post

การอุดประตูแบบ Park the Bus คืออะไร

ทุกวันนี้เมื่อเราชมฟุตบอลถ่ายทอดสดกันทางทีวี มักจะได้ยินคำ ๆ หนึ่งของนักพากย์บอลสด ที่กำลังบรรยายเกมอย่างเมามัน พูดบ่อย ๆ คือคำว่า “จอดรถบัส” หรือวลีที่ Commentator ฝรั่งเสียงในฟิล์มจากอังกฤษใช้คำว่า “Park the Bus” บ่อย ๆ ออกอากาศโดยเฉพาะในการวิเคราะห์เกมช่วงพักเบรก นี่ทำให้แฟน ๆ หลายคนตามไม่ทันว่ามันแปลว่าอะไร หรือหมายถึงวิธีการทางแทกติกอย่างไรในเกมฟุตบอลกันแน่ วันนี้ให้เรามาตอบคำถามนี้กันในเบื้องลึกกันเลย และมั่นใจว่าความรู้ในบทความนี้ จะช่วยให้มีเบื้องลึกด้านการอ่านเกม และดูบอลอย่างลึกซึ้งขึ้นแน่นอน

ที่มาของคำว่า “Park the Bus”

แรกสุดขอให้นึกภาพรถบัสหรือรถเมลบ้านเราก่อน เมื่อเราเห็นก็ทราบทันทีว่า ความยาวและความสูงขนาดนั้น แน่นอนต้องยาวกว่าประตูในสนามฟุตบอลที่มีขนาดประมาณ 7.2 x 4.4 เมตรแน่นอน เพราะฉะนั้นในบ้านเมืองอังกฤษ แฟนบอลได้เห็น ได้ใช้ยานพหนะชนิดนี้อย่างคุ้นเคยเป็นประจำ จนได้ยกเอามาเปรียบเทียบกับ การเล่นเกมรับแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ในเกมฟุตบอลนั่นเอง ทีนี้ความหมายทางด้านฟุตบอลของคำว่า จอดรถบัสขวาง จึงหมายความว่า การเล่นเกมรับแบบสุดโต่ง (Ultra) ที่ต้องใช้นักเตะเกือบทั้งทีมพร้อม ๆ กันตั้งรับ และปล่อยให้คู่แข่งได้ครองบอลมากกว่าตามใจชอบเลย เพื่อแลกกับ พื้นที่ประมาณ 3 ส่วนนับจากกลางสนามของฝั่งตัวเอง พูดง่าย ๆ คือให้นึกภาพตามว่า ทั้ง 11 คน ถอยร่นลงมาตั้งรับเป็นชั้น ๆ ทันทีที่คู่แข่งผ่านครึ่งสนามมา ก็จะแทบเรียกได้ว่าไม่เห็นใครเลย แต่พอมองไปข้างหน้าก็จะเห็น ฝั่งตรงข้ามยืนกันเป็นพรืด พอดูสีเสื้อที่เหมือนกันเป็นแนวแล้ว ก็คล้ายกับรถบัสทั้งคันกำลังขวางประตูอยู่นั่นเอง

