น มิวนิคกันแน่นอน จากความสำเร็จของเขาในลีกของประเทศเพราะนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา พวกเขาก็ยึดครองความเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด แม้ว่าจะเปลี่ยนผู้จัดการทีมไปหลายต่อหลายคนหรือฟอร์มการเล่นที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่เมื่อถึงบทสรุปเป็นเวลา 8 ปีแล้วที่ยอดทีมจากแดนใต้กลายเป็นแชมป์บุนเดสลีกาได้ในตอนจบ ด้วยปัจจัยทั้งด้านการเงินและคู่แข่งของพวกเขาที่ยังไม่สามารถลุกขึ้นมาต่อกรได้เลยเป็นระยะเวลานาน

ทีมฟุตบอลกับกฎ 50 + 1

เรื่องที่แฟนบอลกลุ่มอื่นที่ไม่ได้ชอบดูฟุตบอลเยอรมันมากนัก อาจจะไม่รู้ว่าทีมฟุตบอลส่วนใหญ่บริหารผ่านแฟนบอลท้องถิ่นครึ่งนึงและเป็นของนายทุนอีกครึ่งนึง โดยเฉพาะทางด้านการเงินที่ทำให้ทีมฟุตบอลไม่ได้ถูกทำให้สินค้ามากจนเกินไป และมีคุณค่าทางด้านจิตใจอย่างมากต่อแฟนบอลของทีมนั้น ๆ แต่ด้วยกฎข้อนี้เองทำให้ข้อจำกัดในการเติบโตของทีมต่าง ๆ ในเยอรมันกลับเติบโตได้ช้ากว่าทีมที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วอย่างบาเยิร์น มิวนิค หรือโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่พวกเขาสามารถหาสปอนเซอร์มาสนับสนุนทีมได้มากกว่าทีมเล็กทีมอื่น และแน่นอนนี่คือความได้เปรียบที่กฎ 50+1 ไม่ได้คาดไว้

ขณะที่ทีมอย่างอูนิโอน เบอร์ลินจะซื้อนักเตะราคาสูงสุดเท่าที่พวกเขาซื้อได้อยู่ที่สองล้านยูโร แต่ลองไปดูทีมแชมป์อย่างบาเยิร์น มิวนิคที่ซื้อลูคัส เออร์นานเดสในราคาแปดสิบล้านปอนด์นั่นก็เป็นข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดแล้วว่าไม่ใช่ในเวลาอันใกล้แน่ ๆ ที่จะมีทีมระดับกลางตารางสักทีมจะฟื้นขึ้นมาต่อกรกับพวกเขา เพราะกำลังซื้อของทีมเหล่านั้นต่างกันมากเกินไปนั่นเอง

คู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ

หลายต่อหลายฤดูกาลที่บาเยิร์นเจอผู้ท้าชิงมากหน้าหลายตา ขนาดที่มีช่วงเวลานึงที่ทีมเสือใต้เคยต้องตกไปอยู่อันดับหกก็เพราะทีมอื่น ๆ ทำผลงานได้ดีกว่าพวกเขาในช่วงครึ่งแรกของฤดูกาล แต่เมื่อพ้นจกครึ่งฤดูกาลแรกไปแล้ว หนังม้วนเดิมจึงกลับมาเล่นอีกครั้ง ทางบาเยิร์นที่ยิ่งเล่นยิ่งแข็งแกร่งไปทั่วทุกตำแหน่ง ส่วนคู่แข่งของพวกเขาไม่ว่าจะเป็นดอร์ทมุนด์ หรือไลป์ซิกที่อาการออกและไม่มีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งพอจะต้านทานความกดดันของตัวเอง ทำแต้มหล่นหายกันเป็นว่าเล่น จนสุดท้ายพวกเขาก็แพ้ภัยตัวเองจนทีมเสือใต้สามารถเข้าวินในช่วงท้ายฤดูกาลมาตลอด โดยเฉพาะในช่วงสองปีหลังที่พวกเขาเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานในช่วงครึ่งปีแรก ก่อนจะเก่งผิดหูผิดตาในช่วงครึ่งหลังเสมอ จนแฟนบอลบาเยิร์นมักจะไปตั้งความหวังกับฟุตบอลยุโรปมากกว่าผลงานในลีกของตัวเองเสียอีก

