post

ลิเวอร์พูลกับจุดอ่อนที่เกิดขึ้นท้ายฤดูกาล

แม้ว่าลิเวอร์พูลจะประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกของสโมสรอย่างสมการรอคอย แต่ทว่าอาการกลับเริ่มออกนับตั้งแต่พ้นจากช่วงพักฤดูกาลชั่วคราวด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้กีฬาฟุตบอลทั่วโลกต้องหยุดการแข่งขันไป จนกระทั่งเมื่อทีมหงส์แดงกลับมา พวกเขากลับไม่สามารถรักษาฟอร์มร้อนแรงได้เหมือนเคย โดยสิ่งที่น่าจับตามองที่สุดในช่วงเวลานี้ อาจจะเป็นเพราะสภาพจิตใจ สภาพร่างกาย และเรื่องของโชคชะตาของพวกเขา

สภาพร่างกายของนักเตะที่เว้นจากการแข่งขันไปนาน

ทีมลิเวอร์พูลของเจอร์เก้น คลอปป์เป็นที่รู้จักกันในฐานะทีมที่มีความฟิตมาก พวกเขาสามารถวิ่งได้ตลอดเกมซึ่งรวมแล้วมากกว่าเก้าสิบนาที และเป็นจุดเด่นของทีมนายใหญ่ชาวเยอรมันมาตั้งแต่สมัยคุมทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนท์เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามทีมที่จำเป็นต้องพักการแข่งขันไปกลางฤดูกาลจากสถานการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมต้องขาดการซ้อมเพื่อป้องกันโรคติดต่อ ทำให้ทีมลิเวอร์พูลหรือแม้แต่ทีมอื่น ๆ ก็ไม่สามารถรักษาความฟิตของทีมได้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมฟอร์มการเล่นของทีมลิเวอร์พูลเลยดูอ่อนแรงลงไป จากเกมปกติของพวกเขาในช่วงต้นฤดูกาล

สภาพจิตใจของทีมที่เป็นแชมป์

หากพูดถึงเรื่องจิตใจของผู้ชนะคำนี้น่าจะเป็นคำในเชิงบวกมากกว่า แม้ว่าที่จริงแล้วคำนี้อาจจะเป็นดาบสองคมของทีมเดอะค็อปก็ได้เช่นกัน เพราะด้วยคะแนนที่ห่างจากทีมอันดับสองเป็นอย่างมาก ทำให้พวกเขาไม่กดดันอะไรอีกแล้ว ความมุ่งมั่นที่เคยมีของทีมกลับลดลงไป จึงส่งผลให้พวกเขาไม่ได้ชนะหรือมีผลการแข่งขันที่พอใจต่อเหล่าแฟน ๆ เท่าไหร่นัก ยิ่งวันที่พวกเขาแพ้ทีมเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้เป็นวันที่เห็นได้ชัดที่สุดว่า ถ้าหากพวกเขายังไม่มีจิตใจที่เข้มแข็งพอ ฤดูกาลหลังจากนี้อาจจะไม่ง่ายอย่างที่พวกเขาเป็นมา

โชคชะตาที่มาพร้อมกับฝีมือ

แม้ว่าทีมลิเวอร์พูลมีความสามารถและความมุ่งมั่นจนทำให้เขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกหรือแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี แต่อีกส่วนหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือพวกเขาโชคดีที่หลาย ๆ ครั้งคู่แข่งก็พลาดโอกาสง่าย ๆ จนทำให้พวกเขาสามารถคว้าชัยมาได้หลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงท้ายเกมที่พวกเขามีสถิติดีมากในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก แต่ในช่วงสิบเกมสุดท้ายมันกลับไม่เป็นเช่นนั้น อย่างเกมกับอาร์เซน่อลที่พวกเขามีโอกาสยิงมากมาย แต่ไม่สามารถจบสกอร์ได้ ผิดกลับทีมปืนใหญ่ที่ใช้โอกาสแค่สองครั้งจากความผิดพลาดของลิเวอร์พูลและได้สองประตูในทันที ก่อนที่ลูกทีมของเจอร์เก้น คลอปป์จะไม่สามารถทำประตูคืนได้จนทีมหงส์แดงต้องเป็นผู้แพ้ไปอีกครั้งในฤดูกาลนี้ และไม่อาจทำสถิติคว้าร้อยแต้มในหนึ่งฤดูกาลได้ตามที่แฟน ๆ เคยตั้งเป้ากันไว้

อย่างไรก็แล้วแต่ ลิเวอร์พูลคือทีมที่ดีที่สุดสำหรับฤดูกาลนี้อย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขามีฟอร์มร้อนแรงและความสามารถของนักเตะระดับโลก นับตั้งแต่ตำแหน่งผู้รักษาประตูถึงกองหน้าเลยทีเดียว แต่ทว่าหากพวกเขายังไม่สามารถรักษามาตรฐานของตัวเองไว้ได้ ในฤดูกาลถัดไปอาจจะไม่ง่ายอย่างที่พวกเขาพบเจอมาก่อน และอย่าลืมว่าการเป็นแชมป์นั้นง่ายกว่าการป้องกันแชมป์เสียอีก

