post

การย้ายทีมของ CR7 เปรียบได้กับการถูกหวยของกัลโช่ เซเรียอา

หากถามถึงนักฟุตบอลผู้เป็นขวัญใจของแฟนฟุตบอลส่วนใหญ่ในทศวรรษที่ผ่านมา จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลีโอเนล เมสซี และคริสเตียโน โรนัลโด ซึ่งเป็นคู่นักเตะที่คว้าบัลลงดอร์จำนวนครั้งเท่ากันระหว่างปี 2008-2017 เป็นสถิติที่ถือว่าไร้เทียมทานในประวัติศาสตร์ฟุตบอล (ของปี 2018 ยังรอการตัดสินอยู่ ซึ่งเมสซีหลุดโผไปแล้ว แต่โรนัลโดยังอยู่ โดยคะแนนอันดับ 4-10 ได้แก่ 4. กรีซมันน์: 72 คะแนน 5. เมสซี: 55 คะแนน 6. เอ็มบัปเป้: 43 คะแนน 7. เดอบรอยน์: 28 คะแนน 8. วาราน: 23 คะแนน 9. อาซาร์: 15 คะแนน และ 10. รามอส: 12 คะแนน) นั่นคือ ถ้าโรนัลโดได้บัลลงดอร์ 2018 จะแซงเมสซีทำสถิติเจ้าของบัลลงดอร์ 6 ต่อ 5 สมัย

แต่ก่อนหน้าที่จะประกาศผลว่่าใครคือผู้เล่นทรงคุณค่าแห่งปีทวีปยุโรป ตลาดนักเตะล่าสุดคริสเตียโน โรนัลโด ก็ทำเซอร์ไพรส์วงการอีกครั้ง ซึ่งหลายท่านน่าจะทราบกันแล้ว ว่าเขาได้ตัดสินใจย้ายออกจากรีลมาดริด ไปสู่ยูเวนตุสแห่งลีกกัลโช่เซเรียอา โดยการย้ายครั้งนี้ถือเป็นบิ๊กดีลที่สร้างกระแส 2 แบบ คือ เสียดายปนอาลัยของแฟนบอลราชันย์ชุดขาว สลับกับความตื่นเต้นและคึกคัก ใฝ่ฝันถึงถ้วยแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปียนส์ลีกใบที่ 3 ของพลพรรคม้าลายแห่งอิตาลี แม้ในตอนแรกก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดฝันว่ามันจะเกิดขึ้นจริง ขนาดจูเซปเป้ มารอตต้า CEO ของฝั่งยูเว่ยังต้องถามกลับ เมื่อจอร์จ เมนเดส ซูเปอร์เอเยนต์คนดังเปิดประเด็นเรื่องโรนัลโด ว่า “นี่คุณกำลังล้อพวกเราเล่นใช่ไหม?” ถึงกระนั้น ซูเปอร์ดีลก็ลุล่วงไปด้วยดี สนนราคาที่ 100 ล้านยูโร ในวัย 33 ปี ของโรนัลโด และเจ้าตัวก็ระบุถึง 1 ในเหตุผลที่เลือกทีมม้าลายเป็นทีมใหม่ นั่นคือ ความประทับใจในการแสตนดิ้งโอเวชั่น (Standing Ovation) ของ แฟนบอลยูเว่ เมื่อหลังจากโรนัลโด จักรยานอากาศทำประตูที่ 2 ในการพบกันเลกแรกของยูเวนตุส-รีลมาดริด ในยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกส์ ฤดูกาล 2017-2018 โดยพี่โด้ถึงกับบอกเองว่า “ผมไม่เคยได้รับการให้เกียรติอย่างนี้มาก่อน”

การย้ายทีมของโรนัลโดรอบล่าสุดนี้ ไม่เพียงเป็นการเสริมทีมที่ยอดเยี่ยมของยูเวนตุสเท่านั้น กระทั่งลีกกัลโช่เซเรียอาก็ยังคึกคักตามไปด้วย แม้ว่าก่อนหน้านี้นาโปลีจะได้คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือระดับแชมป์เปี้ยนมานั่งเฮดโค้ชแล้วก็ตาม แต่พอโรนัลโดมา ดูเหมือนระดับความเข้มข้นของการแข่งขันจะสูงขึ้นอีก นอกจากนี้ทีมดังที่ซบเซาอยู่ เช่น มิลาน หรืออินเตอร์ ก็เสริมตัวผู้เล่นได้ดีทีเดียว ยิ่งมิลานที่ได้ทั้งกอนซาโล่ อิกวาอิน, มัตเตีย คัลดาร่า, ดิเอโก ลักซาลท์, และ ติเอมูเอ้ บากาโยโก้ เรียกได้ว่าดูน่าสนใจไม่ใช่น้อยในด้านของความสมดุลย์ในการเล่น และความคมในการทำประตู มองไปที่โรม่าที่ถึงจะเสียผู้รักษาประตูคนเก่ง อย่างอลิสสันไปให้ลิเวอร์พูล แต่ก็ได้ผู้เล่นใหม่ คือ สเตฟาน เอ็นซอนซี่ และฮาเวียร์ ปาสตอเร่ เข้ามา รวมถึงจัสติน ไคลเวิร์ต ผู้เล่นดาวรุ่งที่จะเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติฮอลแลนด์ในอนาคตอันใกล้ดูภาพรวมลีกถือว่ามีความน่าติดตามน่าสนใจเพิ่มมากขึ้นพอสมควร

อย่างไรก็ดี แฟนบอลหลายคนมองว่ากัลโช่นั้นหมู โรนัลโดมาอยู่ที่นี่ก็มีความคาดหวังกันว่าจะได้เห็นดาวยิงทีมชาติโปรตุเกสฉีกแนวรับทีมตรงข้ามกระจุย แต่นัดเปิดตัวกับคิเอโว่ ก็น่าจะพอทราบแล้วว่า “มันก็ไม่ได้หมูขนาดนั้น”  ยิ่งทีมตรงข้ามเจอนักเตะเซเล็บ เขายิ่งทุ่มเท เช่น ซอเร็นติโน่เซฟลูกยิงโด้แบบเซฟเอา ๆ แต่ที่แน่นอนคือ “โรนัลโดเล่นมันส์มาก” และ “ยูเว่ได้โรนัลโดมา กัลโช่เลยเหมือนถูกหวย” ตามคำที่คริสเตียน วิเอรี่ กล่าวไว้ก่อนเปิดฤดูกาล เพราะลีกที่ซบเซากำลังเริ่มกลับมาได้รับการจับตาอีกครั้ง