ด้วยความที่มีแต่ทีมระดับกลางอยู่ในลีกมากมายนั่นเอง ทำให้บาเยิร์น มิวนิคยังสามารถรักษาความแข็งแกร่งและครอบครองถาดแชมป์ลีกเป็นสมัยที่ 8 ติดต่อกันอย่างไม่ผิดความคาดหมายมากนัก จนแฟนบอลจากประเทศอื่นมักจะมองว่านี่คือลีกที่มีแค่ทีมเดียวเท่านั้น เป็นเสือใต้ผู้เดียวดายท่ามกลางฝูงแกะในเยอรมัน แต่พวกเขาก็อาจจะชะล่าใจไม่ได้ เพราะอย่างน้อยทีมอย่างแอแบร์ ไลป์ซิกและโบรุสเสีย ดอร์ทมุนด์ ต่างก็พยายามพัฒนาตัวเองขึ้นมาด้วยขนาดทีมและทุนที่มีทำให้อย่างน้อยบาเยิร์นก็มีคู่แข่งวิ่งตามอยู่ไม่ให้พวกเขาปล่อยตัวมากจนเกินไปในอนาคต

post

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ศูนย์หน้า 30 โคตรแจ๋ว

ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด คงเป็นสำนวนที่เข้ากับฟอร์มของโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ช่วงนี้เป็นที่สุด เพราะศูนย์หน้าทีมชาติโปแลนด์ในวัย 31 ปี ยังคงเดินหน้าผลิตสกอร์ให้กับบาเยิร์น มิวนิคเป็นว่าเล่น โดยตลอดทั้ง 13 นัดที่ทีมเสือใต้ลงเล่นทุกรายการในฤดูกาลนี้ เขาสามารถทำประตูได้ครบทุกนัด รวมเป็น 19 ประตู แถมทำแฮตทริกได้ตั้งแต่นัดที่ 2 ของศึกบุนเดสลีกาอีกด้วย

นับตั้งแต่ย้ายข้ามฟากหลังจากหมดสัญญากับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่อปี 2014 เลวานดอฟสกี้ก็สถาปนาตัวเองเป็นดาวซัลโวประจำทีมเสือใต้มาตลอดทั้ง 5 ฤดูกาล แถมใน 4 ซีซั่นหลังยังสังหารประตูได้เกิน 40 ประตูต่อฤดูกาลอีกด้วย นับเป็นส่วนสำคัญในการพาบาเยิร์น มิวนิคเป็นแชมป์บุนเดสลีกา 5 สมัยติดต่อกัน และแชมป์บอลถ้วยอีก 5 รายการ แต่ถึงแม้จะทำประตูได้มากเพียงใด ก็ยังมีช่วงเวลาที่ยากลำบากอยู่เช่นกัน

ในช่วงเวลาที่ฟอร์มตกไม่สามารถทำประตูในนัดสำคัญหลายนัดติดต่อกัน เลวานดอฟกี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักทั้งจากสื่อและเหล่าแฟนบอลทีมตัวเอง แถมยังไม่ได้รับการปกป้องเท่าที่ควรจากสโมสรอีกด้วย ทำให้กัปตันทีมชาติโปแลนด์ยอมรับว่าเคยคิดจะย้ายออกจากถิ่นอลิอันซ์ อารีน่ามาแล้ว แต่เขาก็สามารถต่อสู้และผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายมาได้จนกลับมาฉายแววเพชฌฆาตได้อีกครั้ง ในปัจจุบันเลวานดอฟสกี้ยิงประตูในบุนเดสลีกาไปแล้ว 9 เกมติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลของบุนเดสลีกา ทำลายสถิติเดิมของปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ที่เคยทำไว้ 8 นัดติดกับดอร์ทมุนด์เมื่อฤดูกาล 2015-16

นอกจากจะเป็นดาวซัลโวประจำบุนเดสลีกาแล้ว เลวานดอฟกี้ยังทำประตูในฟุตบอลยุโรปได้เป็นกอบเป็นกำอีกด้วย โดย 2 ประตูล่าสุดที่ทำได้จากนัดบุกไปพิชิตโอลิมเปียกอสถึงถิ่น 3-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ทำให้เขายิงประตูไปแล้ว 58 ประตู ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 5 นักเตะที่ทำประตูได้สูงสุดในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เอาชนะรุด ฟาน นิสเตอรอย เจ้าของตำแหน่งเดิมที่ทำสถิติไว้ 56 ประตู โดยตามหลังคาริม เบนเซม่า ที่ทำไว้ 60 ประตู, ราอู กอนซาเรซ จำนวน 71 ประตู, ลีโอเนล เมสซี่ เจ้าของสถิติ 113 ประตู และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ผู้ทำประตูสูงสุด 127 ประตู

เลวานดอฟสกี้ถือเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ครบเครื่องในยุคปัจจุบัน เพราะนอกจากจะยิงประตูได้จากทั้งสองเท้าแล้ว ยังสามารถโหม่งทำประตูได้อยู่บ่อยครั้ง โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขามีส่วนร่วมกับประตูที่บาเยิร์น มิวนิคทำได้ในทุก ๆ 88 นาที แถมยังเป็นนักเตะที่ยิงประตูชัยให้กับทีมได้ถึง 15 ครั้ง มากกว่ากองหน้าทุกคนในลีกชั้นนำของยุโรป

