post

การเสียบแบบ Sliding Tackle คืออะไร ?

ในกีฬาฟุตบอลนั้น มักจะมีหลายสิ่งที่แฟนบอล หรือเม้แต่ผู้คนที่เป็นคอบอล นักเตะ และผู้มีใจรักในกีฬาทุกคนนั้นหลงลืม หรือจะเรียกว่ามองข้ามไปก็ได้ ยกตัวอย่าง เช่น การลืมไปว่านายประตูมีความสำคัญขนาดไหนต่อเกมการแข่งขัน เพียงเพราะว่าอยู่ด้านหลังสุด และไม่ค่อยได้เห็นบ่อย ๆ รวมทั้งกองหลัง หรือเกมรับที่แม้ว่าไม่เท่ แต่ก็มีความสำคัญเสียสละอย่างมากต่อทีมโดยรวม และที่จริงกองหลัง แม้จะไม่ได้ ตีลังกายิง หรือโชว์ทักษะสุดยอดในการเลี้ยงบอลบ่อย ๆ แต่ก็มีความเท่ห์ไม่หยอกในตัวเอง และสิ่งที่เท่ห์ที่สุดของกองหลังคงหนีไม่พ้น การเสียบสกัดแบบ Slide Tackle แต่ทักษะที่ว่านี้คืออะไร และจะทำได้อย่างไรบ้าง เราไปดูกัน

การ Slide Tackle คืออะไรกันแน่

แม้จะเคยเห็นในทีวีบ่อย แต่ความหมาย ก็คือการ Tackle หรือการเข้าปะทะรูปแบบหนึ่งในเกมฟุตบอล โดยการใช้ขายืดออกไปเพื่อจะดันหรือเตะบอล หรือบางทีแม้แต่จะเพียงแค่หยุดบอล จากการควบคุมบอลของอีกฝ่ายหนึ่ง บ่อยครั้งการสกัดแบบนี้เรียกว่า Sliding ด้วย ก็เพราะว่า เมื่อมีการวิ่งไล่หรือกวดบอลแข่งกันระหว่างกองหลัง และกองหน้าทีมตรงข้าม กองหลังส่วนมากจะต้องใช้การนอนล้มตัวและไหลไปด้วยแรงดัน เพื่อส่งให้ตัวเอง กับขาที่ยื่นออก ไม่ว่าข้างเดียวหรือสองข้างนั้น ไปถึงตัวผู้ครองบอลถึง โดยที่ไม่ต้องแซงไปดักหน้านั่นเอง ซึ่งจะทำให้มีประสิทธิภาพกว่าในการสกัด หรือป้องกันวินาทีสุดท้ายด้วย

แล้วถ้าอย่างนั้นเราจะหัด Slide Tackle ได้อย่างไรบ้าง

อย่างแรกสุดที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ต้องคิดก่อนว่า การเสียบสไลด์นั้นมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บของตัวเอง ที่เกิดจากการหล่นทับหรือผิดพลาด และการบาดเจ็บของคนเลี้ยงบอลหากกะจังหวะผิด นอกจากนั้นการสไลด์เสียบ ควรจะเป็นตัวเลือกสุดท้ายเลยที่กองหลังจะเลือก เพราะเมื่อพลาดขึ้นมาโอกาสเสียประตูมีสูง ในสถานการณ์ปกตินั้นการยืนสกัดหรือเข้าปะทะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย และดีกว่าเสมอ

ถ้าพร้อมจะ Slide Tackle แล้วสิ่งที่ต้องทำคือ

สิ่งแรกกะจังหวะให้ดี เคล็ดลับคือเมื่อกองหน้าเลี้ยงบอลอยู่ในจังหวะกระชาก หรือแตะบอลไปข้างหน้า แล้วกำลังจะตามไปเลี้ยง นั่นแหละคือช่วงที่ดีที่สุดที่จะสไลด์ไป เพราะมีโอกาสสูงกว่าระหว่างคนที่แยกกับบอลอยู่ นอกจากนั้นจำไว้ว่า ถ้าขาข้างไหนถนัดให้ใช้ข้างนั้น เพื่อให้ไปถึงเร็วที่สุด นอกจากนั้นให้อีกข้างหุบและงอไว้ข้างหลังเพื่อสมดุล อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การมองบอลตลอดเวลาไม่ใช่คน และสุดท้ายความนิ่งคือสิ่งสำคัญที่สุด นักเตะที่นิ่งจะทำให้ทุกอย่างช้าลงและผิดพลาดน้อยที่สุด   ตอนนี้ถ้าพร้อมแล้ว ขอเชิญให้ทุกคนลองเล่นกองหลังและลอง Slide Tackle กันไปเลย

 

post

มารู้จักตำแหน่งที่เรียกว่ากองกลาง Box To Box กัน ?

ในการเล่นฟุตบอลนั้น ตำแหน่งที่มีความซับซ้อน และหลากหลายที่สุดในสนาม คงจะเป็นตำแหน่งอื่นใดไปไม่ได้ นอกจาก กองกลาง เพราะว่ามีทั้งกองกลางที่เป็น ตัวรุก ตัวรับ และเป็นทั้งตรงกลางสนามและด้านข้าง มีทั้งกองกลาง Play Maker และมีทั้ง Destroyer นี่ทำให้ฟุตบอลมีความลึกซึ้ง มีความซับซ้อนแต่ก็มีเสน่ห์สามารถดึง เอารายละเอียดของการเล่นเหล่านี้ ออกมาทำเป็นแทคติกที่หลากหลายแต่ก็น่าสนใจ และหนึ่งในตำแหน่งกองกลางที่มากมายนี้ ตำแหน่งหนึ่งที่แทบจะไม่มีคนพูดถึง หรือแฟนบอลคนไทยแทบจะไม่รู้จักก็คือ กองกลาง Box To Box นั่นเอง วันนี้เราจะได้ไปดูกันว่าตำแหน่งนี้คืออะไรและเล่นอย่างไร