 

post

ฟุตบอลโลก 2018 รูปโฉมของการแข่งขันฟุตบอลในปัจจุบัน

            ปิดฉากไปแล้วสำหรับฟุตบอลโลกฉบับรัสเซีย 2018 และฤดูกาลใหม่ของฟุตบอลสโมสรก็เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และทุกท่านก็ทราบกันแล้วว่าใครเป็นนักเตะยอดเยี่ยม ใครทำผลงานได้น่าผิดหวังกับทัวร์นาเมนต์ใหญ่ 4 ปีมีครั้ง และสิ่งหนึ่งที่เด่นชัดขึ้นมานอกจากความมันส์ในการฟาดแข้ง นั่นคือ “ทีมชาติส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ พัฒนาฝีเท้าและแผนการเล่นจนเทียบเท่ากันเกือบหมดแล้ว” เพราะสกอร์ในหลายเกมส์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการยิงเปรี้ยงปร้างผลิตประตูกันเยอะ ๆ เหมือนฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้ เช่น ฝรั่งเศส 2-1 ออสเตรเลีย จะว่าเป็นแมตช์เปิดตัวของฝรั่งเศสที่ยังไม่ฟิตก็ได้ แต่กว่าจะเข่นออสซี่ลง แชมป์โลกปีล่าสุดถึงกับหืดจับ ต้องอาศัยจุดโทษนาทีที่ 58 และการทำเข้าประตูตัวเองของฝั่งออสเตรเลียนาทีที่ 81 ฝรั่งเศสถึงจะสามารถคว่ำทีมที่ไร้ดาราในฟุตบอลยุโรปอย่างออสเตรเลียลงได้

หรือเกมส์ระหว่างสเปนกับโมร็อคโก 2:2 อีกทั้งสเปนชนะอิหร่าน ด้วยสกอร์ 0:1 ด้วยความยากลำบาก หรือเกมส์ช็อคโลกที่เกาหลีอัดทีมอย่างเยอรมันไป 2:0 รวมถึงผลงานที่ก้าวหน้าเป็นอย่างมากของทีมชาติญี่ปุ่น ที่หาญกล้าเอาชนะโคลัมเบีย 1:2 (ทีมชาติจากเอเชียเอาชนะทีมชาติจากอเมริกาใต้ได้เป็นครั้งแรก) และเกือบจะช็อคโลกด้วยการยิงนำหนึ่งในทีมเต็งอย่างเบลเยี่ยมไปก่อน 2 ประตู แต่พลพรรคซามูไรก็ต้านทานทีมยุคทองของเบลเยี่ยมไม่ได้ แพ้ไป 3:2 ถึงอย่างไรก็ตามมันเป็นแมตช์สุดแสนประทับใจที่เกือบต้องเล่นต่อเวลาพิเศษ ซึ่งประตูชัยเกิดขึ้นในนาทีที่ 90+4 จากลูกเคาน์เตอร์แอทแทคของปีศาจแดงแห่งยุโรป และแม้ทีมชาติอิหร่านจะตกรอบคัดเลือก แต่ฟอร์มการเล่นจากทีมชาติแดนอาหรับชาตินี้น่าจะประทับใจแฟนบอลหลายท่าน จากการชนะโมร็อคโก 0:1 แพ้สเปน 0:1 และเสมอโปรตุเกส  1:1

เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิงของฟุตบอลจากประเทศต่าง ๆ ที่ขยับเข้ามาใกล้กันมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ชาติที่กล่าวมาข้างบน แมตช์อื่น ๆ ที่สกอร์อาจจะห่างอยู่บ้าง แต่ทีมที่แพ้ในเกมส์ก็แสดงศักยภาพออกมาได้ดี นั่นแสดงถึงการถ่ายทอดความรู้กลยุทธ์ และทักษะทางด้านฟุตบอลในปัจจุบันนั้นเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่อย่างสมัยก่อนที่ทีมจากเอเชียพบทีมเก่งจากอเมริกาใต้หรือยุโรปทีไรเป็นต้องเตรียมตัวเก็บลูกบอลออกจากก้นตาข่ายตัวเองเป็นประจำ โดยทีมชาติญี่ปุ่นถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด เพราะนอกจากการสร้างสถิติและการสร้างความยากลำบากแก่เบลเยี่ยมแล้ว อากิระ นิชิโนะ เฮดโค้ชทีมอาทิตย์อุทัยคือผู้วางแผนการณ์สร้างเซอไพรส์อย่างแท้จริง เมื่อดูประวัติของโค้ชรายนี้ นับแต่เป็นนักเตะจนถึงรับงานผู้ฝึกสอน เขาอยู่แต่ในญี่ปุ่นมาโดยตลอด ตั้งแต่ค้าแข้งกับสโมสรฮิตาชิ ปี 1978-1990 ทีมเดียวจนเลิกอาชีพนักฟุตบอล และผลงานที่เด่นที่สุดในงานโค้ช ก็คือการพากัมบะโอซาก้า คว้าถ้วยแชมป์ AFC Champion League ในปี 2008 และตัวนิชิโนะเองก็ได้รางวัลเฮดโค้ชยอดเยี่ยมของ AFC Champion League 2008 อีกด้วย คือ ถ้าจะบอกตรง ๆ เฮดโค้ชทีมชาติญี่ปุ่นผู้นี้ ถือเป็นผลิตผลของฟุตบอลทวีปเอเชียอย่างแท้จริง

ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ได้บอกอะไรกับเราแฟนบอลทั้งหลาย สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด นั่นคือ “ความสามารถของนักฟุตบอลไม่ได้ห่างชั้นกันมากเหมือนแต่ก่อนแล้ว” สุดยอดนักเตะอย่างลีโอเนล เมสซี่ ถ้าถูกประกบสัก 3-4 คน ก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน และต่อไป ความเท่าเทียมทางคุณภาพการเล่นฟุตบอลจะถูกขยับเข้ามาใกล้ขึ้นกว่านี้อีก  ขึ้นอยู่กับว่าจะเร็วช้าสักแค่ไหนเท่านั้น

 

post

นักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลก ยุคต่อไป

ทุกยุคสมัยวงการฟุตบอลมักจะมีดาราประดับวงการอยู่เสมอ ที่คนเขายกย่องนักฟุตบอลผู้นั้นว่า “เก่งที่สุดในโลก” เช่น เปเล่, ดิเอโก้ มาราโดน่า อะไรแบบนี้ หรือไล่ตั้งแต่แฟนบอลส่วนใหญ่ในยุคนี้จำความกันได้จากซีเนอดีน ซีดาน, โรนัลดินโญ่, มาจนถึงยุคของลีโอเนล เมสซี่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้

ซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่แฟนฟุตบอลให้การยกย่อง และวาดลีลาสร้างเหตุการณ์ประทับใจบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกฟุตบอลอยู่หลายครั้งหลายครา และจนนาทีนี้ก็ยังมองไม่เห็นดาวรุ่งคนไหนจะสามารถมีฝีเท้าที่เก่งกาจได้เกินกว่า “คีเลียน เอ็มบัปเป้” อยู่เลย อายุและผลงานใกล้เคียงหน่อย ก็อุสมาน เด็มเบเล่ แต่ฤดูกาล 2017-2018 ลงเล่นให้บาเซโลน่า 17 นัด ในเวลา 930 นาที แต่ทำได้ 3 ประตู เท่านั้นเอง แถมยังอายุมากกว่าเอ็มบัปเป้ 2 ปี ขณะที่เอ็มบัปเป้เป็นคนสำคัญพาทีมชาติฝรั่งเศสคว้าถ้วยฟุตบอลโลก 2018 พร้อมโชว์ให้โลกเห็นถึงความอันตรายต่อทีมฝ่ายตรงข้ามว่ามีมากเพียงใด

จบฟุตบอลโลกที่รัสเซีย เด็กหนุ่มที่ชื่อคีเลียน เอ็มบัปเป้ ในวัย 19 ปี 6 เดือน 25 วัน ได้คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จ คว้ารางวัลผู้เล่นดาวรุ่งประจำทัวร์นาเมนต์ และเป็นผู้เล่นอายุน้อยอันดับ 2 ที่สามารถคว้าแชมป์บอลโลกได้รองจากสถิติที่เปเล่ทำไว้เมื่อปี 1958 นอกจากการเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่เจริญรอยตามตำนานไข่มุกดำแล้ว เอ็มบัปเป้ยังทำสถิติเป็นผู้เล่นอายุน้อยรองจากเปเล่ที่ทำ 2 ประตูใน 1 เกมส์ ในนัดที่จัดการเขี่ยพลพรรคอาร์เจนติน่า และดับฝันการคว้าแชมป์โลกของลีโอเนล เมสซี่ นักเตะรุ่นพี่ผู้เป็นสุดยอดนักฟุตบอลแห่งยุคให้กลับบ้านไปอย่างไม่เกรงใจ ซึ่งจุดเด่นของเอ็มบัปเป้ในวัยเพียง 19 ปี คือ ความเร็ว การเลี้ยงบอล และการจบสกอร์ที่ถือว่าน่ากลัว ยิ่งถ้าเผลอปล่อยพื้นที่ให้เขาได้วิ่งสัก 10 หลา รับรองว่าคู่แข่งมีปัญหาแน่ เพราะขนาดหลาย ๆ จังหวะกับตัวประกบที่มีความเร็วอยู่พอสมควร เอ็มบัปเป้ยังวิ่งกระชากจนสร้างโอกาสทำประตู หรือไม่ก็ทำเองมาแล้วหลายครั้ง นี่ถ้ารอดูอีกสัก 5 ปี นักเตะคนนี้จะครบเครื่องสมบูรณ์แบบขนาดไหน คงต้องดูพวกรุ่นพี่อย่างเมสซี่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือโรนัลโด้ R9 โน่นเลย ที่ถ้าไม่ทำฟาล์วแบบถอนรากถอนโคน มีหวังโดนลากเข้าไปจ่อยิงหน้าประตู
               แม้ปารีสแซงแชร์กแมงจะเป็นทีมเงินถังจ่ายได้ไม่อั้น แต่การแข่งขันที่มีความเข้มข้นย่อมจำเป็นต่อนักฟุตบอลที่หมายหมั้นปั้นมืออยากจะครองตำแหน่งนักฟุตบอลแห่งยุค ซึ่งไม่เร็วก็ช้า เป็นที่คาดการณ์ว่าเอ็มบัปเป้น่าจะย้ายทีมไปสู่ทีมใหม่ในลีกที่มีการแข่งขันสูงขึ้น อีกทั้งต้องเป็นสโมสรที่มีแนวโน้มในการคว้าถ้วยหูใหญ่ “ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก” มากขึ้นอย่างแน่นอน (เปแอสเชก็มีศักยภาพที่จะเป็นแชมป์ แต่ถ้าได้อยู่ในแวดล้อมของลาลีก้าหรือพรีเมียร์ลีก น่าจะดีกับตัวเอ็มบัปเป้มากกว่า) ซึ่งกล่าวมาถึงตรงนี้แฟนบอลทั้งหลายย่อมนึกถึงเพียงไม่กี่ทีมที่มีกำลังทรัพย์มหาศาลและมีการเล่นเล่นที่ทรงประสิทธิภาพ และหากการซื้อตัวนี้สำเร็จ สโมสรนั้นย่อมเหมือนกับซื้ออนาคตยุคต่อไปได้เป็น 10 กว่าปีเลยทีเดียว แต่อย่าลืม ปารีสซื้อตัวมาจากอาแอสโมนาโกเมื่อปี 2017 ค่าตัวตอนนั้นก็ปาเข้าไป 180 ล้านยูโรแล้ว นี่มาเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกอีก ค่าตัวจะสัก 270 ล้าน ในอีกไม่กี่ปีให้หลังก็ไม่ใช่เรื่องโอเวอร์เกินไปนัก รอดูกันว่าสโมสรไหนจะได้ตัวเอ็มบัปเป้ไปครอง และตัวเจ้าหนุ่มน้อยคนนี้จะเก่งขึ้นได้อีกแค่ไหน

 

post

การอุดประตูแบบ Park the Bus คืออะไร

ทุกวันนี้เมื่อเราชมฟุตบอลถ่ายทอดสดกันทางทีวี มักจะได้ยินคำ ๆ หนึ่งของนักพากย์บอลสด ที่กำลังบรรยายเกมอย่างเมามัน พูดบ่อย ๆ คือคำว่า “จอดรถบัส” หรือวลีที่ Commentator ฝรั่งเสียงในฟิล์มจากอังกฤษใช้คำว่า “Park the Bus” บ่อย ๆ ออกอากาศโดยเฉพาะในการวิเคราะห์เกมช่วงพักเบรก นี่ทำให้แฟน ๆ หลายคนตามไม่ทันว่ามันแปลว่าอะไร หรือหมายถึงวิธีการทางแทกติกอย่างไรในเกมฟุตบอลกันแน่ วันนี้ให้เรามาตอบคำถามนี้กันในเบื้องลึกกันเลย และมั่นใจว่าความรู้ในบทความนี้ จะช่วยให้มีเบื้องลึกด้านการอ่านเกม และดูบอลอย่างลึกซึ้งขึ้นแน่นอน

ที่มาของคำว่า “Park the Bus”