post

ลีกแชมป์เปี้ยนชิพ : ฟุตบอลอังกฤษแบบต้นตำรับ

หากเดินไปถามว่าแฟนบอลส่วนใหญ่ชอบดูฟุตบอลจากประเทศใดมากที่สุด คำตอบก็คงไม่พ้นพรีเมียร์ลีกจากประเทศอังกฤษที่เต็มไปด้วยนักเตะชื่อดังมากมาย และสไตล์การเล่นที่หลากหลาย รวมถึงผู้จัดการทีมชื่อดังต่างก็ต้องการมาลงฝีมือในลีกชั้นนำของยุโรปแห่งนี้สักครั้งหนึ่ง แต่ถ้าถามว่าแล้วสไตล์การเล่นของพรีเมียร์ลีกมีความชัดเจนแบบที่ฟุตบอลลาลีกาสเปน หรือกัลโช่ซรีย์อาของอิตาลีหรือไม่ คำตอบก็คือไม่เลย แต่ละทีมจะมีสไตล์ไปตามผู้จัดการของตัวเองเสียมากกว่า แล้วสไตล์ฟุตบอลอังกฤษเป็นอย่างไรแน่ ให้ลองไปชมฟุตบอลลีกแชมป์เปี้ยนชิพหรือลีกอันดับสองของประเทศอังกฤษนั่นเอง จะเห็นว่าพวกเขามีสไตล์การเล่นที่ดุดันเน้นเข้าปะทะ รวมถึงเป็นลีกรองที่เต็มไปด้วยยอดทีมในอดีต จนเป็นเอกลักษณ์ว่าพวกเขาคือฟุตบอลแบบผู้ดีอังกฤษอย่างแท้จริง

ศูนย์รวมยอดทีมจากอังกฤษในอดีต

หากไล่รายชื่อจากน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์, เฟรสตัน นอร์ทเอนด์, ดาร์บี้ เคาท์ตี้ และแบล็คเบิร์น โรเวอร์ ต่างก็เป็นทีมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นยอดทีมที่สามารถคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน หรือแชมป์ลีกสูงสุดมาแล้ว แต่ทว่าด้วยเหตุการณ์บางอย่างทำให้พวกเขาต้องตกลงไปเล่นในลีกรองแทน แต่นั่นไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของพวกเขาขาดหายไป พวกเขายังคงเป็นทีมที่มีแฟนบอลคลั่งไคล้และติดตามเชียร์อยู่เสมอ จนผู้ชมทางบ้านไม่รู้สึกเลยว่าพวกเขากำลังดูฟุตบอลในลีกที่ต่ำกว่า หากไปเทียบกับฟุตบอลอิตาลีกัลโช่ซีรีย์บีที่สนามมักจะโล่งอยู่เสมอ เพราะความนิยมของฟุตบอลในลีกเล็กไม่อาจะเทียบได้กับลีกใหญ่เลยนั่นเอง ด้วยความหลงไหลของแฟนบอลชาวผู้ดีทำให้บรรยากาศของสนามเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่ไม่เหมือนใคร และเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่รู้สึกได้ถึงฟุตบอลอังกฤษไม่ต่างกับพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว

ฟุตบอลที่เน้นปะทะและการเข้าทำรวดเร็ว

ฟุตบอลอังกฤษหรือผู้ดีที่มักจะเรียกกันตามหน้าหนังสือพิมพ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงในสนามฟุตบอล เพราะเวลาลงเล่นที่จริงแล้ว ผู้เล่นในแชมป์เปี้ยนชิพจะเต็มไปด้วยการเข้าปะทะที่รุนแรงในเกมที่ลื่นไหล เพราะพวกเขาต้องการทำประตูให้ได้ไวที่สุดและเอาชนะคู่แข่งของเขา โดยที่อาจจะมีกลยุทธ์ที่ดุดันไปบ้าง จนใบแดงและใบเหลืองมักจะพบเห็นได้ง่ายในลีกรองแห่งนี้ รวมถึงฟุตบอลอังกฤษที่มีชื่อเสียงจะการเล่นบอลแบบ Hit and hope หรือการสาดบอลไปข้างหน้าเพื่อให้กองหน้ารูปร่างสูงใหญ่พักบอลและส่งต่อเพื่อทำประตูคู่แข่ง เป็นวิธีการเล่นที่ไม่ซับซ้อนเลย แต่มันกลับได้ผลเสมอสำหรับหลายต่อหลายทีมที่เราอาจจะรู้จักกันดีเช่นสโต๊ก ซิตี้หรือทีมชื่อดังในยุค 90 อย่างวิมเบอร์ดัน จนเป็นเอกลักษณ์ว่านี่คือฟุตบอลโบราณไสต์อังกฤษแท้ ๆ

เสน่ห์ของฟุตบอลอังกฤษที่หาไม่ได้ในพรีเมียร์ลีกที่อาจจะเน้นไปที่ธุรกิจและความสำเร็จมากกว่า ส่วนการเล่นที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเพื่อเอาชนะและคว้าสิทธิไปเล่นในลีกสูงสุด จึงดูมีความเป็นฟุตบอลต้นฉบับมากกว่าในสายตาของแฟนบอล รวมทั้งทีมชื่อดังในอดีตที่ผู้ชมคอยส่งกำลังใจให้เลื่อนชั้นกลับมาเล่นให้หายคิดถึงเสียที คงเป็นเอกลักษณ์แบบหนึ่งที่ทำให้ลีกแชมป์เปี้ยนชิพน่าจับตามองไม่แพ้กับพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว

post

ทีมชาติอังกฤษกับฝันที่เลือนลางในฟุตบอลระดับชาติ

ถ้าถามว่าแฟนฟุตบอลมักจะรู้จักลีกใดเป็นลีกแรกในชีวิต ส่วนใหญ่คำตอบก็น่าจะเป็นพรีเมียร์ลีกทั้งนั้น แต่ถ้าถามว่าคิดว่าทีมใดจะเป็นแชมป์ฟุตบอลคำตอบกลับต่างออกไปโดยเรื่องที่น่าแปลกใจคือคนมักจะไม่เลือกทีมชาติอังกฤษกันเลย โดยพวกเขามักจะเป็นได้แค่เต็ง 5 เต็ง 6 ในการแข่งขันเสียด้วยซ้ำ โดยเหตุผลก็เป็นเพราะแม้ว่าพรีเมียร์ลีกจะสนุก ตื่นเต้น เร้าใจก็ตาม แต่นักเตะส่วนใหญ่กลับเป็นนักเตะต่างชาติที่เข้ามาค้าแข้งบนเกาะแห่งนี้ และโอกาสของนักเตะท้องถิ่นกลับลดน้อยลงเรื่อย ๆ รวมถึงการเลือกโค้ชของทีมที่ไม่มีความเข้าใจต่อตัวนักเตะจนทำให้พวกเขาได้แค่ท่าดีทีเหลวในทัวร์นาเมนต์สำคัญเสมอ

โค้ชที่ดีแต่เป็นคนที่ไม่ใช่

หากไล่ชื่อของผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ เราก็จะเจอชื่อของฟาบิโอ คาเปลโล่ยอดกุนซือชาวอิตาเลี่ยน ที่น่าจะเป็นคนที่มีชื่อชั้นที่ดีที่สุดในรอบหลายปีของทีมชาติอังกฤษ แต่เขาก็ไม่สามารถพาทีมไปถึงฝันได้ เพราะเขาทำได้แค่เพียงพาทีมชาติอังกฤษไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป โดยพ่ายแพ้ต่อทีมชาติอิตาลีไป ส่วนในฟุตบอลโลกเขาก็ทำได้เพียงเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังจากที่ต้องแพ้ต่อทีมชาติเยอรมันไป ทำให้ผลงานของคาเปลโล่ไม่ได้เป็นที่น่าพอใจของสมาคมฟุตบอล และตัวเขาเองก็รีไทร์จากการเป็นผู้จัดการทีมในปี 2012

ส่วนอีกคนที่ชื่อชั้นอาจจะไม่ดีเท่าคาเปลโล่ แต่เป็นที่เคารพของแฟนบอลก็คือรอย ฮอดจ์สัน ที่เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมต่อจากสจ๊วต เพียร์ซ ที่มารักษาการทีมชาติอังกฤษอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ทางปู่รอยกลับไม่สามารถพาทีมชนะในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกได้เลย และทำคะแนนได้เพียงแต้มเดียวจากการแข่งขัน 3 นัด จนเป็นสถิติที่แย่ที่สุดของทีมนับตั้งแต่มีฟุตบอลโลกมาเลยทีเดียว

โอกาสของนักเตะท้องถิ่นอันน้อยนิด

เพราะการแข่งขันสูงในพรีเมียร์ลีกทำให้แต่ละทีมต้องซื้อตัวนักเตะต่างชาติเข้ามาเพื่อให้ทีมสามารถทำอันดับได้สูงที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้ รวมถึงเพื่อไม่ให้ทีมต้องตกชั้นลงไปลีกรองที่ทำให้ต้องสูญเสียเงินมูลค่ามหาศาลนับร้อยล้านปอนด์ ที่ทำให้ทุกทีมต้องขับเคี่ยวสู้กันจนทำให้ลีกนี้มีแฟนบอลไปทั่วโลกนั่นเอง แต่ในด้านดีก็มีด้านเสีย เพราะทุกทีมต่างต้องการความสำเร็จในเวลาอันสั้น ทำให้พวกเขาไม่ได้ให้โอกาสนักเตะเยาวชนหรือนักเตะท้องถิ่นที่อาจจะไม่ได้มีทักษะที่ดีเท่านักเตะจากต่างชาติ แม้ว่าทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษจะมีกฎผู้เล่นท้องถิ่นที่ต้องอยู่ในทีมเกิน 8 คน แต่ทว่าในกฎนี้ก็รวมเยาวชนที่เป็นผู้เล่นต่างชาติอยู่ด้วย ทำให้บางครั้งเราจึงไม่เห็นนักเตะสัญชาติอังกฤษอยู่ในทีมฟุตบอลจากอังกฤษเลยเช่นกัน และการนักเตะอังกฤษไม่ค่อยได้รับโอกาสโดยเฉพาะกับทีมใหญ่ ทำให้นักเตะทีมชาติอังกฤษก็มีคุณภาพลดลงไปด้วย จนเมื่อพวกเขาต้องแข่งขันในนามทีมชาติพวกเขาเลยกลายเป็นทีมระดับกลางใกล้เคียงกับทีมระดับกลางในพรีเมียร์ลีกนั่นเอง