ชื่อของ Box To Box มาจากไหน

ก่อนอื่นชื่อนี้แปลเป็นภาษาไทยตามตัวว่า จากกรอบเขตโทษหนึ่ง ไปถึง อีกกรอบเขตโทษหนึ่ง เพราะว่า Box แปลว่ากรอบเขตโทษในเกมฟุตบอล พูดแบบนี้แล้วหลายคนน่าจะพอเดาออกแล้วว่า ทำไมกองกลางตำแหน่งนี้ถึงได้ชื่อนี้ คำตอบคือ นักเตะคนนี้จะต้องคอยวิ่งจากฝั่งตัวเองในจังหวะเกมรับ และเมื่อทีมไปบุกอีกฟาก ก็ต้องวิ่งตามไปสนับสนุนการบุกอีกเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อจะช่วยการครองบอลของทีม โดยที่มีจำนวนนักเตะพอเพียงเสมอในทุกสถานการณ์ และทุก ๆ พื้นที่ของสนามนั่นเอง และการจะไปมา ๆ แบบนี้ ก็คงจะเดาได้ว่า ต้องมีความอึดและความแข็งแกร่งด้านร่างกายไม่มากก็น้อยเลย เค้าต้องทำงานหนัก เสียสละ และไม่ยอมแพ้ นี่แหละตำแหน่งที่ว่านั่นเอง

แล้วตำแหน่งนี้ต้องทำอะไรบ้าง

กองกลางตำแหน่งนี้ เป็นเหมือนกับรวมกองกลางตัวรุก-รับ และ Play Maker เข้าไว้ในคนเดียวกัน ในเกมรับเค้าต้องช่วยไล่บอล กันการส่ง และแย่งบอลกลับมาตามตำแหน่งต่าง ๆ การเข้าปะทะและการหยุดเกมก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนจากรับเป็นรุก แต่การเปลี่ยนนี้ไม่ได้หมายถึงการเป็นผู้นำ แต่เป็นคนสนับสนุนในเกมรุกมากกว่า ทำให้เค้าไปถึงกรอบเขตโทษหรือ Box อีกฝั่งช้ากว่าคนอื่น แต่ก็คอยรับบอลและเคลื่อนบอลไปทั่ว และถ้ามีจังหวะก็จ่ายบอลและยิงไกลได้ด้วย บางคนเล่นตำแหน่งนี้มีความสามารถในการทำเกมมากกว่าคนอื่น จึงดูคล้ายนักเตะหมายเลข 10 ไปโดยปริยาย  ตำแหน่งนี้มีความสำคัญ เพราะว่าความสารพัดประโยชน์ จนทำให้บางทีมใช้ นักเตะ 2 คน ทีเดียวในตำแหน่งนี้ ยืนคู่กัน เช่น เยอรมัน ในบอลโลกปี 2014  ทำให้เรานึกภาพออกว่า ตำแหน่งนี้เป็นตัวหลักของทีมที่ขาดไม่ได้ ขนาดที่ว่านึกอะไรไม่ออกก็ส่งมาที่ Box To Box ได้เลย ที่จริง ตำแหน่งนี้ โด่งดังขนาดที่ มีการยกเลิกตำแหน่ง กองกลางตัวรับ ไปเลย เพื่อเปลี่ยนมาใช้ตำแหน่งนี้แทน หลังจากที่แผน 4-3-3 ถูกใช้น้อยลง

หวังว่าความรู้ที่มากขึ้นเช่นนี้ ของตำแหน่ง Box To Box จะช่วยให้แฟน ๆ และเพื่อน ๆ หันมาพูดถึง และเล่นบอลกันด้วยการแย่งกันเป็นกองกลางตำแหน่งนี้กันมากขึ้น มั่นใจได้ว่าเกมจะสนุกขึ้นมากแน่นอน   

 

post

อาร์เซน เวงเกอร์ ลาออก หรือ ถูกไล่ออก?

สำหรับแฟนบอลพรีเมียร์ลีก และโดยเฉพาะแฟนบอลของทีมไอ้ปืนใหญ่ อาร์เซ่นอล เดือนเมษายนปี 2018 คงจะเป็นปีที่มีความสำคัญและต้องจดจำไปอีกนานทีเดียว เพราะว่านี่คือปีที่ตำนานผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศส นามว่า อาร์แซน เวงเกอร์ ได้ประกาศลาออก ลงจากเก้าอี้ที่นั่งคุมทีมมาอย่างยาวนานถึง 22 ปี ในที่สุดก็ปิดฉากความสำเร็จที่ยาวนานของเค้ากับสโมสร และยังเป็นการอำลาทีมแบบกะทันหันด้วย เนื่องจากเค้ายังเหลือสัญญาอีกถึง 1 ปี คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้น และมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในหมู่แฟนบอล ว่าเวงเกอร์นั้นได้สละตำแหน่งด้วยการลาออกอย่างเต็มใจ หรือทว่านี่คือการถูกไล่ออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหันกันแน่ วันนี้เราจะมาเจาะลึกเบื้องหลังกัน

ข้อมูลหลักฐานแรกจากแฟนบอล

หลักฐานที่มองเห็นได้จากแฟนบอล นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดในการวิเคราะห์ ดังเห็นได้จาก การที่มีแฟนบอลกลุ่มหนึ่งไม่พอใจเวงเกอร์มานานหลายปีแล้ว หลังจากที่เค้าทำได้แค่จบอันดับ 4 ของลีก และได้เพียงแชมป์ เอฟเอ คัพ เท่านั้น และไม่เคยได้แชมป์ลีกสูงสุดเลยตั้งแต่ครั้งสุดท้ายเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว มีแผ่นป้าย ใบปลิว บอร์ด และกระดาษเล็กใหญ่ พร้อมข้อความว่า “Wenger Out” อย่างชัดเจน ชูกันจากสนามและบนที่นั่ง เกือบแทบทุกเกม ด้วยความไม่พอใจที่เค้าไม่ยอมลาออก และออกไปซะที  ที่จริงมีการโชว์ป้ายเช่นนี้จากแฟนบอลทั่วโลกผ่านทางข่าว ในสถานที่อื่น เช่น การเดินขบวนประท้วง หรือ การแข่งโอลิมปิก เรียกได้ว่าไม่เกี่ยวอะไรกันเลย แต่แฟนบอลก็ยังหาโอกาสไล่เวงเกอร์เรื่อย ๆ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ จำนวนแฟนบอลในสนามที่น้อยลง ๆ และไม่มาชมเกมในปีหลัง ๆ เพราะเหนื่อยหน่ายกับผลงานทีม