แรกสุดขอให้นึกภาพรถบัสหรือรถเมลบ้านเราก่อน เมื่อเราเห็นก็ทราบทันทีว่า ความยาวและความสูงขนาดนั้น แน่นอนต้องยาวกว่าประตูในสนามฟุตบอลที่มีขนาดประมาณ 7.2 x 4.4 เมตรแน่นอน เพราะฉะนั้นในบ้านเมืองอังกฤษ แฟนบอลได้เห็น ได้ใช้ยานพหนะชนิดนี้อย่างคุ้นเคยเป็นประจำ จนได้ยกเอามาเปรียบเทียบกับ การเล่นเกมรับแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ในเกมฟุตบอลนั่นเอง ทีนี้ความหมายทางด้านฟุตบอลของคำว่า จอดรถบัสขวาง จึงหมายความว่า การเล่นเกมรับแบบสุดโต่ง (Ultra) ที่ต้องใช้นักเตะเกือบทั้งทีมพร้อม ๆ กันตั้งรับ และปล่อยให้คู่แข่งได้ครองบอลมากกว่าตามใจชอบเลย เพื่อแลกกับ พื้นที่ประมาณ 3 ส่วนนับจากกลางสนามของฝั่งตัวเอง พูดง่าย ๆ คือให้นึกภาพตามว่า ทั้ง 11 คน ถอยร่นลงมาตั้งรับเป็นชั้น ๆ ทันทีที่คู่แข่งผ่านครึ่งสนามมา ก็จะแทบเรียกได้ว่าไม่เห็นใครเลย แต่พอมองไปข้างหน้าก็จะเห็น ฝั่งตรงข้ามยืนกันเป็นพรืด พอดูสีเสื้อที่เหมือนกันเป็นแนวแล้ว ก็คล้ายกับรถบัสทั้งคันกำลังขวางประตูอยู่นั่นเอง

จะเล่นแบบ“Park the Bus” ต้องทำอย่างไร

อย่างแรกสุดต้องเข้าใจก่อน ทั้งโค้ชและนักเตะว่า การเล่นอุดแบบจอดรถบัสนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อเอาชนะในเกม เพราะว่าเมื่อไม่มีนักเตะในเกมรุก ก็มีโอกาสน้อยลงที่จะยิง และตามมาด้วยโอกาสชนะน้อยลง แต่ว่าอาจจะหวังได้แค่จากการสวนกลับเท่านั้น จึงเหมาะกับทีมที่ต้องการผลเสมอหรือเป็นรองอย่างมาก และหากเข้าใจตรงกันแล้ว ก็เริ่มด้วยการตั้งสติและสมาธิในใจนักเตะก่อน เพราะว่าทุกคนที่ตั้งรับจะต้องมีความอดทนและคุยกันบ่อย ๆ ในสนาม เรื่องการจัดระเบียบยืนตำแหน่ง หลังจากนั้นให้ปีกทั้งสองข้างในระบบ 4-4-2 หรือ 4-2-3-1 ถอยลงมาให้เป็นเหมือนแผงกองหลัง แนวระนาบชั้นที่ 2 ซ้อนกันทั้งปีกจนถึงกองกลาง รวมทั้งเพลย์เมกเกอร์ ที่สำคัญคือทั้งหมดต้องยืนชิดกันไม่เหมือนแผนปกติ เพื่อลดช่องว่างระหว่างกองหลังและกองกลาง (ที่ตอนนี้เหมือนเปลี่ยนมาเป็นกองหลังแล้ว) จนทำให้การผ่านบอลของคู่แข่งนั้นยากขึ้น และเมื่อคู่แข่งเลี้ยงบอลผ่าน หรือแทงบอลทะลุช่องก็จะมีตัวที่ 2 หรือ 3 เข้ามาซ้อนทันทีนั่นเอง

ตอนนี้หลายคนคงเริ่มเข้าใจแล้วเรื่องแทกติกแบบการอุดประตู ระดับจอดรถบัส คงได้ทราบสาเหตุและขั้นตอนการฝึกฝนที่ไม่ยากเลย และสามารถนำไปปรับใช้กับทีมของตัวเองได้ หวังว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการในทุกเกม

 

post

การบุกแบบ Counter Attack หรือสวนกลับเร็ว ต้องซ้อมกันอย่างไร


หลาย ๆ คนที่เล่นฟุตบอล คงจะมีโอกาสได้สนุกสนานกับเพื่อน ในการตะโกนและสั่งการโหวกเหวกกับเพื่อน ๆ ซึ่งก็เป็นความเพลิดเพลินและเสน่ห์อย่างนึงของการเตะบอลนั่นเอง และถ้าพอจะจำกันได้ ในบรรดาคำต่าง ๆ ที่ แต่ละคนตะโกนกัน จะมีคำว่า “สวนกลับเร็วเลย” หรือ “Counter Attack เว้ยเฮ้ย” กันบ่อยมากถึงมากที่สุด พนันได้เลยว่าหลาย ๆ คน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คาดว่าคงเข้าใจการเล่นแบบนี้กันอยู่แล้ว แต่ในเวลาเดียวกัน ก็แทบจะไม่เคยได้ซ้อม หรือทำความเข้าใจแทกติกนี้ก่อนจะลงสนามกันเท่าไหร่แน่นอน วันนี้ให้เราทำให้ดูว่า การจะเล่นสวนกลับเร็ว และซ้อมกับเพื่อนในทีมควรทำอย่างไรบ้าง

การเล่นสวนกลับเร็วหมายถึงอะไร

อย่างแรกต้องเข้าใจแทกติกการสวนกลับเร็ว ให้ชัดเจนก่อนจะเริ่มซ้อมได้ การสวนกลับเร็วหมายถึง การเล่นเกมรุก หรือ การบุก ที่มีประสิทธิภาพแบบที่ไม่เหมือนกันต่อบอล หรือการทำเกมแบบค่อยเป็นค่อยไปตามปกติ การสวนกลับไม่ได้เริ่มต้นจากการตั้งเตะของนายทวาร หรือกองหลังลำเลียงบอลค่อย ๆ ขึ้นมาจากแดนหลังเช่นกัน แต่การสวนกลับเร็วเริ่มขึ้น เมื่อทีมฝั่งเราเอง ตัดบอลหรือดักบอลได้ แม้แต่แย่งบอลมาจากเท้าของคู่แข่งเมื่อไหร่ก็ตาม และเริ่มสวนกลับด้วยการผ่านบอลสั้นหรือยาว บนพื้นหรือลูกโด่ง อย่างไรก็ได้ที่เร็วที่สุด เพื่อจะไปถึงแดนคู่แข่งโดยที่คู่แข่งยังไม่ทันตั้งตัว และยังอยู่ “หน้า” บอล แทนที่จะอยู่ “หลัง” บอล ซึ่งก็คือคู่แข่งจะไม่ทันได้ถอยกลับมาอยู่ในตำแหน่งตั้งรับตามตำแหน่งที่ซ้อมกันมาในรูปแบบตั้งรับ คงพอจะนึกออกว่า ถึงจะอยากทำแต่ก็ทำไม่ทันแน่นอน ถ้าบอลถูกผ่านไปข้างหน้าทันที ทำให้ต้องวิ่งตามบอลกับคู่แข่ง เพื่อกลับมาตั้งรับมากกว่า และนี่แหละเปิดทางไปสู่การได้ประตูจากการสวนกลับเร็วนั่นเอง