สถิติยิงประตูสูงสุดในหนึ่งฤดูกาลของเลวานดอฟสกี้อยู่ที่ 43 ประตู เมื่อฤดูกาล 2016-17 หากเขายังรักษามาตรฐานการยิงประตูแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เขาจะทำลายสถิติของตัวเองอย่างแน่นอน แถมยังอาจทำลายสถิติยิงประตูในหนึ่งฤดูกาลสูงสุดตลอดกาลกับบาเยิร์น มิวนิคที่แกร์ด มุลเลอร์ ดาวยิงระดับตำนานทำไว้ที่ 67 ประตูก็เป็นได้

post

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เกิดใหม่อีกครั้งในถ้ำเสือ

การได้ลงสนามเล่นให้กับบาเยิร์น มิวนิค ทำให้ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กลับมาฉายแววความเป็นเพลย์เมคเกอร์ระดับโลกอีกครั้ง หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการย้ายไปประสานงานร่วมกับ 2 ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่างลีโอเนล เมสซี่ และหลุยส์ ซัวเรซที่บาร์เซโลน่า แม้จะทำไปได้ถึง 21 ประตู กับอีก 11 แอสซิสต์ แต่ตัวรุกแซมบ้ากลับดูไม่มีความสุขในถิ่นแคมป์ นู ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ฤดูกาลผ่านมา

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ถือเป็นนักเตะคนสำคัญของลิเวอร์พูลในยุคเบรนแดน รอดเจอร์ส ในฤดูกาล 2013-14 เขาถูกวางตัวในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกเพื่อใช้ทักษะการครองบอลและการสร้างสรรค์เกมคอยสนับสนุนคู่กองหน้าอย่างหลุยส์ ซัวเรซ และดาเนียล สเตอร์ริดจ์ โดยผลิตผลงานไปได้ 5 ประตู 7 แอสซิสต์ ช่วยให้สองกองหน้าของทีมเป็นดาวซัลโวและรองดาวซัลโวประจำพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนั้น น่าเสียดายที่เมื่อฤดูกาลสิ้นสุดลงหงส์คงทำได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์ โดยมีแต้มตามหลังจากฝูงอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้เพียง 2 คะแนนเท่านั้น หลังจากนั้น 3 ปีเมื่อไม่อาจประสบความสำเร็จร่วมกับลิเวอร์พูลได้ คูตินโญ่ก็เลือกย้ายไปอยู่กับบาร์เซโลน่า ทีมระดับจักรวาลแห่งยุค ปิดฉากชีวิตบนเกาะอังกฤษด้วยสถิติยอดเยี่ยม 54 ประตู 45 แอสซิสต์จากการลงสนาม 201 นัด

ที่บาร์เซโลน่า คูตินโญ่ถูกถ่างไปเล่นในตำแหน่งริมเส้นด้านซ้ายมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาถนัดมากนัก แม้จะมีสถิติการทำประตูที่ดีกว่าเมื่อครั้งลงสนามกับลิเวอร์พูล โดยสามารถยิงประตูได้ทุก 230 นาที แถมยังทำแฮตทริกแรกในชีวิตได้ในเกมถล่มเลบานเต้ แต่ฟอร์มโดยรวมกลับไม่เป็นที่น่าพอใจมากนักและไม่อาจสร้างเกมบุกช่วยทีมได้ในแต่ละนัดจนมักถูกเปลี่ยนตัวออกอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งบาเยิร์น มิวนิคมาดึงตัวเข้าไปร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัวหลังจากฤดูกาล 2019-20 เริ่มต้นไปได้ไม่นาน โดยมีออปชั่นซื้อขาดที่ราคา 120 ล้านยูโร

ทันทีที่ได้ลงสนามให้ทีมเสือใต้ในเกมกับชาลเก้ คูตินโญ่ก็ได้กลับมายืนในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกอีกครั้ง โดยตลอดทั้ง 33 นาทีในสนาม เขาวิ่งไปทั่วในกรอบเขตโทษและยังสร้างโอกาสให้เพื่อนทำประตูได้หลายครั้ง ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะตัวหลักของบาเยิร์น มิวนิคในที่สุด โดยรับบทบาทผู้เล่นหมายเลข 10 อยู่หลังศูนย์หน้าตัวเป้าอย่างโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ขนาบข้างริมเส้นซ้าย-ขวาด้วยคิงสลีย์ โกม็อง และอีวาน เปริซิซ เพลย์เมคเกอร์บราซิเลี่ยนสามารถยิงประตูแรกในถิ่นอลิอันซ์ อารีน่าได้ในเกมพบกับโคโลญจน์ ซึ่งเกมนั้นเขาทั้งยิงทั้งจ่ายช่วยให้ทีมเสือใต้เปิดบ้านถล่มคู่แข่งไปด้วยสกอร์ 4-0

ปัจจุบันคูตินโญ่ ทำได้ 2 ประตู 4 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 10 นัดทุกรายการ การได้เล่นในตำแหน่งถนัดอีกครั้งน่าจะช่วยให้เขาลงสนามได้อย่างมีความสุข และกลับมาเป็นคูตี้คนเดิมที่อันตรายทั้งในเรื่องการเลี้ยงบอลและการจ่ายบอล รวมถึงการได้เล่นร่วมกับนักเตะระดับท็อปของโลก จะช่วยให้เขากลายเป็นนักเตะที่เก่งขึ้นอย่างแน่นอน