ผลงานในสนาม

หลักฐานที่น่าคิดอีกเรื่องคือ ถึงแม้ว่าจะมีแฟนบอลที่ภักดิ์ดีและรักในตัวของเวงเกอร์มากไม่เปลี่ยนแปลง แต่ผลงานในสนามที่แย่มากและแย่ลงขนาดที่ทำสถิติสุดห่วยมากมายในปีหลัง ๆ มันทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะถูกไล่ออก เพราะความกดดันอยู่แล้ว เช่น การไม่ได้ไปแข่งในรายการ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกติดต่อกันถึง 2 ปี เป็นครั้งแรกในรอบนับสิบปี ซึ่งการคว้าอันดับ 4 ของเวงเกอร์เสมอ ๆ เคยเป็นเหมือนกำแพงด่านสุดท้าย ช่วยให้เค้ามีข้ออ้าง และทำเงินรายได้จากการถ่ายทอดสดให้สโมสรและบอร์ดบริหารเสมอ และที่สำคัญในปีล่าสุด เราจะเห็นว่า สโมสรโดยการนำของ CEO อีวาน กาซิดิส ได้แต่งตั้งบุคคลสำคัญ 2 คน คือ ราอูล ซาห์เนลลี่ ผู้ดูแลอำนวยการด้านฟุตบอล และสเวน มิสลินทาท หัวหน้าแมวมองคนใหม่ทำหน้าที่ควานหาตัวตักเตะและซื้อมาร่วมทีม อันเป็นการแบ่งอำนาจและยึดอำนาจของเวงเกอร์ที่เคยคุมทั้งหมดมาล่วงหน้า

ทั้งหมดนี้ทำให้เรารวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ฟันธงได้เลยว่า สโมสรคงจะบอกเวงเกอร์ว่า จะให้คุณลาออกด้วยตัวเองในปีนี้ หรือหลังสิ้นฤดูกาลเราจะไล่คุณออกให้  คำตอบเรา ๆ คงจะเห็นกันชัดแล้ว

 

post

แผนการเล่น 3-5-2 เล่นอย่างไร  ดีอย่างไร  และจุดอ่อนคืออะไร

แผนการเล่นและแทกติคในเกมฟุตบอลยุคปัจจุบันนั้น มีความก้าวหน้าและปรับเปลี่ยนอยู่เสมอด้วย ความคิดและมันสมองที่ชาญฉลาดของโค้ชระดับโลกมากมาย ทำให้มีการคิดค้นแผนใหม่ๆ เช่น 4-2-3-4 หรือ แผน 4-2-3-1 แบบกองหน้าเป้าที่เรียกว่า False 9 หรือกองหน้าตัวหลอก และได้ใช้แพร่กันโด่งดังในช่วงนี้ แต่กระนั้น ก็มีแผนการเล่นเก่า ๆ ที่มีชื่อเสียง และมีการนิยมใช้เล่นกันอย่างมาก จนทำให้ทีมคว้าแชมป์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เช่น 3-5-2 รวมอยู่ด้วย ดังนั้นในวันนี้คงจะเป็นเรื่องดี ที่เราจะเข้ามาดูเบื้องลึก ที่มาที่ไปของแผน 3-5-2 นี้ กันหน่อย โดยหวังว่าความรู้ที่มีในบทความนี้จะช่วยให้หลายคนชมฟุตบอลสนุกและลึกซึ้งขึ้น

แผนการเล่น 3-5-2 ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

ตามที่แฟนบอล ๆ พันธุ์แท้สามารถอ่านแผนการเล่นได้อย่างง่า ยๆ และคุ้นเคย จะทราบว่าตัวเลข 3 และ 5 และ 2 ในแผน 3-5-2 นั้นมาจาก การมีกองหลัง 3 คน กองกลาง 5 คน และกองหน้า 2 คนนั่นเอง

กองหลัง 3 คนนั้น เป็นจุดเด่น เพราะแทนที่จะเล่นระบบกองหลัง 4 คนเรียงกัน และมีกองหลังตัวกลาง 2 ตัว แต่กลับมา 3 คนยืนด้วยกันเลย และยกเลิกฟูลแบ็คด้านข้างออก นี่ทำให้ทีมดูรัดกุมขึ้น เพราะกองหลังทั้ง 3 จะมีความยืดหยุ่น มีคนเพิ่มมาเพื่อคอยช่วยซ้อนกัน และคุมพื้นที่ในกรอบเขตโทษได้อย่างมิดชิดรัดกุมขึ้นนั่นเอง

แต่เลข 5 ต่อไปนี้แหละที่น่าสนใจไม่น้อยเพราะว่า แผนนี้มีตำแหน่ง วิงแบ็ค 2 ข้าง ซ้ายขวาเข้ามาเสริมแทนที่ฟูลแบ็ค โดยจะดันขึ้นไปสูงกว่าปกติ ทำหน้าที่รับและรุกได้อย่างอิสระมากขึ้น ขึ้นลงด้านข้างโดยให้อิสระขึ้นสุด แต่ลงมาไม่สุดทำให้เปิดบอลด้านข้างบ่อยขึ้นและสอดขึ้นไปยิงได้มากกว่าเดิม และสุดท้ายการมีกองหน้า 2 คนโดยอาจจะเป็นได้ทั้งหน้าคู่ 2 คน หรือ กองหน้าตัวเป้า กับ กองหน้าตัวต่ำก็ได้ ส่งผลให้มีผู้เล่นที่ประสานงานกันแดนหน้าได้ หลากหลาย มากกว่าเดิม ทำให้เกมรุก และ รับ สมดุลกันมากนั่นเอง