แม้ว่าฝันของแฟนบอลอังกฤษอาจจะยังมีหวังเมื่อทีมชาติในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยนักเตะอายุน้อยที่ฟอร์มกำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ และนักเตะสโมสรชั้นนำของลีกเริ่มกลับมาเป็นนักเตะท้องถิ่นบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเพราะการพัฒนาศูนย์เยาวชนของตัวเองหรือการถูกแบนการซื้อขายของทีมเชลซีที่จำเป็นต้องปั้นนักเตะท้องถิ่นขึ้นมาจนทีมมีความแข็งแกร่งในปัจจุบัน นั่นก็ทำให้ทีมของเกเร็ต เซาท์เกตอาจจะไปถึงฝันที่รอคอยมานานของพวกเขาอีกครั้งหนึ่งในที่สุด

post

นักเตะเป้าหมายของทีม big 6 ในพรีเมียร์ลีก

พรีเมียร์ลีกเป็นลีกฟุตบอลอาชีพมาตรฐานสูงที่แต่ละทีมสมาชิกขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด เป็นลีกฟุตบอลที่ตำแหน่งแชมป์ไม่ผูกขาดอยู่แค่สองหรือสามทีมสามารถเปลี่ยนมือได้แทบทุกปีและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตัวผู้เล่นภายในทีมแต่ละปีนั้นสำคัญมาก เพราะผู้เล่นเพียงหนึ่งหรือสองคนอาจยกระดับทีมได้เลยเช่นเอ็นโกโล ก็องเต้ ที่ย้ายจากเลสเตอร์ ซิตี้สู่เชลซีและกลายเป็นหัวใจสำคัญพาเชลซีเป็นแชมป์ลีกในฤดูกาล 2016-2017 ดังนั้นฤดูกาล 2019-2020 ที่จะถึงนี้จึงน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่านักเตะผู้เป็นเป้าหมายของบรรดา big 6 ในพรีเมียร์ลีกเหล่านี้จะสามารถช่วยพาทีมไปสู่ความยิ่งใหญ่ได้หรือไม่

แมนฯซิตี้ แม้จะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลล่าสุดแต่การได้แชมป์ด้วยคะแนนเฉือนลิเวอร์พูลเพียงแต้มเดียวทำให้ทีมเรือใบสีฟ้าวางใจไม่ได้ ในลีกมาตรฐานสูงเช่นนี้หากพวกเขาไม่รักษาฟอร์มการเล่นหรือนิ่งนอนใจไม่เสริมทัพก็อาจจะป้องกันแชมป์ไว้ไม่ได้ และจุดอ่อนเดียวที่ซิตี้มองเห็นในตอนนี้คือแฟร์นานดิญโญ่กองกลางพันธุ์ขยันของทีมที่เริ่มโรยราไปตามวัยและนักเตะตัวแทนกองกลางทีมชาติบราซิลที่เป็ป กวาดิโอล่าเล็ง ๆ อยู่ก็คือ โรดรี้กองกลางอายุน้อยจากแอตเลติโก มาดริด

ลิเวอร์พูล ดูท่าเจอร์เก้น คล็อปยังไม่ขยับอะไรมากในช่วงต้นตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์นี้ส่วนหนึ่งอาจเพราะทีมที่มีอยู่ค่อนข้างลงตัวอีกส่วนคืออาจต้องระบายนักเตะส่วนเกินของทีมก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าขาดเหลืออะไรบ้างโดยหลัก ๆ แล้วทีมหงส์แดงอาจต้องการแบ็คซ้ายหนึ่งคนแทนที่โรเบอร์โต้ โมเรโน่ที่หมดสัญญากับทีมเพื่อเอามาเป็นสำรองของแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และกองหลังตัวกลางอีกหนึ่งคนแทนที่เดยัน ลอฟเรนโดยนักเตะที่เกเก้น คล็อปป์หมายตาอยู่ก็มี คีแรน เทียร์นีย์แบ็คซ้ายจากเซลติกและคาลิดู คูลิบาลี่จากนาโปลีแต่อาจมีเซอร์ไพรส์ให้แฟน ๆ ได้จิ้นนิด ๆ เพราะตอนนี้คีลียัน เอ็มบัปเป้กองหน้าตัวจี้ดจาก PSG ออกตัวสุดลิ่มทิ่มประตูว่าอยากมาจอยกับทีมหงส์แดงในฤดูกาลหน้า

เชลซี ทีมสิงโตน้ำเงินครามไม่มีสิทธิ์เซ็นใครมาร่วมทีมทั้งฤดูกาลเพราะถูกฟีฟ่าแบนจากความผิดฐานซื้อนักเตะดาวรุ่งแบบผิดกฏดังนั้นพวกเขาจะไม่ได้ใครมาร่วมทีมนอกจากคริสเตียน พูลิซิชปีกอนาคตไกลจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนที่มีการตกลงซื้อขายกันล่วงหน้า

ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ นี่จะเป็นปีที่ทีมไก่เดือยทองอาจใช้จ่ายเกินกว่าร้อยล้านปอนด์เพราะฤดูกาลที่ผ่านมาพวกเขาไม่เสียเงินซื้อนักเตะเลยแม้แต่เพนนีเดียว โครงการในปีนี้ของบิ๊กทีมจากลอนดอนเหนือจึงเป็นเมก้า โปรเจ็คยกเครื่องทีมทั้งระบบซึ่งอาจมีนักเตะแกนหลักหลายคนที่ย้ายออกไปซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะมีใครบ้างแต่ตอนนี้ตำแหน่งที่พวกเขาต้องการแน่ ๆ คือกองกลางที่ว่างอยู่ตั้งแต่มุสซ่า เด็มเบเล่ย้ายออกไปตอนกลางฤดูกาลและดูเหมือนว่าทีมงานของโปเช็ตติโน่จะตาแหลมเสียด้วยเพราะเล็งเป้าไปที่ต็องกี เอ็นดอมเบเล่กองกลางเนื้อหอมจากโอลิมปิค ลียงกับจิโอวานนี่ โล เชลโซ่ กองกลางตัวรุกฝีเท้าดีจากเรอัล เบติสและอาจมีเซอร์ไพรส์หากโล เชลโซ่ถูกโขกราคาเกินไปทีมไก่เดือยทองจะขยับไปหาบรูโน่ แฟร์นานเดสตัวรุกสุดฮอตจากสปอติ้ง ลิสบอนแทน

อาร์เซน่อล น่าปวดหัวแทนอูไน เอเมอร์รี่เพราะแม้จะพาทีมปืนใหญ่เข้าชิงยูโรป้า ลีกได้ในฤดูกาลที่ผ่านมาแต่สโมสรก็ยังจำกัดงบให้ช็อปนักเตะแค่ 40 ล้านปอนด์เท่าฤดูกาลก่อนซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะคว้าตัวนักเตะชั้นดีในตลาดณ.ปัจจุบัน ผจก.ทีมชาวสเปนจึงต้องมองหานักเตะโนเนมโดยทีมยังต้องการกองหลังตัวกลางอย่างน้อย ๆ หนึ่งคนแถมยังอาจต้องเป็นคนที่เล่นตำแหน่งแบ็คซ้ายได้ด้วยเพราะนาโช่ มอนเรอัลกำลังจะหมดสัญญาซึ่งกองหลังที่ตกเป็นข่าวกับทีมปืนใหญ่ก็คือโยอาคิม อันเดอร์เซ่นจากซามพ์โดเรียในลีกกัลโช่ เซเรีย อา

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แม้จะมีเงินถุงเงินถังแต่แมนฯยูฯกำลังประสบปัญหาโน้มน้าวนักเตะชั้นนำสู่ทีมได้ยาก ส่วนสำคัญก็เพราะไม่สามารถตีตั๋วไปเล่นในรายการ UCL ได้ดังนั้นหากนักเตะมีชื่อสักคนจะย้ายไปร่วมหัวจมท้ายกับทีมจึงต้องอาศัยเม็ดเงินมากกว่าความเป็นจริงทำให้การเจรจากับนักเตะอย่างแฮร์รี่ แม็กไกวร์ คาลิดู คูลิบาลี่ และแอรอน วาน-บิสซาก้า เกิดความยืดเยื้อซึ่งนอกจากกองหลังตัวกลางกับแบ็คซ้าย แมนฯยูฯยังจำเป็นต้องหากองกลางและกองหน้าหากปอล ป็อกบากับโรเมอู ลูกากูย้ายออกจากทีมด้วย

เป้าหมายหลักของ big 6 ในฤดูกาลนี้คือนักเตะที่ทีมต้องการนำมาปรับปรุงจุดอ่อนของทีมในฤดูกาลที่ผ่านมาแม้ทีมที่พร้อมสรรพในขุมกำลังอย่างลิเวอร์พูลกับแมนฯซิตี้เองก็ยังจำเป็นต้องเสริมทีมเพราะในลีกที่การแข่งขันเข้มข้นนี้หากหยุดพัฒนาทีมเพียงนิดเดียวอาจจะถูกทีมอื่นก้าวข้ามไป โดยเฉพาะทีมระดับกลางที่ตอนนี้น่ากลัวไม่แพ้กลุ่ม big 6 เลย

มองวาเลนไทน์ในสนาม เช็คดูโอ้แข้งผีแดง สองคู่ตำนานกระหึ่มทั้งโลก

วาเลนไทน์ผ่านไปแล้ว หลาย ๆ คนคงต้องนึกถึงเรื่องความรักหนุ่มสาวเป็นหลัก แต่ในขอบสนามก็ไม่เว้นเช่นกัน หลังจากที่หลายต่อหลายทีม มีแข้งที่เป็นคู่ดูโอ้ที่เล่นในสนามได้อย่างเข้าขา ถึงพริกถึงขิง แค่มองตาก็รู้ว่าอีกคนนั้นจะทำอะไรต่อไป

บทความนี้จะมาอัพเดทคู่ดูโอ้ในสนามของทีมผีแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เราจะมาดูแม้กระทั่งในส่วนการบริหารของทีมผีแดง ที่สามารถพาทีมเข้าสู่ยุคที่รุ่งโรจน์ที่สุด  อย่างคู่หูที่เป็นเทรนเนอร์ของทีมอย่าง “แมตต์ บัสบี้” เข้ามาคุมทีมและมีผู้ช่วยอย่าง “จิมมี เมอร์ฟี” ในการคุมทีมผีแดงยุค 1946 ซึ่งใครจะคิดว่าก่อนหน้านี้ทีมผีแดงยังไม่ได้คว้าแชมป์มากว่า 35 ปี เลยทีเดียว แต่เมื่อทั้งสองเข้าในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของทีม ทั้งสองสามารถที่จะปฏิวัติทีมผีแดง จนสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้

