post

รำลึกฟุตบอลในความทรงจำของคนเริ่มจะแก่

                ฟุตบอลในช่วงยุค 1990-2000 ต้น ๆ ดูจะเป็นยุคสมัยที่อุดมสมบูรณ์ดาวเตะฝีเท้าฉกาจฉกรรจ์มากมาย นึกแค่พอล แกสคอยน์, อาเรียล ออเตก้า, รุย คอสต้า ก็เป็นพวกที่เข้าขั้นคำว่า “โคตรเก่งแล้ว” เทคนิคลูกเล่นแพรวพราว ดูไม่เคยเบื่อ เสียดายแกเกิดเร็วเกินไป ถ้ามาสมัยนี้ค่าตัวจะเท่าไหร่? คำว่าอัจฉริยะแปะอยู่บนหน้าคนพวกนี้แบบชิล ๆ เป็นแบบเจอคนนี้ว่าเก่งแล้ว ยังมีไอ้คนที่เก่งกว่าอีก เก่ง เก่ง และเก่ง นักเตะระดับพระกาฬ เช่น เดนนิส เบิร์กแคมป์, เธียรี่ อองรี ลองคิดดู สมัยนี้จะหาใครแบบนี้ได้บ้างที่เต็มไปด้วยจินตนาการและประสิทธิภาพ คือคำพูดที่ว่า “นักเตะสมัยนี้เล่นดี 2-3 นัดก็ดังแล้ว” ดูจะเป็นเรื่องจริง และถ้าคนที่เกิดทันและหมกมุ่นกับฟุตบอลสมัยก่อน จะเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่าชื่อของ โรนัลโด้, โรมาริโอ้, โอเว่น เป็นอย่างไร จัดจ้านขนาดไหน และทำผู้คนเป็นบ้าเรื่องฟุตบอลได้กี่ล้านคน หรือดูอย่างกองหน้าฮอลแลนด์ที่แมนยูฯ ซื้อมา ที่ชื่อว่า รุด ฟาน นิสเตลรอย ยี่ห้อการค้าเครื่องจักรถล่มประตู เพราะ “ยิงจนลืม” ลืมว่า เอ้อ นัดนี้นิสเตลรอยจะยิงได้ไหม ลืมไปเลยเพราะแกผลิตประตูแทบทุกนัด ใน 5 ปี ที่พี่รุดอยู่ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด ลงเล่น 150 นัด ยิง 95 ประตู ก็…ไม่ได้เกิน 100 ลูกนะ แต่อย่างนี้แหละมือปืนของแท้ 

การเล่นของโรนัลดินโญ่ ที่แม้อาจจะถือว่าเป็นช่วงท้ายของฟุตบอลคลาสสิคแล้ว พอดินโญ่ย้ายออกจากบาซ่า อะไร ๆ ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไป มีการเล่นฟุตบอลที่เป็นเหตุเป็นผล ใช้แรงมากขึ้น แต่จินตนาการน้อยลง ยังดีที่มีเมสซี่ให้ยังตะลึงในความมหัศจรรย์อยู่เรื่อย ๆ แต่ผู้เล่นที่ใช้ความสร้างสรรค์เยอะ ๆ ดูท่าทางจะเหมือนสัตว์หายากเข้าไปทุกที ยิ่งนักเตะแบบฟรานเชสโก้ ต็อตติ นี่ลืมไปได้เลย นักบอลอิตาลีปี 2018 เฉพาะพวกที่ติดทีมชาติ ดูเหมือนจะห่างกับคำว่า “ระดับโลก” เสียเหลือเกิน กองหลังแบบอเลสซานโดร เนสต้า, เปาโล มัลดินี่ และฟาบิโอ คันนาวาโร่ คงต้องรอให้หนุ่ม ๆ ที่มีอยู่ตอนนี้โตเต็มที่เสียก่อน เพราะนอกจากผลงานการคุมทีมของจาน ปิเอโร เวนตูร่า ฟอร์มผู้เล่นเอาเข้าจริง ก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน เรียกว่าถ้าเข้ารอบไปก็เล่นรอบแบ่งกลุ่มก็น่าจะหืดขึ้นคอแล้ว นักเตะของอิตาลีที่เก่งแบบฝ่ายตรงข้ามต้องจ้องตาไม่กะพริบนั้น ตอนนี้ไม่มีเลย 

นอกจากทีมชาติอิตาลี ทีมชาติฮอลแลนด์ก็ยิ่งกว่า ขาดแคลนผู้เล่นระดับสุดยอดมานาน ดีหน่อยที่กองหลังมีเวอจิล ฟาน ไดจ์ค เซ็นเตอร์แบ็คคุณภาพดีที่ตอนนี้เล่นให้ลิเวอร์พูล ส่วนดาลีย์ บลินด์ และสเตฟาน เด ไฟรจ์ ก็โอเคอยู่ แต่การไปปล่อยไก่ แพ้ให้บัลแกเรีย 2-0 นั้นน่าอดสูยิ่งนัก และการแพ้ให้ฝรั่งเศส 4-0 ในปีเดียวกันอีกนั้นไม่ควรยอมรับอย่างยิ่ง และการที่ไม่สามารถผลิตแนวรุกชั้นแนวหน้าได้เลย ถือเป็นปัญหาหนัก ไม่เฉพาะวงการฟุตบอลฮอลแลนด์เท่านั้น แต่มันส่งผลกับความบันเทิงของแฟนบอลผู้เสพย์ติดความมันส์ลูกหนังอย่างร้ายแรง พึ่งพาร็อบเบนมาหลายปีแล้ว ตอนนี้จัสติน ไคลเวิร์ตเพิ่งขึ้นมา เห็นฟอร์มเล่นกับโรม่าก็ไม่รู้จะไปได้ไกลแค่ไหน นึกถึงตอนไรอัน บาเบิล เป็นตัวจริงของลิเวอร์พูล ตอนนั้นหลายคนก็คิด ว่าฮอลแลนด์นี้ไม่สิ้นคนดี แต่ที่ไหนได้…. บ่น ๆ  ไปแล้ว คิดถึงเดนนิส เบิร์กแคมป์, มาร์ค โอเวอร์มาร์ส, รุด กุลลิต, มาร์โก ฟาน บาสเท่น หรือจะย้อนไปภาพที่เกิดไม่ทันแต่อยากอยู่ในเหตุการณ์ อย่างตอนที่กรรมการกางร่มให้โยฮันน์ ครัฟฟ์ เพราะตอนนั้นกรรมการกลัวลุงครัฟฟ์แกเปียกฝน ความคลาสสิคอย่างที่ว่ามานั้นไม่เห็นในปัจจุบันแล้ว