จุดแข็งและจุดอ่อนของแผนนี้

จุดแข็งของแผนนี้คือ สามารถปรับใช้ได้กับการเล่นหลากหลายจังหวะ ไม่ว่าจะช้าหรือ เร็ว แม้แต่แนวการเล่นที่เป็นไปตามไอเดียโค้ช และที่สำคัญนักเตะหลาย ๆ แบบ หลายๆ คุ ณสมบัติ สามารถฟิตเข้ากับแผนการเล่นนี้ได้ โดยที่ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากนัก นอกจากนั้นการมีนักเตะเกือบทุกจุดของสนาม ทำให้การถ่ายเทบอลไปได้ทั่วช่วยให้ครองบอลได้ง่าย และยังยืดการเล่นด้านข้างให้กว้างมากเพื่อโจมตี

ส่วนข้อเสียของแผนนี้คือ ช่องว่าง ระหว่าง กองหลังทั้ง 3 กับวิงแบ็ค จะมีช่องโหว่ทั้ง 2 ฝั่ง ทำให้เมื่อไรก็ตามที่กองหลังโดนลากให้หลุดออกจากตำแหน่งในการประกบ หรือไม่ระวังเหม่อลอย และวิงแบ็ค 2 ข้างไม่ได้ไล่ลงมาช่วย จะทำให้ด้านข้างมีที่ว่างกว้างมากกว่ามหาสมุทร และกองหน้ากับปีก ทีมฝั่งตรงข้ามเจาะได้อย่างง่ายสบายจนทำให้ จากเกมรับเหนียว ๆ เปียกยุ่ยได้ทันที

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่าแผนการเล่นที่ดีต้องอาศัยวินัยและความสามารถของนักเตะควบคู่ไปด้วยเสมอ เพื่อจะประสบความสำเร็จได้นั่นเอง

 

post

ทำไมตำแหน่งกองกลางตัวรับถึงสำคัญมากในสนาม ?

เมื่อพูดถึงชื่อนักเตะนามว่า โคล้ด มาเคเลเล่ แล้ว ทุกวันนี้แฟนบอลจะคิดถึงอะไร ถ้าเป็นแฟนบอลที่ไม่ได้ดูบอลบ่อย หรืออาจจะเกิดหลัง 10 ปีล่าสุด ก็อาจจะถามว่าใครหว่าไม่เห็นรู้จักเลย ทีมอะไรกันแน่ ก็ไม่เป็นไรไม่ว่ากัน เพราะว่าเค้าคนนี้แขวนสตั้ดไปเรียบร้อยแล้ว และไม่ได้มีเห็นหน้ากันบนจอทีวีมานานแล้ว แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นแฟนบอลรุ่นเก่าไม่มาก ไม่แก่เกินไปจะต้องรู้จักแน่นอน และอาจจะอุทานด้วยซ้ำว่า นี่มันนักเตะกองกลางตัวรับในตำนานนี่หน่า ทำไมถึงเรียกแบบนี้ และตำแหน่งกองกลางตัวรับ ตัวตัดเกม ที่เรียกว่าตำแหน่งมาเคเลเล่นี้ คืออะไร

ความหมายของตำแหน่งนี้

นี่เป็นหนึ่งในตำแหน่งที่เรียกและทำงานกันตามชื่อตรง ๆ เลย เพราะว่ากองกลางตัวรับ เน้นหนักไปที่การป้องกัน และการยืนตำแหน่งอยู่หน้าแผงกองหลังเป็นหลัก เพื่อทำหน้าที่เหมือนกำแพงอีกชั้นไม่ให้บอลอันตรายได้ผ่านไป และกองหน้ามาถึงกองหลังเร็วเกินไป โดยไม่มีการสกัดกั้นก่อน เค้าเลยทำหน้าที่แย่งบอล ไล่บอล ปิดตำแหน่ง และบล็อกลูกยิงลูกจ่ายทั้งหมดที่จะผ่านไปถึงเขตโทษของกองหลังได้  ดีไม่ดีบางครั้งถึงกับเป็นกองหลังตัวเสริมในบางสถานการณ์ที่ไม่รู้ตัวเลยก็ได้  และนี่คือสาเหตุที่ว่า ทำไมกองกลางตัวรับ จึงเหมือนคนปิดทองหลังพระ เป็นฮีโร่ที่ไม่มีใครกล่าวถึงในเกมฟุตบอลมากมายเพียงพอนั่นเอง แต่ตอนนี้ เราคงอยาจะรู้ต่อว่า ทำไมตำแหน่งนี้สำคัญ

ทำไมกองกลางตัวรับถึงสำคัญมาก

สาเหตุแรกก็เพราะว่า กองกลางตัวรับ ช่วยปิดช่องว่างระหว่างตำแหน่งต่าง ๆ เช่น ระหว่างกองกลางและกองหลัง หรือระหว่างฟูลแบ็คด้านข้าง และบางทีอาจจะทำหน้าที่แทนกองหลัง เวลาทีมดันขึ้นไปบุก หรือเวลากองหลังถอยลงไปตั้งรับลึก และมีพื้นที่ว่างด้านหน้า ให้เจาะได้ง่ายที่สุด กองกลางตัวรับจะปิดให้ทั้งหมด สาเหตุต่อไปก็เพราะกองกลางตัวรับ จะคอยทำหน้าที่ประกบและหยุดการเล่นของนักเตะหมายเลข 10 หรือเพลย์เมกเกอร์นั่นเอง อย่างที่เห็นบนสนาม ข้างหน้าแผงหลังของเรา ก็คือตำแหน่งของ ตัวทำเกมฝ่ายตรงข้าม แสดงว่ากองกลางตัวรับจะคอยประกบ และตามประกบอัตโนมัติเลย เหตุผลต่อไป คือ กองกลางตัวรับจะคอยเป็นตัวว่าง ให้เพื่อน ๆ จ่ายบอกมาที่จุดตรงกลาง ระหว่างการครองบอล ไม่ว่าจะรับหรือรุก ตำแหน่งนี้จะถูกส่งมาบ่อยที่สุด เพื่อระบายความกดดัน และให้ไม่เสียบอลง่าย ๆ เนื่องจากอยู่ตำแหน่งที่ลึก และอีกจุดหนึ่งที่เป็นข้อดีตามมาคือ เนื่องจากมาจากแนวหลังกองกลางตัวรับจึงสามารถทำเกม คุมจังหวะได้จากแถวไกล ยิ่งถ้ากองหน้าฝั่งตรงข้ามไม่ไล่บอลด้วย และอย่างสุดท้าย กองกลางตัวรับมักจะเป็นนักเตะที่ฉลาด และอ่านเกมได้ดีมาก และยังนิ่งด้วย เช่น อังเดร ปิโล่ ทำให้เค้าเป็นผู้นำที่ดีตรงกลางสนามของทีม