การสวนกลับเร็วต้องซ้อมและเล่นอย่างไรกันบ้าง

การสวนกลับเร็วจะต้องมาจากการซ้อมกันอย่างดี และความเข้าใจในทีมที่ลึกซึ้ง หาใช่มาจากการสาดบอลไปข้างหน้า หรือการตะโกนบอกทีมให้วิ่งไปข้างหน้าเยอะ ๆ แค่เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อซ้อมแทกติกนี้กัน ทีมจะต้องซ้อมความคุ้นเคยของการผ่านบอลที่รวดเร็วกันก่อน เพราะทั้งหมดอาศัยความเร็วในการตัดสินใจ ว่าจะส่งไปที่ไหน และส่งให้ใครที่จะต้องรอรับที่ตำแหน่งที่ได้เปรียบ หลังจากเปลี่ยนจากรุกเป็นรับทันที การฝึกแบบนี้ มาจากการชิ่งบอล 1-2 แบบง่าย ๆ ในวง หรือ การส่งบอลจังหวะเดียวระหว่างกองกลาง และกองหลังเร็ว ๆ ก็ได้ อีกการฝึกซ้อมหนึ่งที่จำเป็นก็คือ ลักษณะการวิ่งของนักเตะที่ไม่มีบอล เพราะว่าการสวนกลับจะต้องมีคนรับบอลได้เร็วและได้เปรียบ การฝึกแบบนี้ทำได้โดยการ ตั้งโคนบนพื้นให้แทนกองหลัง และมีกองหลังจริง ๆ คอยกัน 2-3 คน แล้วให้ทีมสวนกลับหาวิธีผ่านบอลเร็วบ่อย ๆ และคนวิ่งต้องทำทางให้ทะลุให้ได้เพื่อจะดวลเดียวกับผู้รักษาประตู

ฟังดูแล้วการสวนกลับเร็วมีความซับซ้อนและลึกซึ้งกว่าที่ผู้อ่าน และแฟนบอลเคยใช้กันมาแน่นอน หวังว่าจะสามารถนำความรู้ไปต่อยอด ฝึกฝนกับทีมเพื่อจะสวนกลับเร็วจนได้ชัยชนะเช่นกัน

 

post

การยิงลูก Free Kick คืออะไร และ ทำอย่างไร ?

หนึ่งในการเล่นฟุตบอลที่มีความเท่ และเป็นชื่อเสียงที่โด่งดังประดุจลายเซ็นของกีฬาลูกหนังคือ การเตะลูกฟรีคิกนั่นเอง เรื่องนี้คงจะเห็นได้จากการที่เด็ก ๆ หรือแฟนบอลอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ในวัยเด็กได้ หัดเล่นลูกฟรีคิกกันแทบจะทุกครั้งที่มีโอกาส บ้างก็เป็นหรือบ้างก็มั่ว เพราะว่าในประเทศไทยบ้านเรา ไม่ค่อยได้มีประตูฟุตบอลใหญ่ ๆ และสนามหญ้าให้ลองหัด ตั้งบอลและปั่นลูกฟรีคิกกันให้เหมือนเดวิด เบคแคม อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ทำให้นักฟุตบอลทั้งเล็กใหญ่ ต่างก็หาตัวจับยอดฝีมือหรือจอมปั่นลูกฟรีคิกที่เชี่ยวชาญยากขึ้นทุกวัน ๆ วันนี้จึงขอพาเข้าไปเจาะลึกความรู้เบื้องหลัง และวิธีฝึกฝนการยิงลูกไซด์โค้งและการปั่นฟรีคิก กันอย่างถ่องแท้เลย  

การยิงลูกฟรีคิก ขั้นตอนเตรียมตัว

ขั้นตอนแรกสุดก่อนจะยิงฟรีคิกคือ ต้องเล็งก่อน นี่หมายถึงต้องใช้สมองตัดสินใจ ว่าจะยิงหรือสัมผัสบอลที่จุดไหนบนลูกกลม ๆ เพราะมีมากมาย ทั้งด้านข้างหรือด้านล่างใต้ลูก เป็นต้น นอกจากนั้นยังต้องเล็งที่ จุดของประตูกรอบสี่เหลี่ยมว่า ต้องการยิงให้เข้าที่มุมขวาหรือซ้าย ถ้านายทวารยืนอยู่ด้านหนึ่ง นายทวารจะมาป้องกันได้ไหมในจุดที่เล็ง นอกจากนั้นหากมีกำแพงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็ต้องเดาและคาดการณ์การกระโดดของกำแพงด้วย เช่น บางครั้งเราต้องเดาว่ากองหลังหรือกำแพงส่วนไหนจากซ้ายไปขวา จะกระโดดสูงแค่ไหน หรือกำแพงนักบอลตรงบริเวณไหนเตี้ยที่สุด และยังมีเรื่องของการยิงลอดกำแพงด้วย หากเดาว่าทั้งหมดจะกระโดดและมีมุมที่ว่างหลอกนายทวารได้นั่นเอง หลังจากที่เตรียมตัวและวิเคราะห์การตัดสินใจทั้งหมดนี้แล้ว ก็มาถึงขั้นตอนต่อไป

 ขั้นตอนการยิงฟรีคิกจริง

คือ วัดระยะการก้าวเท้า โดยคำนวณจากระยะของจุดฟรีคิกไปจนถึงประตู ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นระยะไกลมากประมาณ 25-40 หลาขึ้นไป แนะนำให้ยืนห่างจากบอลเกิน 5 เมตรก็พอ และกะระยะการก้าวเข้าไปเตะไม่ให้เกิน 3-4 ก้าว เพื่อให้ได้ความเร็วและความแรงจากการเร่งที่เพียงพอ แต่ถ้าจุดยิ่งอยู่ใกล้กว่านั้น แนะนำให้ก้าวเท้าแบบที่ก้าวยาว ๆ จะดีกว่า เพราะว่ายิ่งวางเท้าสุดท้ายใกล้บอลเท่าไหร่ก็จะยิ่งแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น แต่ในตอนยิงจริง ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การมีสมาธิและความนิ่งของจิตใจ อย่างที่เห็นว่านักเตะในทีวีจะยืน Focus อยู่นาน และมีแววตาที่นิ่งมาก เพราะว่าเมื่อเล็งทุกอย่างแล้ว การจะยิงให้ตรงจุดและความแรงที่ต้องการทั้งหมดขึ้นกับสมาธิ ณ วินาทีนั้นเลย ไม่อย่างนั้นทุกอย่างก็เท่ากับเสียเปล่าทันที และสุดท้าย เทคนิคเสริ เล็ก ๆ น้อย คือ จะต้องยิงบอลให้โค้ง หรือส่ายอย่างที่เราอ้าปากค้างกันในทีวี วิธีนี้สามารถทำได้โดยการการยิงบอลที่จุดกลาง แต่ใช้เท้ายกบอลหรือขับเคลื่อนบอลโดยส่งแรงจากด้านล่างให้ขึ้นไปถึงบนสุด ก่อนจะปล่อยบอลออกจากเท้า การเสริมแรงแบบนี้จะทำให้บอลส่ายตก และก่อความสับสนกับนายประตูแน่นอน