 

post

เรื่องราวของค่าตัวนักฟุตบอลอันโชติช่วงชัชวาลย์

ค่าตัวเนย์มาร์ที่เป็นตัวเลขสวย ๆ ที่ระบุไว้ 222 ล้านยูโรเมื่อย้ายจากบาเซโลน่าไปสู่ปารีส แซงแชร์กแมง รองลงมาก็คีเลียน เอ็มบัปเป้ อยู่ที่ 180 ล้านยูโร ถ้าเทียบเป็นเงินไทยก็มหาศาลหลายพันล้านบาทอยู่เหมือนกัน สมัยฤดูกาล 1997/1998 โรนัลโด้ R9 ย้ายจากบาเซโลน่าไปอินเตอร์มิลาน ค่าตัวยังประมาณ 19 ล้านยูโรเท่านั้นเอง จนถึงฤดูกาลที่ 2001/2002 สถิติค่าตัวที่แพงที่สุดในโลกจึงกระโดดขึ้นไปถึง 77 ล้านยูโร ด้วยเหตุการณ์ที่รีลมาดริดทุ่มข้อเสนอบ้าคลั่งเพื่อเซ็นสัญญาสุดยอดเพลเมกเกอร์ ซีเนอดีน ซีดาน โดยในฤดูกาลนั้นเองซีดานก็ตอบแทนเม็ดเงินราชันย์ด้วยการวอลเล่ย์นอกกรอบด้วยเท้าซ้าย ให้พลพรรคโลสบลังโกสมีชัยเหนือห้างขายยาไบเออร์เลเวอร์คูเซ่น คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์ไปอย่างงดงาม และเป็นเวลาถึง 8 ปี ที่ค่าตัวสถิติโลกของซีดานไม่สามารถมีใครมาทำลายได้ จนกระทั่งฤดูกาล 2009/2010 รีลมาดริดเจ้าเก่าก็ทุ่มเงินอีกครั้ง ด้วยการคว้าตัว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และเป็นการเซ็นสัญญาที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง เพราะในช่วงเวลาที่โรนัลโด้CR7อยู่ที่รีลมาดริด เขาสามารถพาทีมคว้าถ้วยบิ๊กเอียร์ได้ถึง 4 ครั้ง โดยเฉพาะแชมป์ 3 สมัยซ้อน 2015/2016, 2016/2017, 2017/2018 แต่ทว่าแชมป์ลาลีก้าทำได้เพียง 2 สมัย คือ 2011/12, 2016/17

ยิ่งตอนเอ็มบัปเป้คว้าแชมป์ฟุตบอล 2018 ค่าตัว 180 ล้านยูโร และวัยเพียง 19 ปี เมื่อเทียบกับสถิติของเนย์มาร์ 222 ล้านยูโร ดูท่าทางค่าตัวแพงที่สุดในโลกของเบอร์ 10 ทีมชาติบราซิลคนปัจจุบันจะไม่มั่นคงเสียแล้ว ยิ่งมีเศรษฐีบ้าคลั่งเยอะ ๆ อยู่ ถ้าอีกปีหรือสองปี จะมีทีมไหนมายื่นค่าตัวเอ็มบัปเป้ด้วยเงิน 300 ล้านยูโร น่าจะไม่ไกลเกินความคิดสักเท่าใดนัก หรือจะอัดไป 350 ล้านยูโร ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องของการเสนอซูเปอร์ดีล ลองมาดูค่าตัวนักเตะคุณภาพแต่ชื่อเสียงยังมีไม่มากนัก เช่น ลูคัส ตอเรย์ร่า ที่อาเซน่อลเพิ่งจ่าย 30 ล้านยูโร หรือเจา คันเซโล่ ที่ยูเวนตุส ควักเงิน 40 ล้านยูโร ก็ดูจะเป็นมาตรฐานของกลุ่มนักบอลเก่งแต่ยังไม่ดัง ในส่วนของผู้รักษาประตู สถิติ 52 ล้านยูโรของจานลุยจิ บุฟฟ่อน ที่อยู่ยงคงกระพันเป็นมือโกล์แพงที่สุดในโลก นาน 17 ปี ก็ถูกทำลายสถิติด้วยการย้ายทีมของอลิสสัน เบ็คเกอร์ จากโรม่า ไปสู่ ลิเวอร์พูลด้วยค่าตัว 75 ล้านยูโร แต่ประตูแซมบ้าแพงที่สุดได้แป๊บเดียว ก็ถูกทำลายโดยเงินค่าตัว 80 ล้านยูโรของเคป้า อลิซาบาลาก้า ที่เชลซียื่นให้แอธเลติก บิลเบา

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องของฟุตบอลนั้น ทีมไหนอยากเก่งต้องลงทุน ทุ่มทุนมาก ๆ ก็เก่งเอง แต่ต้องมีสายตาที่เฉียบแหลม เลือกนักเตะได้ถูกตัวด้วย ไม่ใช่แบบตอนที่แมนเชสเตอร์ซิตี้เพิ่งรวยใหม่ ๆ ก็เอาแต่ทุ่มจับคนเก่ง ๆ มาดอง มีกองหน้าพระกาฬอยู่เพียบ แต่ใช้จริงไม่กี่คน ดังนั้นการที่บาเซโลน่าจ่ายค่าเหนื่อยให้เมสซี่ 550,000 ยูโรต่อสัปดาห์ก็ถือว่าคุ้มทุน เพราะฟอร์มการเล่นของกัปตันทีมชาติอาร์เจนติน่าก็ตอบแทนสโมสรมานักต่อนัก หรือการที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อายุ 33 ปีแล้วค่าตัวยังอยู่ที่ 100 ล้านยูโร นั่นก็ต้องดูทั้งความคุ้มค่าทางการตลาด แค่มีข่าวกับโด้ หุ้นของยูเว่ก็ขึ้นไป 11% แล้ว พอมาวันแรกเสื้อโรนัลโด้สีขาวดำหมายเลข 7 ยังขายได้เกินห้าแสนตัว แล้วคนยังรอมาดูเจ้าของบัลลงดอร์ 5 สมัยลงแข่งอีกเพียบ เรียกว่า 100 ล้านยูโรที่ม้าลายจ่ายไป “ถูกยังกับถั่ว”  จึงเห็นภาพได้ชัดว่า ซื้อของดีมาใช้ยังไงก็คุ้ม

 

post

ยูเวนตุสกับเป้าหมายถ้วยบิ๊กเอียร์ครั้งที่ 3

เป็นที่ฮือฮาวงการลูกหนังกับการตัดสินใจย้ายออกจากรีลมาริดของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซุป’ตาร์ลูกหนังของโลกยุคปัจจุบันนี้ แต่เป้าหมายของพี่โด้อาจเซอไพรส์ใครหลายคนที่แกเลือกทีมที่นอกเหนือความคาดหมายอยู่บ้างอย่างยูเวนตุส ที่โด้เพิ่งจะจัดการยิงจุดโทษทดเวลานาทีสุดท้าย เขี่ยทีมม้าลายตกรอบจากการแข่งขันยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์เมื่อฤดูกาลก่อน แต่เขาก็ตัดสินใจย้ายทีมมาร่วมเล่นฟุตบอลกัลโช่ เซเรียอา เหตุผลหนึ่งเพราะ ความประทับใจเมื่อที่พี่โด้แกยิงลูกจักรยานอากาศ เป็นประตูที่ 2 โดยบุฟฟ่อนได้แต่มอง แต่ถึงกระนั้น อาการโต้ตอบของแฟนบอลม้าลาย กลับกลายเป็นการยืนปรบมือชื่นชมประตูสุดสวยของสตาร์ชาวโปรตุเกสนั้นต่างหาก สิ่งนี้เองอาจจะสะกิดใจโรนัลโด้ ให้เปรย ๆ กับเพื่อนร่วมทีมรีลมาดริดว่าอาจถึงจุดอิ่มตัวในชุดสีขาวนั้นแล้วนั่นเอง ซึ่งเขาก็ได้บอกเองว่า “การสแตนดิ้งโอเวชั่น (ปรบมือจากแฟนบอลคู่แข่ง) เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยได้รับมาก่อน” และมีเหตุการณ์นึงที่เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมรีลมาดริดต้องมากล่าวว่า “คริสเตียโน่ต้องชี้แจงต่อแฟนบอลของพวกเรา” และในที่สุดคริสเตียโน่ก็ย้ายบ้านมาอยู่เมืองตูรินจนได้