ตอนนี้หลาย ๆ คนที่เคยได้ยินคำว่ามาเคเลเล่ คงจะมีความเข้าใจมากขึ้นถึงงานที่เค้าทำแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแต่การลองไปทำหน้าที่นี้เสียสละเพื่อทีม และทำหน้าที่ปิดทองหลังพระดู แล้วคุณจะสนุกกับมันโดยไมรู้ตัว

 

แล้วเบอร์ 7 บาร์ซ่า คือใครล่ะ หลังคูตี้ คว้าเบอร์ 14 มาสวม

ประเด็นของฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เพลย์เมกเกอร์สตาร์ตัวใหม่ห้องเครื่องทีมบาร์เซโลนา ยังคงเป็นประเด็นคำถามต่อไป  หลังจากที่ย้ายมาจากทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูลเมื่อช่วงตลาดซื้อขายรอบสองเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยที่เจ้าตัวเลือกหมายเลข 14 มาสวมใส่ แต่ประเด็นต่อมาแล้วใครล่ะที่จะเข้ามาสวมเบอร์ 7 ที่จะมาร่วมสร้างตำนานหน้าใหม่ให้กับทีม

ในช่วยแรก “คูตี้” ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ยังไม่ได้ลงสนามช่วยทีมบาร์เซโลนาได้ หลังจากที่เจ้าตัวยังคงมีปัญหาอาการบาดเจ็บ แต่เมื่อเจ้าตัวหายจากอาการบาดเจ็บ ได้ได้ลงสถานเสียทีและสามารถสร้างประตูภายในเสื้อของบาร์ซ่าได้สำเร็จแล้ว เจ้าของค่าตัว 140 ล้านยูโรได้รับเสื้อหมายเลข 14 หลังคาเบียร์ มาเชราโน ปราการทีมชาวอาร์เจนไตน์วัย 32 ปี เตรียมแพ็คกระเป้าย้ายไปค้าแข้งในแดนจีน ส่งผลให้คูตี้ได้รับเสื้อของมาเชราโนมาสวมใส่แทนนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ดี มีสื่อออกมาตั้งขอสังเกตว่าทีมต่างดาวบาร์เซโลนา อาจมีเซอร์ไพรส์ในการคว้าตัวนักเตะดาวดังมายังถิ่นคัมป์นูอีกราย โดยทางสโมสรเองได้เล็งเป้าไปยัง อันโตนี  เครสมันส์ กองหน้าทีมคู่ปรับต่างเมืองแอตมาดริด มาร่วมทีม ซึ่งข่าวนี้หากเป็นจริง ก็อาจจะเป็นไฮไลท์ของทีมในซีซั่นนี้ก็เป็นได้ หลังจากที่สื่อแดนกระทิงต่างคาดการณ์ว่า บาร์ซ่าต้องการนักเตะมาเสริมความโหด เพิ่มความคมในตำแหน่งกองหน้าอีกราย ทั้งนี้ก่อนหน้านั้น เป็นอาร์ดา ทูรัน ที่เป็นเจ้าของหมายเลขเสื้อเบอร์ 7 ที่เพิ่งย้ายออกไปเมื่อช่วงเปิดตลาดซื้อขาย เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยย้ายไปค้าแข้งในลีกบ้านเกิดแดนไก่งวง ตรุกีแทน ซึ่งสื่อจากประเทศสเปนออกมากล่าวว่า ยอดทีมแห่งคาตาลันพร้อมทุ่มเต็มที่ ในการดึงนักเตะรายนี้เข้ามาร่วมทีมโดยที่เครสมันส์ กองหน้าทีมตราหมีวัย 26 ปี มีค่าตัวอยู่ที่ 150 ล้านยูโร หากทีมบาร์เซโลนาต้องการคว้าตัวไปร่วมทีม แม้ว่าก่อนหน้านี้ค่าฉีกสัญญาของนักเตะชาวฝรั่งเศสรายนี้จะอยู่ที่ 170 ล้านยูโรก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามนั้นค่าตัวของเครสมันส์ น่าจะอยู่ที่  88 ล้านยูโรเสียด้วยซ้ำ

ก่อนหน้านี้ทีมผีแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่ให้ความสนใจเป็นอย่างมากในการคว้าตัวนักเตะรายนี้ แต่ทว่าทีมตราหมี แอตมาดริดไม่สามารถซื้อขายนักเตะได้ เนื่องจากโดนโทษแบนจากฟีฟ่า ส่งผลให้ทีมผีแดงคว้าตัวโรเมโร ลูกากู กองหน้าผิวสีจากเอฟเวอร์ตันแทน อย่างไรก็ดีหากดีลนี้เป็นจริง เบอร์ 7 น่าจะไม่พ้นอันโตนี  เครสมันส์ อย่างแน่นอน

 