จะเล่นแบบ“Park the Bus” ต้องทำอย่างไร

อย่างแรกสุดต้องเข้าใจก่อน ทั้งโค้ชและนักเตะว่า การเล่นอุดแบบจอดรถบัสนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อเอาชนะในเกม เพราะว่าเมื่อไม่มีนักเตะในเกมรุก ก็มีโอกาสน้อยลงที่จะยิง และตามมาด้วยโอกาสชนะน้อยลง แต่ว่าอาจจะหวังได้แค่จากการสวนกลับเท่านั้น จึงเหมาะกับทีมที่ต้องการผลเสมอหรือเป็นรองอย่างมาก และหากเข้าใจตรงกันแล้ว ก็เริ่มด้วยการตั้งสติและสมาธิในใจนักเตะก่อน เพราะว่าทุกคนที่ตั้งรับจะต้องมีความอดทนและคุยกันบ่อย ๆ ในสนาม เรื่องการจัดระเบียบยืนตำแหน่ง หลังจากนั้นให้ปีกทั้งสองข้างในระบบ 4-4-2 หรือ 4-2-3-1 ถอยลงมาให้เป็นเหมือนแผงกองหลัง แนวระนาบชั้นที่ 2 ซ้อนกันทั้งปีกจนถึงกองกลาง รวมทั้งเพลย์เมกเกอร์ ที่สำคัญคือทั้งหมดต้องยืนชิดกันไม่เหมือนแผนปกติ เพื่อลดช่องว่างระหว่างกองหลังและกองกลาง (ที่ตอนนี้เหมือนเปลี่ยนมาเป็นกองหลังแล้ว) จนทำให้การผ่านบอลของคู่แข่งนั้นยากขึ้น และเมื่อคู่แข่งเลี้ยงบอลผ่าน หรือแทงบอลทะลุช่องก็จะมีตัวที่ 2 หรือ 3 เข้ามาซ้อนทันทีนั่นเอง

ตอนนี้หลายคนคงเริ่มเข้าใจแล้วเรื่องแทกติกแบบการอุดประตู ระดับจอดรถบัส คงได้ทราบสาเหตุและขั้นตอนการฝึกฝนที่ไม่ยากเลย และสามารถนำไปปรับใช้กับทีมของตัวเองได้ หวังว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการในทุกเกม

 

post

การบุกแบบ Counter Attack หรือสวนกลับเร็ว ต้องซ้อมกันอย่างไร


หลาย ๆ คนที่เล่นฟุตบอล คงจะมีโอกาสได้สนุกสนานกับเพื่อน ในการตะโกนและสั่งการโหวกเหวกกับเพื่อน ๆ ซึ่งก็เป็นความเพลิดเพลินและเสน่ห์อย่างนึงของการเตะบอลนั่นเอง และถ้าพอจะจำกันได้ ในบรรดาคำต่าง ๆ ที่ แต่ละคนตะโกนกัน จะมีคำว่า “สวนกลับเร็วเลย” หรือ “Counter Attack เว้ยเฮ้ย” กันบ่อยมากถึงมากที่สุด พนันได้เลยว่าหลาย ๆ คน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คาดว่าคงเข้าใจการเล่นแบบนี้กันอยู่แล้ว แต่ในเวลาเดียวกัน ก็แทบจะไม่เคยได้ซ้อม หรือทำความเข้าใจแทกติกนี้ก่อนจะลงสนามกันเท่าไหร่แน่นอน วันนี้ให้เราทำให้ดูว่า การจะเล่นสวนกลับเร็ว และซ้อมกับเพื่อนในทีมควรทำอย่างไรบ้าง

การเล่นสวนกลับเร็วหมายถึงอะไร

อย่างแรกต้องเข้าใจแทกติกการสวนกลับเร็ว ให้ชัดเจนก่อนจะเริ่มซ้อมได้ การสวนกลับเร็วหมายถึง การเล่นเกมรุก หรือ การบุก ที่มีประสิทธิภาพแบบที่ไม่เหมือนกันต่อบอล หรือการทำเกมแบบค่อยเป็นค่อยไปตามปกติ การสวนกลับไม่ได้เริ่มต้นจากการตั้งเตะของนายทวาร หรือกองหลังลำเลียงบอลค่อย ๆ ขึ้นมาจากแดนหลังเช่นกัน แต่การสวนกลับเร็วเริ่มขึ้น เมื่อทีมฝั่งเราเอง ตัดบอลหรือดักบอลได้ แม้แต่แย่งบอลมาจากเท้าของคู่แข่งเมื่อไหร่ก็ตาม และเริ่มสวนกลับด้วยการผ่านบอลสั้นหรือยาว บนพื้นหรือลูกโด่ง อย่างไรก็ได้ที่เร็วที่สุด เพื่อจะไปถึงแดนคู่แข่งโดยที่คู่แข่งยังไม่ทันตั้งตัว และยังอยู่ “หน้า” บอล แทนที่จะอยู่ “หลัง” บอล ซึ่งก็คือคู่แข่งจะไม่ทันได้ถอยกลับมาอยู่ในตำแหน่งตั้งรับตามตำแหน่งที่ซ้อมกันมาในรูปแบบตั้งรับ คงพอจะนึกออกว่า ถึงจะอยากทำแต่ก็ทำไม่ทันแน่นอน ถ้าบอลถูกผ่านไปข้างหน้าทันที ทำให้ต้องวิ่งตามบอลกับคู่แข่ง เพื่อกลับมาตั้งรับมากกว่า และนี่แหละเปิดทางไปสู่การได้ประตูจากการสวนกลับเร็วนั่นเอง