บรรยากาศตรงข้ามกับเมืองมาดริด ที่แฟนบอลม้าลายหลายคนฝันถึงแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์ ที่ไม่ได้สัมผัสมานาน ย้อนไปฤดูกาล 95/96 โน่นเลย หรือกว่า 22 ปีมาแล้ว ซึ่งอันที่จริงนัดชิงฟุตบอลถ้วยใหญ่ยุโรปกับยูเว่เหมือนจะไม่ค่อยสมพงษ์กันสักเท่าไหร่ เพราะได้แชมป์หนแรกก็พ่วงเหตุโศกนาฏกรรมมาด้วย หรือจะเป็นการเข้าชิง 2 ครั้งหลังสุด ก็เป็นทีมเบียงโคเนรี่นี้เองที่ถูกขัดขวางโดยบาเซโลน่าและรีลมาดริด 2 ยอดทีมแห่งยุค แต่ม้าลายก็ยังไม่ย่อท้อ ถึงจะเจ็บปวดแต่ก็พร้อมลุกขึ้นมา และปีนี้เมื่อโรนัลโด้มาใส่หมายเลข 7 ในชุดขาวดำแล้ว ไฟในใจก็ลุกโชนอีกครั้ง พร้อมบอร์ดบริหารต้อนรับโรนัลโด้ (ที่แม้จะอยู่ในวัย 33 ปีแล้ว แต่ทางวิทยาศาสตร์การกีฬากลับบอกว่าร่างกายโรนัลโด้เหมือนนักเตะอายุ 28 ปียังไงยังงั้น) ด้วยการมีท่าทีจะออกโครงการให้คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของรถซูเปอร์คาร์ เฟอรารี่ อีกด้วย

อันที่จริงแล้ว ค่าตัวและค่าเหนื่อยของหมายเลข 7 คนใหม่แห่งเบียงโคเนรี่นั้นหนักและเกินงบของสโมสรไปพอสมควร แต่จากการช่วยเหลือของธุรกิจในเครือเดียวกันก็สามารถจ่ายเงินตรงส่วนนี้ไปได้ แต่ก็ต้องระบายนักเตะออกเพื่อลดรายจ่ายในเรื่องของค่าเหนื่อยลง แล้วหวยมาออกที่ กอนซาโล่ อิกวาอิน ความจริงพี่ปิปิต้าแกก็ไม่ได้อยากย้ายไปไหนนะ แต่สโมสรบีบโดยการปล่อยให้มิลานยืมตัวไป พอมิลานจ่ายค่าเหนื่อยไม่ไหว บอร์ดยูเว่ยังออกช่วย 1 ล้านยูโรอีกต่างหาก ไม่พอยังมองว่ามัตเตีย คัลดาร่า เซ็นเตอร์แบ็คดาวรุ่งของทีมชาติอิตาลีที่เพิ่งได้มาใหม่หมาด ๆ เอาไปแลกตัวกับโบนุชชี่ ซึ่งปีที่แล้วโบนุชชี่เพิ่งย้ายไปมิลานแถมสวมปลอกแขนของทีมแดงดำ ดีลนี้เรียกได้ว่าไม่ไว้ใจดาวรุ่ง เอาไปแลกตัวกับคนมีอายุเก๋าประสบการณ์ซะเลย อย่างไรก็ตามแฟนยูเว่ส่วนนึงไม่พอใจที่อดีตกองหลังขวัญใจยิงทีมตัวเองและทำท่าดีใจ แล้วก็เกลียดโบนุชชี่ไปซะแล้ว อยู่ดี ๆ กลับมา จึงออกอาการหัวร้อน เรียกว่าเดิมพันของยูเวนตุสกับโรนัลโด้อายุ 33 ปีนี้สูงพอตัว เพราะหากไม่ได้ตามเป้า ย่อมส่งผลเสียหลายอย่าง แต่ยังไงก็ฝากความหวังไว้กับการเป็น แมตช์วินเนอร์หมายเลข 7 ผู้นำพาชัยชนะและโชคมาสู่ทีมคนนี้

 

post

ความพยายามครั้งใหม่ของเอซีมิลานในปี 2018

               เอซีมิลาน จากอดีตอันเกรียงไกร คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์มากที่สุดของกัลโช่ เซเรียอา มาบัดนี้ตั้งแต่ประสบปัญหาการเงินจนต้องปล่อยนักเตะตัวหลักออกจากทีมทีละคน ที่ตราตรึงใจแฟนบอลทั่วไปก็ปล่อยกาก้าไปรีลมาดริด หรือคิดผิดพลาดไปปล่อยตัวอันเดรีย ปีร์โล่ให้ยูเวนตุส ช่วงเวลาต่อ ๆ มาก็ซื้อตัวแบบผิดตัว จะเอาเกรดA ดันกลายเป็นประเภท B หรือ B+ บ้าง ซึ่งเวลาผ่านมาในช่วง 2013-2015 ถ้าติดตามกันบ้างก็พอจะรู้ผลงานนักเตะเหล่านี้ในสีเสื้อแดงดำเป็นอย่างไร เช่น เฌเรมี่ เมเนซ, อันเดรีย โปลี่, อเลสซิโอ แชร์ซี่, เคซึเกะ ฮอนดะ, คริสเตียน ซาปาต้า, เฟอร์นันโด ตอร์เรส, มิคาเอล เอสเซียง ฯลฯ ซึ่งนักเตะที่ได้มาและท่าทางพึ่งพาได้เห็นจะมีเพียง ซูโซ่, โบนาเวนตูร่า, ดอนนารุมม่า และโรมันโญลี่ ที่ปัจจุบันนี้ยังอยู่กับสโมสร ส่วนพวกศูนย์หน้าที่น่าจะฝากความหวังไว้ได้อย่าง คาลอส บัคก้า, สเตฟาน เอลชาราวี, เอ็มบาย เนียง และอันเดร ซิลวา กลับต้องย้ายทีมออกไปอย่างน่าเสียดาย จริง ๆ เอลชาราวี และเนียง น่าจะฝากฝังอนาคตได้แท้ ๆ แถมไม่มีความต้องการย้ายออกจากถิ่นซาน ซีโร่ แต่จำใจต้องลาจากเสื้อสีแดงดำที่พวกเขารัก ในรายของเอลชาราวีตอนนี้ก็กำลังไปได้ดีกับโรม่า ส่วนเนียงต้องระหกระเหินเร่ร่อน 4 ปี 4 ทีม ทั้งถูกปล่อยยืมตัวไปมงต์เปลิเยร์ เจนัว วัตฟอร์ด และเมื่อปีที่แล้วก็มาลงเอยด้วยสัญญายืมตัวกับโตริโน่ และถูกทีมกระทิงหินซื้อขาดไปด้วยค่าตัว 10 ล้านยูโรนี่เอง ยิ่งรายของอันเดร ซิลวา ที่ฟอร์มการเล่นเมื่อฤดูกาลก่อนไม่ดีเอาเสียเลย ย้ายไปเซบีย่า นัดแรกกดแฮททริกให้ต้นสังกัดใหม่แห่งแคว้นอันดาลูเซียโชว์ทีมเก่าไปเรียบร้อย 