มันจริงหรือ หลังมีข่าววงใน เนย์มาร์พร้อมหนีปารีส ย้ายซบราชัน ชุดขาวซีซั่นหน้า

ความเป็นไปได้นั้นอาจจะไม่มีก็เป็นได้ หลังจากที่เนย์มาร์ สตาร์ดังแซมบ้าเพิ่งย้ายไปค้าแข้งให้กับทีมปารีส แซงค์ แชก แมงค์ ด้วยค่าตัวสถิติโลกที่ค่าตัวเกือบ 250 ล้านยูโร หลังจากที่ขอย้ายจากทีมบาร์เซโลนาเมื่อช่วงซีซันที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามหากทีมราชันชุดขาวเรอัล มาดริด ทีมจากลีกดังแห่งลาลีกาสเปน ต้องการคว้าตัวนักเตะรายนี้กลับมาเล่นในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาบิวนั้น อาจจะไม่เป็นตามบทวิเคราะห์จากสื่อต่างประเทศที่มีข่าวออกมา ว่าต้องการคว้าตัวนักเตะรายนี้เข้ามาเสริมทีม และพร้อมที่จะจ่ายเม็ดเงินอย่างมหาศาลแก่ปารีส แซงค์ แชก แมงค์ ทั้งนี้เนื่องจากมีข่าวออกมาว่าเนย์มาร์ไม่พอใจกับการเล่นในลีกฝรั่งเศสสักเท่าไหร่ และพร้อมที่ย้ายกลับไปค้าแข้งในลีกสเปนอีกครั้ง

รายงานนี้เป็นจริงเมื่อสื่อจากฝรั่งเศสเป็นผู้ที่เผยแพร่ข่าวออกมาเอง อีกทั้งเมื่อเทียบจากค่าเหนื่อยของเนย์มาร์สูงเป็นอันดับที่สอง รองจากเมสซี่ โดยที่เขาได้รับอยู่ในเวลานี้ที่ 30 ล้านยูโรต่อปี ขณะที่เมสซีอยู่ที่ 50 ล้านยูโรต่อปี อันดับสามเป็นของคริสเตียโน โรนัลโดที่ได้รับค่าเหนื่อยในเวลานี้อยู่ที่ 21ล้านยูโร ซึ่งค่าเหนื่อยที่เนย์มาร์ได้รับนั้นทีมราชันชุดขาวเรอัล มาดริด สามารถที่จะจ่ายได้สบาย

หากข่าวเนยมาร์ แข้งจอมเทพชาวบราซิเลียนต้องการย้ายออกจากลีกเอิง ฝรั่งเศสจริง เชื่อว่าฟลอเรนตีโน เปเรซประธานสโมสรทีมราชันชุดขาว พร้อมทุ่มเงินอย่างแน่นอน เนื่องจากพวกเขายังมีกำไรถึง 150 ล้านยูโร จากการปล่อยตัวนักเตะอย่าง ดานิเอโล , มาเรียโน และมอราตา เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา อีกทั้งเวลานี้ยังไม่แน่ใจสถานการณ์ของคริสเตียโน โรนัลโด ซุปเปอร์สตาร์ดังของทีม ที่มีข่าวออกมาแว่ว ๆ ว่านักเตะพร้อมที่จะย้ายออกในซีซั่นหน้า ส่งผลให้ทีมราชันชุดขาวมีเงินก้อนโตสามารถคว้าตัวได้อย่างแน่นอน หากโรนัลโด้ได้ย้ายออกไปจริง

และเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเนย์มาร์ไม่ยอมให้เอดิสัน คาวานี กองหน้าตัวเก๋าของทีมยิงจุดโทษ ในนัดที่ ปารีส ฯ ยำถล่มเละ ติฌง ถึง 8-0 ซึ่งในนัดดังกล่าวนั้นหากคาวานียิงประตูดังกล่าวได้ จะเป็นสถิติการทำประตูสูงสุดของสโมสร  ส่งผลให้เนย์มาร์ ได้รับการโห่ร้องจากแฟนบอลในสนามที่ไม่พอใจ เพราะแฟนบอลเองก็ต้องการให้เอดิสัน คาวานี ยิงในนัดดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามปารีส ฯ ทำได้กว่า 106 ประตูในซีซั่นนี้ โดยมาจากผลงานของเนย์มาร์ที่ทำไป 24 ประตู 16 แอสซิสต์, เอดิสัน คาวานี 26 ประตู  5แอสซิสต์ และ เอ็มบัปเป้ 15 ประตู 13 แอสซิสต์ ซึ่งเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามหากเนย์มาร์ ย้ายไปค้าแข้งในลีกสเปนจริงในซีซั่นหน้า ถือเป็นการย้ายทีมของซุปเปอร์สตาร์ดังของโลก โดยใช้เวลาในการเล่นให้ทีมต้นสังกัดใหม่อย่างปารีสต์ฯ เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้นเอง

 

มองวาเลนไทน์ในสนาม เช็คดูโอ้แข้งผีแดง สองคู่ตำนานกระหึ่มทั้งโลก

วาเลนไทน์ผ่านไปแล้ว หลาย ๆ คนคงต้องนึกถึงเรื่องความรักหนุ่มสาวเป็นหลัก แต่ในขอบสนามก็ไม่เว้นเช่นกัน หลังจากที่หลายต่อหลายทีม มีแข้งที่เป็นคู่ดูโอ้ที่เล่นในสนามได้อย่างเข้าขา ถึงพริกถึงขิง แค่มองตาก็รู้ว่าอีกคนนั้นจะทำอะไรต่อไป

บทความนี้จะมาอัพเดทคู่ดูโอ้ในสนามของทีมผีแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เราจะมาดูแม้กระทั่งในส่วนการบริหารของทีมผีแดง ที่สามารถพาทีมเข้าสู่ยุคที่รุ่งโรจน์ที่สุด  อย่างคู่หูที่เป็นเทรนเนอร์ของทีมอย่าง “แมตต์ บัสบี้” เข้ามาคุมทีมและมีผู้ช่วยอย่าง “จิมมี เมอร์ฟี” ในการคุมทีมผีแดงยุค 1946 ซึ่งใครจะคิดว่าก่อนหน้านี้ทีมผีแดงยังไม่ได้คว้าแชมป์มากว่า 35 ปี เลยทีเดียว แต่เมื่อทั้งสองเข้าในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของทีม ทั้งสองสามารถที่จะปฏิวัติทีมผีแดง จนสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้