หวังว่าเทคนิคทั้งหมดนี้จะช่วยให้นักเตะในบ้านเรา มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น ในการยิงลูกฟรีคิก และสามารถนำมาต่อยอดความสนุกในเกมฟุตบอลได้นั่นเอง

 

post

การประกบตัว Man to Man และ Zonal Marking ต่างกันอย่างไร

ยามใดก็ตามที่แฟนบอลมีโอกาสได้ดูทีมที่ตัวเองเชียร์ หรือได้ลุ้นสโมสรสุดที่รักแข่งกันผ่านทางหน้าจอทีวี  เรามักจะต้องทำใจกับการมีโอกาสที่ทีมรักจะเสียประตูเสมอ ๆ เพราะว่าอย่างที่ว่ากัน ฟุตบอลลูกกลม ๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ในท่ามกลางความเสียดายและความหงุดหงิดแต่ละครั้ง ที่บอลผ่านเข้าไปตุงตะข่าย จะตามด้วยเสียงสบถด่า ก่นว่าอย่างเผ็ดร้อนจากปากเราเองนั้น  มีบางกรณีที่เสียประตูที่พาหัวร้อนกว่าครั้งอื่น ๆ นั่นคือการเสียประตูแบบที่ไม่น่าเสีย เช่น เสียจากลูกเตะมุม หรือ ลูกนิ่งที่มีการประกับกันแบบหละหลวม และเหม่อลอย ขนาดที่ต้องตะโกนว่า “เฮ้ย ปล่อยให้โหม่งเข้าไปได้ยังไง” เกิดขึ้นตามมา ประเด็นที่เกิดขึ้นคือ การประกบตัวที่ผิดพลาดในเกมรับเกิดขึ้นได้อย่างไร และการประกับมีกี่เเบบ อะไรบ้าง

การประกับตัวแบบ Zonal Marking หรือคุมโซน

นี่เป็นหนึ่งในตำนานของการป้องกัน ตั้งแต่ยุคที่เริ่มมีฟุตบอลก็ว่าได้ การป้องกันแบบนี้ หมายถึง การมอบหมายให้นักเตะแต่ละคนได้รับพื้นที่ที่ตัวเองดูแล หรือ Zone จนครบพื้นที่ทั้งหมดในเขตโทษ หรือบริเวณอันตรายในฝั่งประตูตัวเอง นี่หมายความว่าผู้จัดการทีมหรือโค้ช จะแนะนำสั่งให้นักเตะต้องวิ่งเข้าสกัด หรือ แย่งโหม่งลูกบอล เมื่อไหร่ก็ตามที่บอลลอยเข้ามาในบริเวณที่ตัวเองดูแล  บางครั้งจะมีการแบ่ง พื้นที่ หรือ Zone ที่ว่าออกเป็น 2 หรือ 3 ส่วน เพื่อความง่ายต่อการคุม นอกจากนั้นในการป้องกันแบบ Zonal Marking กรณีลูกนิ่งหรือลูกตั้งเตะ เช่น เตะมุมหรือ ลูกกินเปล่านั้น จะมีการกำชับที่รัดกุมกว่าปกติ เพราะว่าพื้นที่ในเขตโทษแคบกว่า แต่มีนักเตะของทั้ง 2 ฝั่งรวมกระจุกกันมากกว่านั่นเอง

การประกับตัวแบบ Man Markingหรือคุมคม

การประกบตัวแบบ Man Marking หรือ คุมคนนั้น นักเตะจะโดนมอบหมายให้มีนักเตะฝั่งตรงข้าม 1 คน ไว้ประกบ แบบตัวต่อตัว เรียกได้ว่าไปไหนไปด้วยเลยทีเดียว การประกบแบบนี้เรียกได้ว่าต้องใช้เวลาตลอด 90 นาที ในการประกับตัวผู้เล่นคนนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นปกติ หรือ จังหวะการเล่นลูกนิ่ง การประกบตัวแบบนี้ ผู้จัดการหรือโค้ช จะวิเคราะห์การเล่นและความสามารถของนักเตะและคู่แข่งทั้ง 22 คน มาอย่างดีล่วงหน้า และนำเอาจุดแข็ง จุดอ่อน ของทั้งหมดมา คิดออกแบบการจับคู่ประกบตัวออกมา  ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ทีมเสียการครองบอลแล้ว นักเตะทั้งหมดจะเข้าวิ่งประจำตำแหน่ง คู่แข่งตัวเองที่ได้รับมอบหมาย พยายามจะตามประกบ และแย่งบอลหรือสกัดบอลทุกที่ ๆ ไป จนกว่าจะเอาชนะได้ หรือจะถอยกลับไปต่อเกมกันใหม่นั่นเอง

คงจะเห็นแล้วว่า การประกบทั้ง 2 แบบ ต่างกันตรงที่แบบหนึ่งต้องใช้พลังงานตลอดทั้งเกม และต้องใช้ความอึด ความแกร่งเข้าสู้ด้วย ทั้งพละกำลังและขนาดของนักเตะเข้าใส่ตลอดเวลา ในขณะที่อีกแบบจะต้องใช้ความฉลาด ความมีวินัย และความไวของการตัดสินใจของนักเตะในทีมนั่นเอง

 

post

นักฟุตบอลทำอะไรกันบ้างตอนซ้อม?