เวลานี้นี้เพิ่งเริ่มต้นฤดูกาล 2018/2019 เพิ่งผ่านเกมส์กับนาโปลีและพ่ายแพ้ไปทั้งที่ออกนำไปก่อน 2 ประตูแท้ ๆ ยังถูกทวงคืนตั้ง 3 ลูก ซึ่งประตูที่เสียทั้งหมดนี้ถือเป็นความผิดพลาดของกองหลังทั้งหมดเลย ลูกแรกปล่อยนักเตะนาโปลีแต่งลูกจนยิงได้ ลูกสองเสียเพราะบากาโยโก้ที่เพิ่งยืมมาจากเชลซีดันโหม่งไปเข้าทางฝั่งตรงข้ามที่รอหน้ากรอบยิงเข้าไปซะงั้น ลูกสามยิ่งแสดงความอ่อนด๋อยของแนวรับมิลานออกมาให้เห็น จากการถูกจ่ายเลียดหน้าปากประตู เสา1ไปเสา2 ให้ดรีส เมอร์เท่น ทำประตูชิง 3 คะแนนไปหน้าตาเฉย ส่วนอิกวาอินที่ได้มาจากยูเวนตุสด้วยสัญญายืมตัว (พร้อมทั้งสิทธิ์ซื้อขาด) กลับแสดงความโดดเด่นออกมาไม่ได้ สรุปแล้ว หลายปีมานี้ ผู้เล่นใหม่ที่มิลานซื้อมาร่วมทีมใช้ไม่ค่อยจะได้เลย กลายเป็นเด็กปั้นที่จะดูดีเสียกว่า ทั้งแพททริค คูโตรเน่, ดาวิเด้ คาลาเบรีย, และอาจจะรวมถึงมานูเอล โลคาเตลลี่ ที่ถูกปล่อยยืมไปซาสซูโอโล่ อีกด้วย (ประตูของโลคาเตลลี่วัย 18 ปี เมื่อเดือนกันยายน 2016 ที่ยิงเป็นประตูโทน เอาชนะยูเวนตุส ตามจริงเวลานี้เขาควรเป็นสตาร์ประจำทีมแดงดำไปแล้วด้วยซ้ำ) 

เหมือนกับมิลานทีมนี้ที่เคยยิ่งใหญ่ถูกคำสาป ซื้อใครมาก็ไม่เวิร์ค ขายบัคก้า ขายอันเดร ซิลวา ก็ไปฟอร์มดีกับทีมที่ได้ไปซะอีก มิลานจะผ่านยุคที่ซบเซานี้ไปได้หรือไม่ สังเกตอีกอย่าง บอร์ดบริหารชุดนี้ของรอสโซเนรี่จะชอบจ้างกุนซือประเภทนักเตะเก่าแต่เป็นมือใหม่มาคุมทีม อย่างอินซากี, เซดอร์ฟ ตอนนี้ก็กัตตูโซ่ที่กุมบังเหียนอยู่ ตรงนี้น่าจะเป็นคำตอบกระมัง ที่ทุ่มตัวนักเตะ ดันลืมจัดโค้ชเก่ง ๆ มาด้วย แต่งานนี้ก่อนจะรู้ผล รอดูนักเตะใหม่ที่ยังไม่ลงซะก่อนอย่าง อเลน ฮาลิโลวิช กับกาสติเญโฆ่ เสียก่อนน่าจะดีกว่า

 

post

ใครจะเป็นเจ้าของบัลลงดอร์ 2018

                 โลกฟุตบอลปี 2018 ถือว่ามีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นหลายอย่าง ทั้งแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก 3 สมัยซ้อนของรีลมาดริด แชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ของฝรั่งเศสในรอบ 20 ปี รวมถึงการย้ายทีมครั้งล่าสุดของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และสถิติค่าตัวผู้รักษาประตูแพงที่สุดของอลิสสัน เบ็คเกอร์ ที่อยู่ได้ไม่กี่วันก็ถูกทำลายโดยการเซ็นสัญญาของเคป้า อาริซาบาลาก้า ที่ย้ายจากแอธเลติก บิลเบา ไปสู่เชลซี ด้วยค่าตัว 71 ล้านปอนด์ ผิดกับสถิติค่าตัวผู้รักษาประตูแพงที่สุดในสุดในโลกของจานลุยจิ บุฟฟ่อน ที่รักษาสถิติยาวนานถึง 16 ปีเลยทีเดียว เหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาแก่โลกฟุตบอลแบบติดต่อกันให้แฟนบอลแทบไม่ได้หายใจยังไงยังงั้น

อย่างไรก็ตาม ก็มีคำถามว่า “แล้วใครจะเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของยุโรปปีนี้ล่ะ?” จริงอยู่ว่าลูก้า โมดริช ได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของฟุตบอลโลกไปแล้ว (Adidas Golden Ball Award) จากฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยม ที่พาทีมชาติโครเอเชียเข้ารอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก แล้วฟุตบอลสโมสร กัปตันทีมชาติโครเอเชียคนนี้ก็เป็นส่วนสำคัญในการพารีลมาดริดได้แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์เช่นกัน เรียกได้ว่าครบเครื่องทั้งฟุตบอลอาชีพและการรับใช้ชาติ แต่ถึงอย่างนั้น ใครกันนะที่ครบเครื่องยิ่งกว่า ที่เป็นส่วนสำคัญในการพารีลมาดริดคว้าแชมป์ แถมยังคว้าถ้วยเวิลด์คัพอีกด้วย เขาคนนั้น ก็คือ “ราฟาเอล วาราน” ไงล่ะครับ ที่เป็นกองหลังชั้นเทพ เชิงบอลไม่เป็นรองใครของทีมชาติฝรั่งเศส แปลกดี เก่งขนาดนี้ยังเงียบ ๆ แต่ติดโผรายชื่อผู้เข้าชิงบัลลงดอร์อยู่ เพียงแต่คะแนนมันน้อยเกินไป สำหรับอันดับ 4 ถึง 10 ได้แก่ 4.อองตวน กรีซมันน์: 72 คะแนน 5. ลีโอเนล เมสซี่: 55 คะแนน 6. คีเลียน เอ็มบัปเป้: 43 คะแนน 7.เควิน เดอบรอยน์: 28 คะแนน 8. ราฟาเอล วาราน: 23 คะแนน 9.  อาซาร์: 15 คะแนน และ 10. รามอส: 12 คะแนน แล้ว 3 อันดับแรก ที่จะประกาศสิ้นเดือนสิงหาคมนี้จะเป็นใคร? ให้เดาก็น่าจะมี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลูก้า โมดริช และอีกคนก็น่าจะเป็นโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ จากฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรง พาอียิปต์ไปฟุตบอลโลกในรอบ 28 ปี และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยต้นสังกัด “ลิเวอร์พูล” เข้ารอบชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยหูใหญ่ยุโรป 2018 

ในอดีตที่ผ่านมานานหลายปี ผู้เล่นที่เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของฟุตบอลโลกแล้ว จะไมได้รับรางวัลบัลลงดอร์ ที่เห็นว่าเหมาทั้ง 2 รางวัลเลย ก็เห็นมีแต่ “เปาโล รอสซี่” ในปี 1982 เพียงคนเดียวเท่านั้น ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่ผู้เล่นที่ดีที่สุด โดดเด่นที่สุดในปีนั้นจะได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ หรือแบ่งกันก็ได้ถ้าสมเหตุผล เช่น ปี 2006 ซีเนอดีน ซีดาน เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของฟุตบอลโลก ส่วน ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ก็เป็นกัปตันทีมชาติอิตาลีที่คว้าแชมป์โลกไปในปีนั้น แต่ปี 2018 นี้ก็ต้องมาดูกัน จริง ๆ ถ้าให้ว่ากันตรง ๆ เลย ราฟาเอล วาราน, อองตวน กรีซมัน สมควรเป็น 3 คนสุดท้ายที่ได้เข้าชิงบัลลงดอร์มากกว่าหรือไม่ เพราะกรีซมันเองก็ช่วยแอต.มาดริดคว้าแชมป์ยูโรป้า ทั้งยิง 4 จ่าย 2 ในบอลโลก แถมยังช่วยแอต.มาดริดโค่นรีลมาดริดในฟุตบอลชิงแชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพอีกต่างหาก 