จอร์จ เบสต์, เดนิส ลอว์ และ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ก็เป็นสามคู่หูสำคัญของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สามารถทำผลงานในสนามได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งทั้งสามรายนั้นต่างก็เป็นแข้งของอะคาเดมีของ แมตต์ บัสบี้ และ จิมมี เมอร์ฟี กระทั่งเดนิส ลอว์ สามารถคว้ารางวัลบาลงดอร์ มาครองได้ในปี 1962 โดยสถิติเมื่อทั้งสามลงสนามแล้ว สามารถที่จะทำประตูกว่า 665 ประตู เลยทีเดียว

ต่อมาเป็นในรายของไรอัน กิกส์ ปีกพ่อมดชาวเวลล์ กับ เจ้าพ่อการวางบอลยาวอย่างพอล สโคลส์ อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษ ที่ทั้งสองเล่นได้อย่างยาวนานกับสโมสรแห่งนี้ ซึ่งเซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตันเอง ก็ยังออกมาเปรยว่า เขารู้สึกชื่นชมในผลงานของทั้งสองเมื่อยามที่ลงสนามด้วยกัน ทั้งสองแข้งเล่นได้อย่างเข้าใจลึกซึ้งเป็นอย่างมาก และนัดที่เร้าใจที่สุดนั่นคือการที่ทั้งสองช่วยให้ทีมผีแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะทีมสเปอร์ แล้วสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก อังกฤษได้สำเร็จในปี 2002/2003

แอนดี้ โคล และ เดอะไวท์ ยอร์ค สองตัวผู้เล่นตัวฉมังเวทย์ ที่แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงรู้จักกันดี สามารถสร้างสถิติในการทำประตูได้อย่างถล่มทลาย และถือเป็นกองหน้าที่เข้าขาที่สุดที่เคยมีมา แม้ว่าทั้งสองแข้งอยู่ในสนามฝึกซ้อมจะไม่เข้าขาเท่าไหร่ แต่เมื่อยามลงสนาม กลับเป็นคู่เท้าที่อันตรายมากที่สุดของทีมผีแดงก็ว่าได้ จากผลงาน 53 ประตูที่ทั้งคู่ได้ทำร่วมกัน ถือเป็นสิ่งที่สามารถสร้างทีมผีแดงให้รู้จักกันทั่วโลกมาจนทุกวันนี้

คู่สุดท้ายเป็นคู่ของ ริโอ เฟอร์ดินานด์ และ เนม่านย่า วิดิช สองแข้งปราการหลังที่ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดของทีม   ทีมผีแดงในยุคนั้น เรียกได้เลยว่าแข็งแกร่งทั้งรับและรุก จนสามารถคว้าแชมป์ลีกมาครองได้ในปี 2006-2009 ภายใต้การคุมทีมของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก่อนที่จะวางมือลาวงการไป พร้อมผลงานที่สร้างความสำเร็จมากมายให้สโมสร

 

สายฟ้าแล่บ เวงเกอร์เตรียมทาบโอบาเมย็อง แทนซานเชซ เสริมคมแดนหน้า

สื่อสำนักข่าวตามประเทศได้ออกมารายงานว่าทีมปืนใหญ่ อาร์เซนอล พยายามอย่างหนักเพื่อคว้าตัวแพทเรีย เอเมอริค โอบาเมย็อง กองหน้าของทีม เสือเหลือง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมดังแห่งลีกเยอรมัน หลังจากอเล็กซิส ซานเชซ กองหน้าคนเก่งปันใจย้ายไปยังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเมื่อไม่นานมานี้

เป็นเรื่องหนักสำหรับอาร์เซน เวงเกอร์ กุนซือจอมเก๋าของอาร์เซนอล หลังจากต้องสูญเสียกองหน้าของทีมออกไป   แม้จะได้ เฮนริค มคิทาร์ยาน กองหน้าจากทีมผีแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาแล้วก็ตาม อีกทั้งกองหน้าที่มีอยู่ อย่างแดนนี เวลเบ็ค และ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ก็ไม่สามารถที่จะฝากความหวังได้มากสักเท่าไหร่ หลังจากที่ทั้งคู่ไม่ค่อยซัดประตูให้กับทีมต้นสังกัด ไม่เหมือนตอนที่ซานเชซ กองหน้าชาวชิลียังอยู่ ที่ดูเหมือนว่าแฟนบอลอาร์เซนอลสามารถฝากความหวังได้เพียงคนเดียว ส่งผลให้อาร์เซน เวงเกอร์ กุนซือทีม จำเป็นที่ต้องหาตัวแทนคนใหม่ เข้ามาเสริมทีมอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้ทีมอาร์เซนอล มีข่าวผัวพันและต้องการคว้าตัวโอบาเมย็อง กองหน้าดอร์ทมุนด์ เข้ามาเสริมทีมก่อนที่ตลาดนักเตะจะปิด เพื่อเสริมความแข่งแกร่งในแนวรุกให้มากขึ้น แต่นั้นการที่จะได้โอบาเมย็อง ทีมอาร์เซนอลต้องรับข้อเสนอ แลกตัวโอลิวิเยร์ ชิรูด์ แล้วเพิ่มเงินค่าตัวขึ้น เพื่อที่จะได้คว้าตัวนักเตะชาวกาบองรายนี้เข้ามาเสริมทีม ซึ่งมีรายงานออกมาอีกว่าทางทีมงานสต๊าฟของทีมอาร์เซนอลได้เดินทางไปยังเมืองเบียร์ เพื่อเจรจาในการคว้าตัวนักเตะแล้ว