ในโลกของฟุตบอลนั้น ความสนุกและความมันที่มีต่อเกมการแข่งขันนั้น นอกจากจะมาจากการชมนักฟุตบอลระดับโลกเตะกันอย่างเข้มข้น หรือต่อสู้กันในสนามอย่างชิงไหวชิงพริบตลอด 90 นาที ผ่านหน้าจอทีวีแล้ว อีกทางหนึ่งที่จะได้ลิ้มรส ความสำราญของกีฬาลูกหนังนั่นก็คือ การได้ลงเล่นด้วยตัวเอง หรือพูดง่าย ๆ คือ การวิ่งเตะฟุตบอลจริง ๆ บนสนามจริง ๆ ลูกบอลของจริง และเพื่อนในทีม กับ คู่แข่งตัวจริงนั่นเอง และเพื่อจะได้ความสนุกในแบบหลังมา ก็หนีไม่พ้นที่แฟนบอลกีฬาลูกกลม ๆ นี้ จะต้องหาโอกาส ฝึกฝน และ ได้อบรมบ่มฝีเท้า หรือ ที่เรียกว่า Training ด้วยแนวทางและวิธีการสอนที่เหมาะสม เป็นระเบียบเรียบร้อยนั่นเอง วันนี้จึงเป็นโอกาสดี ที่จะได้นำเสนอเบื้องหลังของการฝึก ว่ามีอะไรบ้างที่นักบอลทำกันตอนซ้อม

การซ้อมบอลที่จริงจัง ต้องอาศัยอะไรบ้าง

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การซ้อมฟุตบอลต้องทุ่มเทเวลา และแรงกายแรงใจอย่างมาก เพื่อซ้อมทักษะซ้ำไปซ้ำมา อย่างที่ไม่ได้สนุก แต่อาจจะเหนื่อยกว่าการเล่นปกติด้วยซ้ำ เนื่องจากกีฬาฟุตบอลนั้น เป็นเพียงกีฬาเดียวในโลก ที่แทบจะอาศัยอวัยวะเกือบทุกส่วนในร่างกาย ในการเล่น นั่นหมายความว่า การฝึกซ้อมไม่ได้อาศัยเพียงแค่การใช้มือหรือเท้า หรือ สายตาอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องใช้ทุกส่วนของร่างกายควบคู่ไปด้วยกัน และนอกจากนั้น การใช้เท้าเป็นหลักในการเล่นฟุตบอลนั้นยากกว่ากีฬาชนิดอื่น ๆ อยู่หลายเท่าอยู่แล้ว กว่าที่จะมีความคล่องแคล่ว มีทักษะติดตัว ใช้เท้าเล่นบอลได้อย่างที่เห็นได้จากทีวี จะต้องทุ่มเทให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นั่นเอง

การซ้อมทักษะพื้นฐานรูปแบบต่างๆ

อย่างแรกสุดที่มักจะมีการซ้อมกันในสนาม นอกเหนือจากการเดาะบอล ที่ใคร ๆ ก็ฝึกได้เองที่บ้านแล้ว คือ การเลี้ยงบอล การฝึกสามารถทำได้จาก การวางโคนสีส้มไว้ที่พื้นสนาม 3-4 จุด จะเป็นรูป 3 เหลี่ยม หรือ เส้นตรงก็ได้ แล้วให้เลี้ยงบอลผ่านโคนแต่ละอัน ด้วยข้างเท้าด้านในและข้างเท้าด้านนอก อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นี่จะช่วยให้เพิ่มความคุ้นเคยกับการสัมผัสและเลี้ยงบอลในรูปแบบต่าง ๆ นั่นเอง อย่างที่สองที่ทำได้ คือ การส่งบอลกับกำแพง หรือการฝึกกับกำแพงที่โด่งดัง นั่นคือ การเตะบอลหรือส่งบอลใส่กำแพงที่บ้าน และรอให้เด้งกลับมาเพื่อจะ ควบคุมการจ่ายบอลของเรา ให้ต่อเนื่อง และไม่ทำบอลหลุดจากกำแพงให้ได้นานที่สุด วิธีจะทำให้คุณผ่านบอลได้แม่นยำขึ้นในสนามนั่นเอง  รายการต่อมาคือ ลูกโหม่ง เชื่อหรือไม่ว่า มีมากถึง 20 % ของประตูที่ฟุตบอลในระดับสูงทำได้ มาจากการใช้หัวทั้งนั้น ดังนั้นถ้าจะฝึก ก็ทำกับกำแพงเหมือนเดิมเลย ให้ใช้หัวเดาะ หรือผ่านบอลกับกำแพงให้ เด้งออกมาจากผนัง และควบคุมบอลทุกครั้ง ให้ต่อเนื่องและไม่เสียการครองบอลไป มั่นใจได้เลยว่า ถ้าได้ทำแต่ละอย่างที่กล่าวไปแล้วนั้น ทักษะฟุตบอลจะเพิ่มมากขึ้นแน่นอนทันที

 

post

การเสียบแบบ Sliding Tackle คืออะไร ?

ในกีฬาฟุตบอลนั้น มักจะมีหลายสิ่งที่แฟนบอล หรือเม้แต่ผู้คนที่เป็นคอบอล นักเตะ และผู้มีใจรักในกีฬาทุกคนนั้นหลงลืม หรือจะเรียกว่ามองข้ามไปก็ได้ ยกตัวอย่าง เช่น การลืมไปว่านายประตูมีความสำคัญขนาดไหนต่อเกมการแข่งขัน เพียงเพราะว่าอยู่ด้านหลังสุด และไม่ค่อยได้เห็นบ่อย ๆ รวมทั้งกองหลัง หรือเกมรับที่แม้ว่าไม่เท่ แต่ก็มีความสำคัญเสียสละอย่างมากต่อทีมโดยรวม และที่จริงกองหลัง แม้จะไม่ได้ ตีลังกายิง หรือโชว์ทักษะสุดยอดในการเลี้ยงบอลบ่อย ๆ แต่ก็มีความเท่ห์ไม่หยอกในตัวเอง และสิ่งที่เท่ห์ที่สุดของกองหลังคงหนีไม่พ้น การเสียบสกัดแบบ Slide Tackle แต่ทักษะที่ว่านี้คืออะไร และจะทำได้อย่างไรบ้าง เราไปดูกัน

การ Slide Tackle คืออะไรกันแน่

แม้จะเคยเห็นในทีวีบ่อย แต่ความหมาย ก็คือการ Tackle หรือการเข้าปะทะรูปแบบหนึ่งในเกมฟุตบอล โดยการใช้ขายืดออกไปเพื่อจะดันหรือเตะบอล หรือบางทีแม้แต่จะเพียงแค่หยุดบอล จากการควบคุมบอลของอีกฝ่ายหนึ่ง บ่อยครั้งการสกัดแบบนี้เรียกว่า Sliding ด้วย ก็เพราะว่า เมื่อมีการวิ่งไล่หรือกวดบอลแข่งกันระหว่างกองหลัง และกองหน้าทีมตรงข้าม กองหลังส่วนมากจะต้องใช้การนอนล้มตัวและไหลไปด้วยแรงดัน เพื่อส่งให้ตัวเอง กับขาที่ยื่นออก ไม่ว่าข้างเดียวหรือสองข้างนั้น ไปถึงตัวผู้ครองบอลถึง โดยที่ไม่ต้องแซงไปดักหน้านั่นเอง ซึ่งจะทำให้มีประสิทธิภาพกว่าในการสกัด หรือป้องกันวินาทีสุดท้ายด้วย