จอร์จ เบสต์, เดนิส ลอว์ และ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ก็เป็นสามคู่หูสำคัญของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สามารถทำผลงานในสนามได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งทั้งสามรายนั้นต่างก็เป็นแข้งของอะคาเดมีของ แมตต์ บัสบี้ และ จิมมี เมอร์ฟี กระทั่งเดนิส ลอว์ สามารถคว้ารางวัลบาลงดอร์ มาครองได้ในปี 1962 โดยสถิติเมื่อทั้งสามลงสนามแล้ว สามารถที่จะทำประตูกว่า 665 ประตู เลยทีเดียว

ต่อมาเป็นในรายของไรอัน กิกส์ ปีกพ่อมดชาวเวลล์ กับ เจ้าพ่อการวางบอลยาวอย่างพอล สโคลส์ อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษ ที่ทั้งสองเล่นได้อย่างยาวนานกับสโมสรแห่งนี้ ซึ่งเซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตันเอง ก็ยังออกมาเปรยว่า เขารู้สึกชื่นชมในผลงานของทั้งสองเมื่อยามที่ลงสนามด้วยกัน ทั้งสองแข้งเล่นได้อย่างเข้าใจลึกซึ้งเป็นอย่างมาก และนัดที่เร้าใจที่สุดนั่นคือการที่ทั้งสองช่วยให้ทีมผีแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะทีมสเปอร์ แล้วสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก อังกฤษได้สำเร็จในปี 2002/2003

แอนดี้ โคล และ เดอะไวท์ ยอร์ค สองตัวผู้เล่นตัวฉมังเวทย์ ที่แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงรู้จักกันดี สามารถสร้างสถิติในการทำประตูได้อย่างถล่มทลาย และถือเป็นกองหน้าที่เข้าขาที่สุดที่เคยมีมา แม้ว่าทั้งสองแข้งอยู่ในสนามฝึกซ้อมจะไม่เข้าขาเท่าไหร่ แต่เมื่อยามลงสนาม กลับเป็นคู่เท้าที่อันตรายมากที่สุดของทีมผีแดงก็ว่าได้ จากผลงาน 53 ประตูที่ทั้งคู่ได้ทำร่วมกัน ถือเป็นสิ่งที่สามารถสร้างทีมผีแดงให้รู้จักกันทั่วโลกมาจนทุกวันนี้

คู่สุดท้ายเป็นคู่ของ ริโอ เฟอร์ดินานด์ และ เนม่านย่า วิดิช สองแข้งปราการหลังที่ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดของทีม   ทีมผีแดงในยุคนั้น เรียกได้เลยว่าแข็งแกร่งทั้งรับและรุก จนสามารถคว้าแชมป์ลีกมาครองได้ในปี 2006-2009 ภายใต้การคุมทีมของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก่อนที่จะวางมือลาวงการไป พร้อมผลงานที่สร้างความสำเร็จมากมายให้สโมสร

 

สายฟ้าแล่บ เวงเกอร์เตรียมทาบโอบาเมย็อง แทนซานเชซ เสริมคมแดนหน้า

สื่อสำนักข่าวตามประเทศได้ออกมารายงานว่าทีมปืนใหญ่ อาร์เซนอล พยายามอย่างหนักเพื่อคว้าตัวแพทเรีย เอเมอริค โอบาเมย็อง กองหน้าของทีม เสือเหลือง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมดังแห่งลีกเยอรมัน หลังจากอเล็กซิส ซานเชซ กองหน้าคนเก่งปันใจย้ายไปยังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเมื่อไม่นานมานี้

เป็นเรื่องหนักสำหรับอาร์เซน เวงเกอร์ กุนซือจอมเก๋าของอาร์เซนอล หลังจากต้องสูญเสียกองหน้าของทีมออกไป   แม้จะได้ เฮนริค มคิทาร์ยาน กองหน้าจากทีมผีแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาแล้วก็ตาม อีกทั้งกองหน้าที่มีอยู่ อย่างแดนนี เวลเบ็ค และ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ก็ไม่สามารถที่จะฝากความหวังได้มากสักเท่าไหร่ หลังจากที่ทั้งคู่ไม่ค่อยซัดประตูให้กับทีมต้นสังกัด ไม่เหมือนตอนที่ซานเชซ กองหน้าชาวชิลียังอยู่ ที่ดูเหมือนว่าแฟนบอลอาร์เซนอลสามารถฝากความหวังได้เพียงคนเดียว ส่งผลให้อาร์เซน เวงเกอร์ กุนซือทีม จำเป็นที่ต้องหาตัวแทนคนใหม่ เข้ามาเสริมทีมอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้ทีมอาร์เซนอล มีข่าวผัวพันและต้องการคว้าตัวโอบาเมย็อง กองหน้าดอร์ทมุนด์ เข้ามาเสริมทีมก่อนที่ตลาดนักเตะจะปิด เพื่อเสริมความแข่งแกร่งในแนวรุกให้มากขึ้น แต่นั้นการที่จะได้โอบาเมย็อง ทีมอาร์เซนอลต้องรับข้อเสนอ แลกตัวโอลิวิเยร์ ชิรูด์ แล้วเพิ่มเงินค่าตัวขึ้น เพื่อที่จะได้คว้าตัวนักเตะชาวกาบองรายนี้เข้ามาเสริมทีม ซึ่งมีรายงานออกมาอีกว่าทางทีมงานสต๊าฟของทีมอาร์เซนอลได้เดินทางไปยังเมืองเบียร์ เพื่อเจรจาในการคว้าตัวนักเตะแล้ว