คือถ้าบัลลงดอร์ ไม่ได้วัดกันที่ผลงานในสนาม แต่เน้นบารมี ความเป็นซูเปอร์สตาร์ ก็บอกกันตรง ๆ เลยดีกว่า อย่างนั้นยังพอรับได้ แต่คนที่ควรได้กลับไม่ได้ขึ้นไปยืนบนแท่น อย่างนี้มันไม่สมควรเลยจริง ๆ

 

post

การย้ายทีมของ CR7 เปรียบได้กับการถูกหวยของกัลโช่ เซเรียอา

หากถามถึงนักฟุตบอลผู้เป็นขวัญใจของแฟนฟุตบอลส่วนใหญ่ในทศวรรษที่ผ่านมา จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลีโอเนล เมสซี และคริสเตียโน โรนัลโด ซึ่งเป็นคู่นักเตะที่คว้าบัลลงดอร์จำนวนครั้งเท่ากันระหว่างปี 2008-2017 เป็นสถิติที่ถือว่าไร้เทียมทานในประวัติศาสตร์ฟุตบอล (ของปี 2018 ยังรอการตัดสินอยู่ ซึ่งเมสซีหลุดโผไปแล้ว แต่โรนัลโดยังอยู่ โดยคะแนนอันดับ 4-10 ได้แก่ 4. กรีซมันน์: 72 คะแนน 5. เมสซี: 55 คะแนน 6. เอ็มบัปเป้: 43 คะแนน 7. เดอบรอยน์: 28 คะแนน 8. วาราน: 23 คะแนน 9. อาซาร์: 15 คะแนน และ 10. รามอส: 12 คะแนน) นั่นคือ ถ้าโรนัลโดได้บัลลงดอร์ 2018 จะแซงเมสซีทำสถิติเจ้าของบัลลงดอร์ 6 ต่อ 5 สมัย

แต่ก่อนหน้าที่จะประกาศผลว่่าใครคือผู้เล่นทรงคุณค่าแห่งปีทวีปยุโรป ตลาดนักเตะล่าสุดคริสเตียโน โรนัลโด ก็ทำเซอร์ไพรส์วงการอีกครั้ง ซึ่งหลายท่านน่าจะทราบกันแล้ว ว่าเขาได้ตัดสินใจย้ายออกจากรีลมาดริด ไปสู่ยูเวนตุสแห่งลีกกัลโช่เซเรียอา โดยการย้ายครั้งนี้ถือเป็นบิ๊กดีลที่สร้างกระแส 2 แบบ คือ เสียดายปนอาลัยของแฟนบอลราชันย์ชุดขาว สลับกับความตื่นเต้นและคึกคัก ใฝ่ฝันถึงถ้วยแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปียนส์ลีกใบที่ 3 ของพลพรรคม้าลายแห่งอิตาลี แม้ในตอนแรกก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดฝันว่ามันจะเกิดขึ้นจริง ขนาดจูเซปเป้ มารอตต้า CEO ของฝั่งยูเว่ยังต้องถามกลับ เมื่อจอร์จ เมนเดส ซูเปอร์เอเยนต์คนดังเปิดประเด็นเรื่องโรนัลโด ว่า “นี่คุณกำลังล้อพวกเราเล่นใช่ไหม?” ถึงกระนั้น ซูเปอร์ดีลก็ลุล่วงไปด้วยดี สนนราคาที่ 100 ล้านยูโร ในวัย 33 ปี ของโรนัลโด และเจ้าตัวก็ระบุถึง 1 ในเหตุผลที่เลือกทีมม้าลายเป็นทีมใหม่ นั่นคือ ความประทับใจในการแสตนดิ้งโอเวชั่น (Standing Ovation) ของ แฟนบอลยูเว่ เมื่อหลังจากโรนัลโด จักรยานอากาศทำประตูที่ 2 ในการพบกันเลกแรกของยูเวนตุส-รีลมาดริด ในยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกส์ ฤดูกาล 2017-2018 โดยพี่โด้ถึงกับบอกเองว่า “ผมไม่เคยได้รับการให้เกียรติอย่างนี้มาก่อน”

การย้ายทีมของโรนัลโดรอบล่าสุดนี้ ไม่เพียงเป็นการเสริมทีมที่ยอดเยี่ยมของยูเวนตุสเท่านั้น กระทั่งลีกกัลโช่เซเรียอาก็ยังคึกคักตามไปด้วย แม้ว่าก่อนหน้านี้นาโปลีจะได้คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือระดับแชมป์เปี้ยนมานั่งเฮดโค้ชแล้วก็ตาม แต่พอโรนัลโดมา ดูเหมือนระดับความเข้มข้นของการแข่งขันจะสูงขึ้นอีก นอกจากนี้ทีมดังที่ซบเซาอยู่ เช่น มิลาน หรืออินเตอร์ ก็เสริมตัวผู้เล่นได้ดีทีเดียว ยิ่งมิลานที่ได้ทั้งกอนซาโล่ อิกวาอิน, มัตเตีย คัลดาร่า, ดิเอโก ลักซาลท์, และ ติเอมูเอ้ บากาโยโก้ เรียกได้ว่าดูน่าสนใจไม่ใช่น้อยในด้านของความสมดุลย์ในการเล่น และความคมในการทำประตู มองไปที่โรม่าที่ถึงจะเสียผู้รักษาประตูคนเก่ง อย่างอลิสสันไปให้ลิเวอร์พูล แต่ก็ได้ผู้เล่นใหม่ คือ สเตฟาน เอ็นซอนซี่ และฮาเวียร์ ปาสตอเร่ เข้ามา รวมถึงจัสติน ไคลเวิร์ต ผู้เล่นดาวรุ่งที่จะเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติฮอลแลนด์ในอนาคตอันใกล้ดูภาพรวมลีกถือว่ามีความน่าติดตามน่าสนใจเพิ่มมากขึ้นพอสมควร

อย่างไรก็ดี แฟนบอลหลายคนมองว่ากัลโช่นั้นหมู โรนัลโดมาอยู่ที่นี่ก็มีความคาดหวังกันว่าจะได้เห็นดาวยิงทีมชาติโปรตุเกสฉีกแนวรับทีมตรงข้ามกระจุย แต่นัดเปิดตัวกับคิเอโว่ ก็น่าจะพอทราบแล้วว่า “มันก็ไม่ได้หมูขนาดนั้น”  ยิ่งทีมตรงข้ามเจอนักเตะเซเล็บ เขายิ่งทุ่มเท เช่น ซอเร็นติโน่เซฟลูกยิงโด้แบบเซฟเอา ๆ แต่ที่แน่นอนคือ “โรนัลโดเล่นมันส์มาก” และ “ยูเว่ได้โรนัลโดมา กัลโช่เลยเหมือนถูกหวย” ตามคำที่คริสเตียน วิเอรี่ กล่าวไว้ก่อนเปิดฤดูกาล เพราะลีกที่ซบเซากำลังเริ่มกลับมาได้รับการจับตาอีกครั้ง