แล้วถ้าอย่างนั้นเราจะหัด Slide Tackle ได้อย่างไรบ้าง

อย่างแรกสุดที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ต้องคิดก่อนว่า การเสียบสไลด์นั้นมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บของตัวเอง ที่เกิดจากการหล่นทับหรือผิดพลาด และการบาดเจ็บของคนเลี้ยงบอลหากกะจังหวะผิด นอกจากนั้นการสไลด์เสียบ ควรจะเป็นตัวเลือกสุดท้ายเลยที่กองหลังจะเลือก เพราะเมื่อพลาดขึ้นมาโอกาสเสียประตูมีสูง ในสถานการณ์ปกตินั้นการยืนสกัดหรือเข้าปะทะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย และดีกว่าเสมอ

ถ้าพร้อมจะ Slide Tackle แล้วสิ่งที่ต้องทำคือ

สิ่งแรกกะจังหวะให้ดี เคล็ดลับคือเมื่อกองหน้าเลี้ยงบอลอยู่ในจังหวะกระชาก หรือแตะบอลไปข้างหน้า แล้วกำลังจะตามไปเลี้ยง นั่นแหละคือช่วงที่ดีที่สุดที่จะสไลด์ไป เพราะมีโอกาสสูงกว่าระหว่างคนที่แยกกับบอลอยู่ นอกจากนั้นจำไว้ว่า ถ้าขาข้างไหนถนัดให้ใช้ข้างนั้น เพื่อให้ไปถึงเร็วที่สุด นอกจากนั้นให้อีกข้างหุบและงอไว้ข้างหลังเพื่อสมดุล อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การมองบอลตลอดเวลาไม่ใช่คน และสุดท้ายความนิ่งคือสิ่งสำคัญที่สุด นักเตะที่นิ่งจะทำให้ทุกอย่างช้าลงและผิดพลาดน้อยที่สุด   ตอนนี้ถ้าพร้อมแล้ว ขอเชิญให้ทุกคนลองเล่นกองหลังและลอง Slide Tackle กันไปเลย

 

post

มารู้จักตำแหน่งที่เรียกว่ากองกลาง Box To Box กัน ?

ในการเล่นฟุตบอลนั้น ตำแหน่งที่มีความซับซ้อน และหลากหลายที่สุดในสนาม คงจะเป็นตำแหน่งอื่นใดไปไม่ได้ นอกจาก กองกลาง เพราะว่ามีทั้งกองกลางที่เป็น ตัวรุก ตัวรับ และเป็นทั้งตรงกลางสนามและด้านข้าง มีทั้งกองกลาง Play Maker และมีทั้ง Destroyer นี่ทำให้ฟุตบอลมีความลึกซึ้ง มีความซับซ้อนแต่ก็มีเสน่ห์สามารถดึง เอารายละเอียดของการเล่นเหล่านี้ ออกมาทำเป็นแทคติกที่หลากหลายแต่ก็น่าสนใจ และหนึ่งในตำแหน่งกองกลางที่มากมายนี้ ตำแหน่งหนึ่งที่แทบจะไม่มีคนพูดถึง หรือแฟนบอลคนไทยแทบจะไม่รู้จักก็คือ กองกลาง Box To Box นั่นเอง วันนี้เราจะได้ไปดูกันว่าตำแหน่งนี้คืออะไรและเล่นอย่างไร

ชื่อของ Box To Box มาจากไหน

ก่อนอื่นชื่อนี้แปลเป็นภาษาไทยตามตัวว่า จากกรอบเขตโทษหนึ่ง ไปถึง อีกกรอบเขตโทษหนึ่ง เพราะว่า Box แปลว่ากรอบเขตโทษในเกมฟุตบอล พูดแบบนี้แล้วหลายคนน่าจะพอเดาออกแล้วว่า ทำไมกองกลางตำแหน่งนี้ถึงได้ชื่อนี้ คำตอบคือ นักเตะคนนี้จะต้องคอยวิ่งจากฝั่งตัวเองในจังหวะเกมรับ และเมื่อทีมไปบุกอีกฟาก ก็ต้องวิ่งตามไปสนับสนุนการบุกอีกเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อจะช่วยการครองบอลของทีม โดยที่มีจำนวนนักเตะพอเพียงเสมอในทุกสถานการณ์ และทุก ๆ พื้นที่ของสนามนั่นเอง และการจะไปมา ๆ แบบนี้ ก็คงจะเดาได้ว่า ต้องมีความอึดและความแข็งแกร่งด้านร่างกายไม่มากก็น้อยเลย เค้าต้องทำงานหนัก เสียสละ และไม่ยอมแพ้ นี่แหละตำแหน่งที่ว่านั่นเอง

แล้วตำแหน่งนี้ต้องทำอะไรบ้าง

กองกลางตำแหน่งนี้ เป็นเหมือนกับรวมกองกลางตัวรุก-รับ และ Play Maker เข้าไว้ในคนเดียวกัน ในเกมรับเค้าต้องช่วยไล่บอล กันการส่ง และแย่งบอลกลับมาตามตำแหน่งต่าง ๆ การเข้าปะทะและการหยุดเกมก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนจากรับเป็นรุก แต่การเปลี่ยนนี้ไม่ได้หมายถึงการเป็นผู้นำ แต่เป็นคนสนับสนุนในเกมรุกมากกว่า ทำให้เค้าไปถึงกรอบเขตโทษหรือ Box อีกฝั่งช้ากว่าคนอื่น แต่ก็คอยรับบอลและเคลื่อนบอลไปทั่ว และถ้ามีจังหวะก็จ่ายบอลและยิงไกลได้ด้วย บางคนเล่นตำแหน่งนี้มีความสามารถในการทำเกมมากกว่าคนอื่น จึงดูคล้ายนักเตะหมายเลข 10 ไปโดยปริยาย  ตำแหน่งนี้มีความสำคัญ เพราะว่าความสารพัดประโยชน์ จนทำให้บางทีมใช้ นักเตะ 2 คน ทีเดียวในตำแหน่งนี้ ยืนคู่กัน เช่น เยอรมัน ในบอลโลกปี 2014  ทำให้เรานึกภาพออกว่า ตำแหน่งนี้เป็นตัวหลักของทีมที่ขาดไม่ได้ ขนาดที่ว่านึกอะไรไม่ออกก็ส่งมาที่ Box To Box ได้เลย ที่จริง ตำแหน่งนี้ โด่งดังขนาดที่ มีการยกเลิกตำแหน่ง กองกลางตัวรับ ไปเลย เพื่อเปลี่ยนมาใช้ตำแหน่งนี้แทน หลังจากที่แผน 4-3-3 ถูกใช้น้อยลง

หวังว่าความรู้ที่มากขึ้นเช่นนี้ ของตำแหน่ง Box To Box จะช่วยให้แฟน ๆ และเพื่อน ๆ หันมาพูดถึง และเล่นบอลกันด้วยการแย่งกันเป็นกองกลางตำแหน่งนี้กันมากขึ้น มั่นใจได้ว่าเกมจะสนุกขึ้นมากแน่นอน