ทางด้านโอบาเมย็อง มีข่าวว่าต้องการย้ายทีมออกจากต้นสังกัดมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่านักเตะวัย 28  ปีรายนี้ ต้องการย้ายไปยังแดงมังกร เพื่อค้าแข้งแลกเงินหยวนในลีกจีน แต่เรื่องก็เงียบหายไป ส่วนการย้ายทีมไปยังทีมอาร์เซนอล มีความเป็นไปได้อย่างมาก เนื่องจากเจ้าตัวเองก็ต้องการย้ายไปค้าแข้งเพื่อไปหาความท้าทายใหม่ อีกทั้งสไตล์การเล่นของนักเตะรายนี้ ก็เหมาะสมกับทีมปีนใหญ่ อาร์เซนอล เพราะมีวิธีการเล่นที่คล้าย ๆ กัน กับระบบของทีมเดิมอยู่แล้ว เชื่อว่าโอบาเมย็อง น่าจะแพ็คกระเป๋าเตรียมย้ายทีมไปยังลีกอังกฤษในช่วงตลาดรอบสองปิดลงอย่างแน่นอน

และก็เป็นไปตามคาด ไม่ต้องให้แฟน ๆ ต้องรอนาน อาร์เซน เวงเกอร์ กุนซือมากประสบการณ์สามารถเกลี้ยกล่อม ให้นักเตะรายนี้เข้ามายังเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมได้สำเร็จแล้ว แฟนบอลเดอะ กันเนอร์ส คงต้องติดตามและให้เวลาเขาได้ปรับตัว รอเวลาระเบิดฟอร์มเก่งต่อไป

 

คล็อปป์ยังนิ่ง ตลาดรอบสอง  หลังคูตี้ย้ายตามฝัน เชื่อปั้นออกซ์เลดจนจบซีซั่นแน่

เมื่อช่วงต้นซีซั่นที่ผ่านมาหงส์แดง ลิเวอร์พูลทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม อีกทั้งยังมีสไตล์การเล่นที่ชนะใจแฟนบอลอย่างแท้จริง หลังจากที่คล็อปป์เข้ามาคุมทีมนับตั้งแต่สองปีมานี้ แต่ข่าวร้ายของทีมหงส์แดงในช่วงเวลานี้ นั่นคือการที่ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ มิดฟิลด์พ่อมดน้อยได้อย่างออกจากรังแอนฟิลด์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อช่วงตลาดมกราคมเริ่มเปิดการซื้อขาย ส่งผลให้กองทัพเครื่องจักรทีมหงส์แดง สูญเสียจอมทำเกมแดนกลางเป็นอย่างมากเลยทีเดียว แม้ว่าขุนผลนักเตะที่เหลือจะมีทั้งแอดัม ลัลลานา, ออกซ์เลด แชมเบอร์เล และ เอ็มเร่ ชาน ก็ตาม แต่เชื่อว่าแข้งดังกล่าวนั้น ฝีมือยังเทียบคูตินโญ่ไม่ได้เสียด้วยซ้ำ

หากเราดูจากซีซั่นแรก ตอนที่มีคูตินโญ่ลงสนาม เกมรุกทีมหงส์แดงเป็นทีมที่น่ากลัวเป็นอย่างมาก เทียบในลีกแล้วรองแค่ทีมเรือใบ แมนฯซิตี้เท่านั้นเอง หลังจากที่พวกเขาทำผลงานแพ้เพียงแค่สามเกมเท่านั้น อีกทั้งยังมีสไตล์การเล่นที่น่าตื่นเต้นมากที่สุดก็ว่าได้ คูตี้โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ทำทั้งแอสซิสต์ป้อนให้สามแนวรุก ทั้งฟีร์มีโน่, มาเน่ และซาลาห์ ในการทำประตูให้แก่ทีม และยังซัดประตูช่วยทีมมาโดยตลอด แม้ว่าในใจของคูตินโญ่มีข่าวว่าต้องการย้ายทีมไปเล่นให้กับ บาร์เซโลนา แต่เขายังโชว์ฟอร์มได้อย่างไม่แผ่วและเป็นมืออาชีพ สมกับการเป็นนักเตะที่จะได้รับการชื่มชมเป็นอย่างมาก สุดท้ายเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมาทีมหงส์แดงก็ปล่อย ยอดมิดฟิลด์จากแซมบ้ารายนี้ไปให้บาร์เซโลนา ด้วยค่าตัว 150 ล้านปอนด์เลยที่เดียว ซึ่งเป็นค่าตัวที่มีสถิติสูงลิ่ว

