post

ฟุตบอลโลก 2018 รูปโฉมของการแข่งขันฟุตบอลในปัจจุบัน

            ปิดฉากไปแล้วสำหรับฟุตบอลโลกฉบับรัสเซีย 2018 และฤดูกาลใหม่ของฟุตบอลสโมสรก็เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และทุกท่านก็ทราบกันแล้วว่าใครเป็นนักเตะยอดเยี่ยม ใครทำผลงานได้น่าผิดหวังกับทัวร์นาเมนต์ใหญ่ 4 ปีมีครั้ง และสิ่งหนึ่งที่เด่นชัดขึ้นมานอกจากความมันส์ในการฟาดแข้ง นั่นคือ “ทีมชาติส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ พัฒนาฝีเท้าและแผนการเล่นจนเทียบเท่ากันเกือบหมดแล้ว” เพราะสกอร์ในหลายเกมส์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการยิงเปรี้ยงปร้างผลิตประตูกันเยอะ ๆ เหมือนฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้ เช่น ฝรั่งเศส 2-1 ออสเตรเลีย จะว่าเป็นแมตช์เปิดตัวของฝรั่งเศสที่ยังไม่ฟิตก็ได้ แต่กว่าจะเข่นออสซี่ลง แชมป์โลกปีล่าสุดถึงกับหืดจับ ต้องอาศัยจุดโทษนาทีที่ 58 และการทำเข้าประตูตัวเองของฝั่งออสเตรเลียนาทีที่ 81 ฝรั่งเศสถึงจะสามารถคว่ำทีมที่ไร้ดาราในฟุตบอลยุโรปอย่างออสเตรเลียลงได้

หรือเกมส์ระหว่างสเปนกับโมร็อคโก 2:2 อีกทั้งสเปนชนะอิหร่าน ด้วยสกอร์ 0:1 ด้วยความยากลำบาก หรือเกมส์ช็อคโลกที่เกาหลีอัดทีมอย่างเยอรมันไป 2:0 รวมถึงผลงานที่ก้าวหน้าเป็นอย่างมากของทีมชาติญี่ปุ่น ที่หาญกล้าเอาชนะโคลัมเบีย 1:2 (ทีมชาติจากเอเชียเอาชนะทีมชาติจากอเมริกาใต้ได้เป็นครั้งแรก) และเกือบจะช็อคโลกด้วยการยิงนำหนึ่งในทีมเต็งอย่างเบลเยี่ยมไปก่อน 2 ประตู แต่พลพรรคซามูไรก็ต้านทานทีมยุคทองของเบลเยี่ยมไม่ได้ แพ้ไป 3:2 ถึงอย่างไรก็ตามมันเป็นแมตช์สุดแสนประทับใจที่เกือบต้องเล่นต่อเวลาพิเศษ ซึ่งประตูชัยเกิดขึ้นในนาทีที่ 90+4 จากลูกเคาน์เตอร์แอทแทคของปีศาจแดงแห่งยุโรป และแม้ทีมชาติอิหร่านจะตกรอบคัดเลือก แต่ฟอร์มการเล่นจากทีมชาติแดนอาหรับชาตินี้น่าจะประทับใจแฟนบอลหลายท่าน จากการชนะโมร็อคโก 0:1 แพ้สเปน 0:1 และเสมอโปรตุเกส  1:1

เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิงของฟุตบอลจากประเทศต่าง ๆ ที่ขยับเข้ามาใกล้กันมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ชาติที่กล่าวมาข้างบน แมตช์อื่น ๆ ที่สกอร์อาจจะห่างอยู่บ้าง แต่ทีมที่แพ้ในเกมส์ก็แสดงศักยภาพออกมาได้ดี นั่นแสดงถึงการถ่ายทอดความรู้กลยุทธ์ และทักษะทางด้านฟุตบอลในปัจจุบันนั้นเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่อย่างสมัยก่อนที่ทีมจากเอเชียพบทีมเก่งจากอเมริกาใต้หรือยุโรปทีไรเป็นต้องเตรียมตัวเก็บลูกบอลออกจากก้นตาข่ายตัวเองเป็นประจำ โดยทีมชาติญี่ปุ่นถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด เพราะนอกจากการสร้างสถิติและการสร้างความยากลำบากแก่เบลเยี่ยมแล้ว อากิระ นิชิโนะ เฮดโค้ชทีมอาทิตย์อุทัยคือผู้วางแผนการณ์สร้างเซอไพรส์อย่างแท้จริง เมื่อดูประวัติของโค้ชรายนี้ นับแต่เป็นนักเตะจนถึงรับงานผู้ฝึกสอน เขาอยู่แต่ในญี่ปุ่นมาโดยตลอด ตั้งแต่ค้าแข้งกับสโมสรฮิตาชิ ปี 1978-1990 ทีมเดียวจนเลิกอาชีพนักฟุตบอล และผลงานที่เด่นที่สุดในงานโค้ช ก็คือการพากัมบะโอซาก้า คว้าถ้วยแชมป์ AFC Champion League ในปี 2008 และตัวนิชิโนะเองก็ได้รางวัลเฮดโค้ชยอดเยี่ยมของ AFC Champion League 2008 อีกด้วย คือ ถ้าจะบอกตรง ๆ เฮดโค้ชทีมชาติญี่ปุ่นผู้นี้ ถือเป็นผลิตผลของฟุตบอลทวีปเอเชียอย่างแท้จริง

ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ได้บอกอะไรกับเราแฟนบอลทั้งหลาย สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด นั่นคือ “ความสามารถของนักฟุตบอลไม่ได้ห่างชั้นกันมากเหมือนแต่ก่อนแล้ว” สุดยอดนักเตะอย่างลีโอเนล เมสซี่ ถ้าถูกประกบสัก 3-4 คน ก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน และต่อไป ความเท่าเทียมทางคุณภาพการเล่นฟุตบอลจะถูกขยับเข้ามาใกล้ขึ้นกว่านี้อีก  ขึ้นอยู่กับว่าจะเร็วช้าสักแค่ไหนเท่านั้น