 

post

ฟุตบอลโลก 2018 รูปโฉมของการแข่งขันฟุตบอลในปัจจุบัน

            ปิดฉากไปแล้วสำหรับฟุตบอลโลกฉบับรัสเซีย 2018 และฤดูกาลใหม่ของฟุตบอลสโมสรก็เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และทุกท่านก็ทราบกันแล้วว่าใครเป็นนักเตะยอดเยี่ยม ใครทำผลงานได้น่าผิดหวังกับทัวร์นาเมนต์ใหญ่ 4 ปีมีครั้ง และสิ่งหนึ่งที่เด่นชัดขึ้นมานอกจากความมันส์ในการฟาดแข้ง นั่นคือ “ทีมชาติส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ พัฒนาฝีเท้าและแผนการเล่นจนเทียบเท่ากันเกือบหมดแล้ว” เพราะสกอร์ในหลายเกมส์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการยิงเปรี้ยงปร้างผลิตประตูกันเยอะ ๆ เหมือนฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้ เช่น ฝรั่งเศส 2-1 ออสเตรเลีย จะว่าเป็นแมตช์เปิดตัวของฝรั่งเศสที่ยังไม่ฟิตก็ได้ แต่กว่าจะเข่นออสซี่ลง แชมป์โลกปีล่าสุดถึงกับหืดจับ ต้องอาศัยจุดโทษนาทีที่ 58 และการทำเข้าประตูตัวเองของฝั่งออสเตรเลียนาทีที่ 81 ฝรั่งเศสถึงจะสามารถคว่ำทีมที่ไร้ดาราในฟุตบอลยุโรปอย่างออสเตรเลียลงได้

หรือเกมส์ระหว่างสเปนกับโมร็อคโก 2:2 อีกทั้งสเปนชนะอิหร่าน ด้วยสกอร์ 0:1 ด้วยความยากลำบาก หรือเกมส์ช็อคโลกที่เกาหลีอัดทีมอย่างเยอรมันไป 2:0 รวมถึงผลงานที่ก้าวหน้าเป็นอย่างมากของทีมชาติญี่ปุ่น ที่หาญกล้าเอาชนะโคลัมเบีย 1:2 (ทีมชาติจากเอเชียเอาชนะทีมชาติจากอเมริกาใต้ได้เป็นครั้งแรก) และเกือบจะช็อคโลกด้วยการยิงนำหนึ่งในทีมเต็งอย่างเบลเยี่ยมไปก่อน 2 ประตู แต่พลพรรคซามูไรก็ต้านทานทีมยุคทองของเบลเยี่ยมไม่ได้ แพ้ไป 3:2 ถึงอย่างไรก็ตามมันเป็นแมตช์สุดแสนประทับใจที่เกือบต้องเล่นต่อเวลาพิเศษ ซึ่งประตูชัยเกิดขึ้นในนาทีที่ 90+4 จากลูกเคาน์เตอร์แอทแทคของปีศาจแดงแห่งยุโรป และแม้ทีมชาติอิหร่านจะตกรอบคัดเลือก แต่ฟอร์มการเล่นจากทีมชาติแดนอาหรับชาตินี้น่าจะประทับใจแฟนบอลหลายท่าน จากการชนะโมร็อคโก 0:1 แพ้สเปน 0:1 และเสมอโปรตุเกส  1:1

เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิงของฟุตบอลจากประเทศต่าง ๆ ที่ขยับเข้ามาใกล้กันมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ชาติที่กล่าวมาข้างบน แมตช์อื่น ๆ ที่สกอร์อาจจะห่างอยู่บ้าง แต่ทีมที่แพ้ในเกมส์ก็แสดงศักยภาพออกมาได้ดี นั่นแสดงถึงการถ่ายทอดความรู้กลยุทธ์ และทักษะทางด้านฟุตบอลในปัจจุบันนั้นเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่อย่างสมัยก่อนที่ทีมจากเอเชียพบทีมเก่งจากอเมริกาใต้หรือยุโรปทีไรเป็นต้องเตรียมตัวเก็บลูกบอลออกจากก้นตาข่ายตัวเองเป็นประจำ โดยทีมชาติญี่ปุ่นถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด เพราะนอกจากการสร้างสถิติและการสร้างความยากลำบากแก่เบลเยี่ยมแล้ว อากิระ นิชิโนะ เฮดโค้ชทีมอาทิตย์อุทัยคือผู้วางแผนการณ์สร้างเซอไพรส์อย่างแท้จริง เมื่อดูประวัติของโค้ชรายนี้ นับแต่เป็นนักเตะจนถึงรับงานผู้ฝึกสอน เขาอยู่แต่ในญี่ปุ่นมาโดยตลอด ตั้งแต่ค้าแข้งกับสโมสรฮิตาชิ ปี 1978-1990 ทีมเดียวจนเลิกอาชีพนักฟุตบอล และผลงานที่เด่นที่สุดในงานโค้ช ก็คือการพากัมบะโอซาก้า คว้าถ้วยแชมป์ AFC Champion League ในปี 2008 และตัวนิชิโนะเองก็ได้รางวัลเฮดโค้ชยอดเยี่ยมของ AFC Champion League 2008 อีกด้วย คือ ถ้าจะบอกตรง ๆ เฮดโค้ชทีมชาติญี่ปุ่นผู้นี้ ถือเป็นผลิตผลของฟุตบอลทวีปเอเชียอย่างแท้จริง

ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ได้บอกอะไรกับเราแฟนบอลทั้งหลาย สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด นั่นคือ “ความสามารถของนักฟุตบอลไม่ได้ห่างชั้นกันมากเหมือนแต่ก่อนแล้ว” สุดยอดนักเตะอย่างลีโอเนล เมสซี่ ถ้าถูกประกบสัก 3-4 คน ก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน และต่อไป ความเท่าเทียมทางคุณภาพการเล่นฟุตบอลจะถูกขยับเข้ามาใกล้ขึ้นกว่านี้อีก  ขึ้นอยู่กับว่าจะเร็วช้าสักแค่ไหนเท่านั้น

 

post

นักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลก ยุคต่อไป

ทุกยุคสมัยวงการฟุตบอลมักจะมีดาราประดับวงการอยู่เสมอ ที่คนเขายกย่องนักฟุตบอลผู้นั้นว่า “เก่งที่สุดในโลก” เช่น เปเล่, ดิเอโก้ มาราโดน่า อะไรแบบนี้ หรือไล่ตั้งแต่แฟนบอลส่วนใหญ่ในยุคนี้จำความกันได้จากซีเนอดีน ซีดาน, โรนัลดินโญ่, มาจนถึงยุคของลีโอเนล เมสซี่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้

ซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่แฟนฟุตบอลให้การยกย่อง และวาดลีลาสร้างเหตุการณ์ประทับใจบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกฟุตบอลอยู่หลายครั้งหลายครา และจนนาทีนี้ก็ยังมองไม่เห็นดาวรุ่งคนไหนจะสามารถมีฝีเท้าที่เก่งกาจได้เกินกว่า “คีเลียน เอ็มบัปเป้” อยู่เลย อายุและผลงานใกล้เคียงหน่อย ก็อุสมาน เด็มเบเล่ แต่ฤดูกาล 2017-2018 ลงเล่นให้บาเซโลน่า 17 นัด ในเวลา 930 นาที แต่ทำได้ 3 ประตู เท่านั้นเอง แถมยังอายุมากกว่าเอ็มบัปเป้ 2 ปี ขณะที่เอ็มบัปเป้เป็นคนสำคัญพาทีมชาติฝรั่งเศสคว้าถ้วยฟุตบอลโลก 2018 พร้อมโชว์ให้โลกเห็นถึงความอันตรายต่อทีมฝ่ายตรงข้ามว่ามีมากเพียงใด