แม้ว่าทีมหงส์แดงจะสูญเสียคูตินโญ่ไป แต่พวกเขายังมีออกซ์เลด แชมเบอร์เล กองกลางดาวรุ่งของทีมวัย 23 ปี ที่เพิ่งเซ็นต์สัญญาเมื่อช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งแม้ว่าออกซ์เลดยังไม่สามารถเทียบฝีเท้ากับคูตี้ได้ แต่เขามีความแข่งแกร่งพอ   สามารถที่จะเล่นทั้งเกมรับและเกมรุกได้ในเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังมีออฟชั่นของนาบี เกอิต้า กองกลางจากไลป์ซิก ที่จะมาเติมเกมแดนกลางในซีซั่น หลังซื้อนักเตะรายนี้มาร่วมทีมแล้ว คล็อปป์เองก็ไม่อยากที่จะเสียดายงบประมาณ แบบหาตัวแทนแล้วต้องมานั่งปรับให้เข้าระบบทีม แน่นอนเทรนเนอร์ทีมหงส์แดง อาจไม่คว้านักเตะเพื่อมาเสริมทีมในแดนกลาง เพราะ คล็อปป์เองยังมีนักเตะมากมายที่เขาสามารถเรียกใช้งานได้ ทำแค่รอเกอิต้าวัย มาเติมในซีซั่นหน้า และมีของดีอยู่ในทีมแล้ว เชื่อ คล็อปป์จะปั้นออกซ์เลด มิดฟิลด์จนเก่งกว่าคูตี้ได้อย่างแน่นอน

 

ซาลาห์สุดโหด  ฉายฟอร์มเทพคุ้มค่าตัว “คล้อปป์”เชื่อไม่หยุดแค่นี้

โชว์ฟอร์มได้อย่างคุ้มค่าตัวเหลือเกินสำหรับปีกร่างเล็ก “โมฮัมเหม็ด ซาลาห์” แข้งหงส์แดง ลิเวอร์พูลที่เพิ่งย้ายมาจากหมาป่า โรม่า ลีกดังแห่งอิตาลีเมื่อซีซั่นที่แล้ว

กองหน้าชาวอียิปต์ร่างเล็กรายนี้ร่ายมนต์ ถล่มประตูสุดโหดให้กับทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูลในซีซั่น 2017-2018ไปแล้วอย่างถล่มทลาย หลังจากที่ย้ายมาด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์เศษ ๆ ถือว่าเป็นนักเตะค่าตัวที่สุดคุ้มที่เจอร์เกน คล็อปป์เทรนเนอร์ชาวเยอรมันซื้อมา

โดยที่ผลงานของนักเตะรายนี้สามารถถล่มประตูไปถึง 30 ประตู จากการลงเล่นให้กับทีมต้นสังกัด เพียงแค่ 36 เกมเท่านั้น อย่างไรก็ตามเจอร์เกน คล็อปป์ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่า “เขามีความสำคัญกับทีมเราเป็นอย่างมาก เขาเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเวลานี้” การทำประตูและการโชว์ฟอร์มของเขาสามารถที่จะทำให้เราเป็นผู้ชนะได้เสมอ พวกเราได้พูดถึงเขาแล้วเมื่อช่วงก่อนหน้านั้น ว่าเขามีความพร้อมในทุก ๆ ส่วนของทีมในเวลานี้ เขามีความคมและเฉียบขาด ขณะที่คู่หูของเขาอย่างซาดิโอ มาเน่ ก็เริ่มที่จะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานการเล่นของตนเองแล้ว เขาเป็นผู้เล่นที่ดีเช่นกัน ส่วนฟีร์มีนู เขาทำงานหนักมาอย่างตลอดถือเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทีมเราในเวลานี้”

“โมฮัมเหม็ด ซาลาห์” กองหน้าวัย 25  ปี ถือเป็นนักเตะที่มีความเร็วสูงเป็นอย่างมากคนหนึ่งของสโมสร นับตั้งแต่ที่ลิเวอร์พูลมีปีกความเร็วสูงอย่าง  เฟรด เฟเนเกนท์ ยุคสมัย 1915 ซึ่งถือว่าเป็นผู้เล่นที่มีสไตล์การเล่นที่คล้ายคลึงกัน อีกอย่างความสามารถของแข้งชาวอียิปต์รายนี้ มีทั้งความพลิ้ว ครองบอลแน่น ยากที่คู่ต่อสู้จะแย่งได้ มีความเร็วและสามารถช่วยทีมในเกมรับอีกด้วย ด้วยค่าตัว 36.9 ล้านปอนด์ถือว่าเกินคุ้มสำหรับทีมหงส์แดงเป็นอย่างมาก

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล เคยมีนักเตะอย่างมักซี โรดริเกซ ปีกชาวอาร์เจนไตน์ ที่มีลักษณะการเล่นสไตล์นี้เช่นกันอีก ทั้งแฟนบอลรุ่นสมัยเรา ๆ น่าจะรู้จักกันดี ทว่าแข้งรายนี้ไม่สามารถที่จะโชว์ผลงานได้อย่างเหนือฝีเท้าได้สักเท่าไหร่

กลับมาที่คล็อปป์ เทรนเนอร์ของทีมหงส์แดง เป็นกุนซือจอมแท็คติก ที่สร้างเกมรุกได้อย่างสะใจแฟนบอล เจ้าตัวเองยังเชื่อว่าแข้งชาวอียิปต์รายนี้ สามารถที่จะสร้างผลงานให้แฟนบอลทีมหงส์แดง ได้ทึ่งมากกว่านี้อย่างแน่นอน และสามารถที่จะทำประตูช่วยให้ทีมผงาดคว้าแชมป์สักรายการใดรายการหนึ่งได้ในอีกไม่ช้า แฟนบอลอย่างเราคงต้องลุ้นกันต่อไปว่าลิเวอร์พูลจะคว้าแชมป์ในปีนี้ได้หรือไม่