ทางด้านโอบาเมย็อง มีข่าวว่าต้องการย้ายทีมออกจากต้นสังกัดมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่านักเตะวัย 28  ปีรายนี้ ต้องการย้ายไปยังแดงมังกร เพื่อค้าแข้งแลกเงินหยวนในลีกจีน แต่เรื่องก็เงียบหายไป ส่วนการย้ายทีมไปยังทีมอาร์เซนอล มีความเป็นไปได้อย่างมาก เนื่องจากเจ้าตัวเองก็ต้องการย้ายไปค้าแข้งเพื่อไปหาความท้าทายใหม่ อีกทั้งสไตล์การเล่นของนักเตะรายนี้ ก็เหมาะสมกับทีมปีนใหญ่ อาร์เซนอล เพราะมีวิธีการเล่นที่คล้าย ๆ กัน กับระบบของทีมเดิมอยู่แล้ว เชื่อว่าโอบาเมย็อง น่าจะแพ็คกระเป๋าเตรียมย้ายทีมไปยังลีกอังกฤษในช่วงตลาดรอบสองปิดลงอย่างแน่นอน

และก็เป็นไปตามคาด ไม่ต้องให้แฟน ๆ ต้องรอนาน อาร์เซน เวงเกอร์ กุนซือมากประสบการณ์สามารถเกลี้ยกล่อม ให้นักเตะรายนี้เข้ามายังเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมได้สำเร็จแล้ว แฟนบอลเดอะ กันเนอร์ส คงต้องติดตามและให้เวลาเขาได้ปรับตัว รอเวลาระเบิดฟอร์มเก่งต่อไป

 

คล็อปป์ยังนิ่ง ตลาดรอบสอง  หลังคูตี้ย้ายตามฝัน เชื่อปั้นออกซ์เลดจนจบซีซั่นแน่

เมื่อช่วงต้นซีซั่นที่ผ่านมาหงส์แดง ลิเวอร์พูลทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม อีกทั้งยังมีสไตล์การเล่นที่ชนะใจแฟนบอลอย่างแท้จริง หลังจากที่คล็อปป์เข้ามาคุมทีมนับตั้งแต่สองปีมานี้ แต่ข่าวร้ายของทีมหงส์แดงในช่วงเวลานี้ นั่นคือการที่ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ มิดฟิลด์พ่อมดน้อยได้อย่างออกจากรังแอนฟิลด์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อช่วงตลาดมกราคมเริ่มเปิดการซื้อขาย ส่งผลให้กองทัพเครื่องจักรทีมหงส์แดง สูญเสียจอมทำเกมแดนกลางเป็นอย่างมากเลยทีเดียว แม้ว่าขุนผลนักเตะที่เหลือจะมีทั้งแอดัม ลัลลานา, ออกซ์เลด แชมเบอร์เล และ เอ็มเร่ ชาน ก็ตาม แต่เชื่อว่าแข้งดังกล่าวนั้น ฝีมือยังเทียบคูตินโญ่ไม่ได้เสียด้วยซ้ำ

หากเราดูจากซีซั่นแรก ตอนที่มีคูตินโญ่ลงสนาม เกมรุกทีมหงส์แดงเป็นทีมที่น่ากลัวเป็นอย่างมาก เทียบในลีกแล้วรองแค่ทีมเรือใบ แมนฯซิตี้เท่านั้นเอง หลังจากที่พวกเขาทำผลงานแพ้เพียงแค่สามเกมเท่านั้น อีกทั้งยังมีสไตล์การเล่นที่น่าตื่นเต้นมากที่สุดก็ว่าได้ คูตี้โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ทำทั้งแอสซิสต์ป้อนให้สามแนวรุก ทั้งฟีร์มีโน่, มาเน่ และซาลาห์ ในการทำประตูให้แก่ทีม และยังซัดประตูช่วยทีมมาโดยตลอด แม้ว่าในใจของคูตินโญ่มีข่าวว่าต้องการย้ายทีมไปเล่นให้กับ บาร์เซโลนา แต่เขายังโชว์ฟอร์มได้อย่างไม่แผ่วและเป็นมืออาชีพ สมกับการเป็นนักเตะที่จะได้รับการชื่มชมเป็นอย่างมาก สุดท้ายเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมาทีมหงส์แดงก็ปล่อย ยอดมิดฟิลด์จากแซมบ้ารายนี้ไปให้บาร์เซโลนา ด้วยค่าตัว 150 ล้านปอนด์เลยที่เดียว ซึ่งเป็นค่าตัวที่มีสถิติสูงลิ่ว

แม้ว่าทีมหงส์แดงจะสูญเสียคูตินโญ่ไป แต่พวกเขายังมีออกซ์เลด แชมเบอร์เล กองกลางดาวรุ่งของทีมวัย 23 ปี ที่เพิ่งเซ็นต์สัญญาเมื่อช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งแม้ว่าออกซ์เลดยังไม่สามารถเทียบฝีเท้ากับคูตี้ได้ แต่เขามีความแข่งแกร่งพอ   สามารถที่จะเล่นทั้งเกมรับและเกมรุกได้ในเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังมีออฟชั่นของนาบี เกอิต้า กองกลางจากไลป์ซิก ที่จะมาเติมเกมแดนกลางในซีซั่น หลังซื้อนักเตะรายนี้มาร่วมทีมแล้ว คล็อปป์เองก็ไม่อยากที่จะเสียดายงบประมาณ แบบหาตัวแทนแล้วต้องมานั่งปรับให้เข้าระบบทีม แน่นอนเทรนเนอร์ทีมหงส์แดง อาจไม่คว้านักเตะเพื่อมาเสริมทีมในแดนกลาง เพราะ คล็อปป์เองยังมีนักเตะมากมายที่เขาสามารถเรียกใช้งานได้ ทำแค่รอเกอิต้าวัย มาเติมในซีซั่นหน้า และมีของดีอยู่ในทีมแล้ว เชื่อ คล็อปป์จะปั้นออกซ์เลด มิดฟิลด์จนเก่งกว่าคูตี้ได้อย่างแน่นอน