จบฟุตบอลโลกที่รัสเซีย เด็กหนุ่มที่ชื่อคีเลียน เอ็มบัปเป้ ในวัย 19 ปี 6 เดือน 25 วัน ได้คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จ คว้ารางวัลผู้เล่นดาวรุ่งประจำทัวร์นาเมนต์ และเป็นผู้เล่นอายุน้อยอันดับ 2 ที่สามารถคว้าแชมป์บอลโลกได้รองจากสถิติที่เปเล่ทำไว้เมื่อปี 1958 นอกจากการเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่เจริญรอยตามตำนานไข่มุกดำแล้ว เอ็มบัปเป้ยังทำสถิติเป็นผู้เล่นอายุน้อยรองจากเปเล่ที่ทำ 2 ประตูใน 1 เกมส์ ในนัดที่จัดการเขี่ยพลพรรคอาร์เจนติน่า และดับฝันการคว้าแชมป์โลกของลีโอเนล เมสซี่ นักเตะรุ่นพี่ผู้เป็นสุดยอดนักฟุตบอลแห่งยุคให้กลับบ้านไปอย่างไม่เกรงใจ ซึ่งจุดเด่นของเอ็มบัปเป้ในวัยเพียง 19 ปี คือ ความเร็ว การเลี้ยงบอล และการจบสกอร์ที่ถือว่าน่ากลัว ยิ่งถ้าเผลอปล่อยพื้นที่ให้เขาได้วิ่งสัก 10 หลา รับรองว่าคู่แข่งมีปัญหาแน่ เพราะขนาดหลาย ๆ จังหวะกับตัวประกบที่มีความเร็วอยู่พอสมควร เอ็มบัปเป้ยังวิ่งกระชากจนสร้างโอกาสทำประตู หรือไม่ก็ทำเองมาแล้วหลายครั้ง นี่ถ้ารอดูอีกสัก 5 ปี นักเตะคนนี้จะครบเครื่องสมบูรณ์แบบขนาดไหน คงต้องดูพวกรุ่นพี่อย่างเมสซี่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือโรนัลโด้ R9 โน่นเลย ที่ถ้าไม่ทำฟาล์วแบบถอนรากถอนโคน มีหวังโดนลากเข้าไปจ่อยิงหน้าประตู
               แม้ปารีสแซงแชร์กแมงจะเป็นทีมเงินถังจ่ายได้ไม่อั้น แต่การแข่งขันที่มีความเข้มข้นย่อมจำเป็นต่อนักฟุตบอลที่หมายหมั้นปั้นมืออยากจะครองตำแหน่งนักฟุตบอลแห่งยุค ซึ่งไม่เร็วก็ช้า เป็นที่คาดการณ์ว่าเอ็มบัปเป้น่าจะย้ายทีมไปสู่ทีมใหม่ในลีกที่มีการแข่งขันสูงขึ้น อีกทั้งต้องเป็นสโมสรที่มีแนวโน้มในการคว้าถ้วยหูใหญ่ “ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก” มากขึ้นอย่างแน่นอน (เปแอสเชก็มีศักยภาพที่จะเป็นแชมป์ แต่ถ้าได้อยู่ในแวดล้อมของลาลีก้าหรือพรีเมียร์ลีก น่าจะดีกับตัวเอ็มบัปเป้มากกว่า) ซึ่งกล่าวมาถึงตรงนี้แฟนบอลทั้งหลายย่อมนึกถึงเพียงไม่กี่ทีมที่มีกำลังทรัพย์มหาศาลและมีการเล่นเล่นที่ทรงประสิทธิภาพ และหากการซื้อตัวนี้สำเร็จ สโมสรนั้นย่อมเหมือนกับซื้ออนาคตยุคต่อไปได้เป็น 10 กว่าปีเลยทีเดียว แต่อย่าลืม ปารีสซื้อตัวมาจากอาแอสโมนาโกเมื่อปี 2017 ค่าตัวตอนนั้นก็ปาเข้าไป 180 ล้านยูโรแล้ว นี่มาเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกอีก ค่าตัวจะสัก 270 ล้าน ในอีกไม่กี่ปีให้หลังก็ไม่ใช่เรื่องโอเวอร์เกินไปนัก รอดูกันว่าสโมสรไหนจะได้ตัวเอ็มบัปเป้ไปครอง และตัวเจ้าหนุ่มน้อยคนนี้จะเก่งขึ้นได้อีกแค่ไหน

 

post

การอุดประตูแบบ Park the Bus คืออะไร

ทุกวันนี้เมื่อเราชมฟุตบอลถ่ายทอดสดกันทางทีวี มักจะได้ยินคำ ๆ หนึ่งของนักพากย์บอลสด ที่กำลังบรรยายเกมอย่างเมามัน พูดบ่อย ๆ คือคำว่า “จอดรถบัส” หรือวลีที่ Commentator ฝรั่งเสียงในฟิล์มจากอังกฤษใช้คำว่า “Park the Bus” บ่อย ๆ ออกอากาศโดยเฉพาะในการวิเคราะห์เกมช่วงพักเบรก นี่ทำให้แฟน ๆ หลายคนตามไม่ทันว่ามันแปลว่าอะไร หรือหมายถึงวิธีการทางแทกติกอย่างไรในเกมฟุตบอลกันแน่ วันนี้ให้เรามาตอบคำถามนี้กันในเบื้องลึกกันเลย และมั่นใจว่าความรู้ในบทความนี้ จะช่วยให้มีเบื้องลึกด้านการอ่านเกม และดูบอลอย่างลึกซึ้งขึ้นแน่นอน

ที่มาของคำว่า “Park the Bus”

แรกสุดขอให้นึกภาพรถบัสหรือรถเมลบ้านเราก่อน เมื่อเราเห็นก็ทราบทันทีว่า ความยาวและความสูงขนาดนั้น แน่นอนต้องยาวกว่าประตูในสนามฟุตบอลที่มีขนาดประมาณ 7.2 x 4.4 เมตรแน่นอน เพราะฉะนั้นในบ้านเมืองอังกฤษ แฟนบอลได้เห็น ได้ใช้ยานพหนะชนิดนี้อย่างคุ้นเคยเป็นประจำ จนได้ยกเอามาเปรียบเทียบกับ การเล่นเกมรับแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ในเกมฟุตบอลนั่นเอง ทีนี้ความหมายทางด้านฟุตบอลของคำว่า จอดรถบัสขวาง จึงหมายความว่า การเล่นเกมรับแบบสุดโต่ง (Ultra) ที่ต้องใช้นักเตะเกือบทั้งทีมพร้อม ๆ กันตั้งรับ และปล่อยให้คู่แข่งได้ครองบอลมากกว่าตามใจชอบเลย เพื่อแลกกับ พื้นที่ประมาณ 3 ส่วนนับจากกลางสนามของฝั่งตัวเอง พูดง่าย ๆ คือให้นึกภาพตามว่า ทั้ง 11 คน ถอยร่นลงมาตั้งรับเป็นชั้น ๆ ทันทีที่คู่แข่งผ่านครึ่งสนามมา ก็จะแทบเรียกได้ว่าไม่เห็นใครเลย แต่พอมองไปข้างหน้าก็จะเห็น ฝั่งตรงข้ามยืนกันเป็นพรืด พอดูสีเสื้อที่เหมือนกันเป็นแนวแล้ว ก็คล้ายกับรถบัสทั้งคันกำลังขวางประตูอยู่นั่นเอง

จะเล่นแบบ“Park the Bus” ต้องทำอย่างไร

อย่างแรกสุดต้องเข้าใจก่อน ทั้งโค้ชและนักเตะว่า การเล่นอุดแบบจอดรถบัสนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อเอาชนะในเกม เพราะว่าเมื่อไม่มีนักเตะในเกมรุก ก็มีโอกาสน้อยลงที่จะยิง และตามมาด้วยโอกาสชนะน้อยลง แต่ว่าอาจจะหวังได้แค่จากการสวนกลับเท่านั้น จึงเหมาะกับทีมที่ต้องการผลเสมอหรือเป็นรองอย่างมาก และหากเข้าใจตรงกันแล้ว ก็เริ่มด้วยการตั้งสติและสมาธิในใจนักเตะก่อน เพราะว่าทุกคนที่ตั้งรับจะต้องมีความอดทนและคุยกันบ่อย ๆ ในสนาม เรื่องการจัดระเบียบยืนตำแหน่ง หลังจากนั้นให้ปีกทั้งสองข้างในระบบ 4-4-2 หรือ 4-2-3-1 ถอยลงมาให้เป็นเหมือนแผงกองหลัง แนวระนาบชั้นที่ 2 ซ้อนกันทั้งปีกจนถึงกองกลาง รวมทั้งเพลย์เมกเกอร์ ที่สำคัญคือทั้งหมดต้องยืนชิดกันไม่เหมือนแผนปกติ เพื่อลดช่องว่างระหว่างกองหลังและกองกลาง (ที่ตอนนี้เหมือนเปลี่ยนมาเป็นกองหลังแล้ว) จนทำให้การผ่านบอลของคู่แข่งนั้นยากขึ้น และเมื่อคู่แข่งเลี้ยงบอลผ่าน หรือแทงบอลทะลุช่องก็จะมีตัวที่ 2 หรือ 3 เข้ามาซ้อนทันทีนั่นเอง

ตอนนี้หลายคนคงเริ่มเข้าใจแล้วเรื่องแทกติกแบบการอุดประตู ระดับจอดรถบัส คงได้ทราบสาเหตุและขั้นตอนการฝึกฝนที่ไม่ยากเลย และสามารถนำไปปรับใช้กับทีมของตัวเองได้ หวังว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการในทุกเกม

 

post

การบุกแบบ Counter Attack หรือสวนกลับเร็ว ต้องซ้อมกันอย่างไร


หลาย ๆ คนที่เล่นฟุตบอล คงจะมีโอกาสได้สนุกสนานกับเพื่อน ในการตะโกนและสั่งการโหวกเหวกกับเพื่อน ๆ ซึ่งก็เป็นความเพลิดเพลินและเสน่ห์อย่างนึงของการเตะบอลนั่นเอง และถ้าพอจะจำกันได้ ในบรรดาคำต่าง ๆ ที่ แต่ละคนตะโกนกัน จะมีคำว่า “สวนกลับเร็วเลย” หรือ “Counter Attack เว้ยเฮ้ย” กันบ่อยมากถึงมากที่สุด พนันได้เลยว่าหลาย ๆ คน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คาดว่าคงเข้าใจการเล่นแบบนี้กันอยู่แล้ว แต่ในเวลาเดียวกัน ก็แทบจะไม่เคยได้ซ้อม หรือทำความเข้าใจแทกติกนี้ก่อนจะลงสนามกันเท่าไหร่แน่นอน วันนี้ให้เราทำให้ดูว่า การจะเล่นสวนกลับเร็ว และซ้อมกับเพื่อนในทีมควรทำอย่างไรบ้าง

การเล่นสวนกลับเร็วหมายถึงอะไร

อย่างแรกต้องเข้าใจแทกติกการสวนกลับเร็ว ให้ชัดเจนก่อนจะเริ่มซ้อมได้ การสวนกลับเร็วหมายถึง การเล่นเกมรุก หรือ การบุก ที่มีประสิทธิภาพแบบที่ไม่เหมือนกันต่อบอล หรือการทำเกมแบบค่อยเป็นค่อยไปตามปกติ การสวนกลับไม่ได้เริ่มต้นจากการตั้งเตะของนายทวาร หรือกองหลังลำเลียงบอลค่อย ๆ ขึ้นมาจากแดนหลังเช่นกัน แต่การสวนกลับเร็วเริ่มขึ้น เมื่อทีมฝั่งเราเอง ตัดบอลหรือดักบอลได้ แม้แต่แย่งบอลมาจากเท้าของคู่แข่งเมื่อไหร่ก็ตาม และเริ่มสวนกลับด้วยการผ่านบอลสั้นหรือยาว บนพื้นหรือลูกโด่ง อย่างไรก็ได้ที่เร็วที่สุด เพื่อจะไปถึงแดนคู่แข่งโดยที่คู่แข่งยังไม่ทันตั้งตัว และยังอยู่ “หน้า” บอล แทนที่จะอยู่ “หลัง” บอล ซึ่งก็คือคู่แข่งจะไม่ทันได้ถอยกลับมาอยู่ในตำแหน่งตั้งรับตามตำแหน่งที่ซ้อมกันมาในรูปแบบตั้งรับ คงพอจะนึกออกว่า ถึงจะอยากทำแต่ก็ทำไม่ทันแน่นอน ถ้าบอลถูกผ่านไปข้างหน้าทันที ทำให้ต้องวิ่งตามบอลกับคู่แข่ง เพื่อกลับมาตั้งรับมากกว่า และนี่แหละเปิดทางไปสู่การได้ประตูจากการสวนกลับเร็วนั่นเอง

การสวนกลับเร็วต้องซ้อมและเล่นอย่างไรกันบ้าง

การสวนกลับเร็วจะต้องมาจากการซ้อมกันอย่างดี และความเข้าใจในทีมที่ลึกซึ้ง หาใช่มาจากการสาดบอลไปข้างหน้า หรือการตะโกนบอกทีมให้วิ่งไปข้างหน้าเยอะ ๆ แค่เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อซ้อมแทกติกนี้กัน ทีมจะต้องซ้อมความคุ้นเคยของการผ่านบอลที่รวดเร็วกันก่อน เพราะทั้งหมดอาศัยความเร็วในการตัดสินใจ ว่าจะส่งไปที่ไหน และส่งให้ใครที่จะต้องรอรับที่ตำแหน่งที่ได้เปรียบ หลังจากเปลี่ยนจากรุกเป็นรับทันที การฝึกแบบนี้ มาจากการชิ่งบอล 1-2 แบบง่าย ๆ ในวง หรือ การส่งบอลจังหวะเดียวระหว่างกองกลาง และกองหลังเร็ว ๆ ก็ได้ อีกการฝึกซ้อมหนึ่งที่จำเป็นก็คือ ลักษณะการวิ่งของนักเตะที่ไม่มีบอล เพราะว่าการสวนกลับจะต้องมีคนรับบอลได้เร็วและได้เปรียบ การฝึกแบบนี้ทำได้โดยการ ตั้งโคนบนพื้นให้แทนกองหลัง และมีกองหลังจริง ๆ คอยกัน 2-3 คน แล้วให้ทีมสวนกลับหาวิธีผ่านบอลเร็วบ่อย ๆ และคนวิ่งต้องทำทางให้ทะลุให้ได้เพื่อจะดวลเดียวกับผู้รักษาประตู

ฟังดูแล้วการสวนกลับเร็วมีความซับซ้อนและลึกซึ้งกว่าที่ผู้อ่าน และแฟนบอลเคยใช้กันมาแน่นอน หวังว่าจะสามารถนำความรู้ไปต่อยอด ฝึกฝนกับทีมเพื่อจะสวนกลับเร็วจนได้ชัยชนะเช่นกัน