การสวนกลับเร็วต้องซ้อมและเล่นอย่างไรกันบ้าง

การสวนกลับเร็วจะต้องมาจากการซ้อมกันอย่างดี และความเข้าใจในทีมที่ลึกซึ้ง หาใช่มาจากการสาดบอลไปข้างหน้า หรือการตะโกนบอกทีมให้วิ่งไปข้างหน้าเยอะ ๆ แค่เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อซ้อมแทกติกนี้กัน ทีมจะต้องซ้อมความคุ้นเคยของการผ่านบอลที่รวดเร็วกันก่อน เพราะทั้งหมดอาศัยความเร็วในการตัดสินใจ ว่าจะส่งไปที่ไหน และส่งให้ใครที่จะต้องรอรับที่ตำแหน่งที่ได้เปรียบ หลังจากเปลี่ยนจากรุกเป็นรับทันที การฝึกแบบนี้ มาจากการชิ่งบอล 1-2 แบบง่าย ๆ ในวง หรือ การส่งบอลจังหวะเดียวระหว่างกองกลาง และกองหลังเร็ว ๆ ก็ได้ อีกการฝึกซ้อมหนึ่งที่จำเป็นก็คือ ลักษณะการวิ่งของนักเตะที่ไม่มีบอล เพราะว่าการสวนกลับจะต้องมีคนรับบอลได้เร็วและได้เปรียบ การฝึกแบบนี้ทำได้โดยการ ตั้งโคนบนพื้นให้แทนกองหลัง และมีกองหลังจริง ๆ คอยกัน 2-3 คน แล้วให้ทีมสวนกลับหาวิธีผ่านบอลเร็วบ่อย ๆ และคนวิ่งต้องทำทางให้ทะลุให้ได้เพื่อจะดวลเดียวกับผู้รักษาประตู

ฟังดูแล้วการสวนกลับเร็วมีความซับซ้อนและลึกซึ้งกว่าที่ผู้อ่าน และแฟนบอลเคยใช้กันมาแน่นอน หวังว่าจะสามารถนำความรู้ไปต่อยอด ฝึกฝนกับทีมเพื่อจะสวนกลับเร็วจนได้ชัยชนะเช่นกัน

 

post

การยิงลูก Free Kick คืออะไร และ ทำอย่างไร ?

หนึ่งในการเล่นฟุตบอลที่มีความเท่ และเป็นชื่อเสียงที่โด่งดังประดุจลายเซ็นของกีฬาลูกหนังคือ การเตะลูกฟรีคิกนั่นเอง เรื่องนี้คงจะเห็นได้จากการที่เด็ก ๆ หรือแฟนบอลอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ในวัยเด็กได้ หัดเล่นลูกฟรีคิกกันแทบจะทุกครั้งที่มีโอกาส บ้างก็เป็นหรือบ้างก็มั่ว เพราะว่าในประเทศไทยบ้านเรา ไม่ค่อยได้มีประตูฟุตบอลใหญ่ ๆ และสนามหญ้าให้ลองหัด ตั้งบอลและปั่นลูกฟรีคิกกันให้เหมือนเดวิด เบคแคม อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ทำให้นักฟุตบอลทั้งเล็กใหญ่ ต่างก็หาตัวจับยอดฝีมือหรือจอมปั่นลูกฟรีคิกที่เชี่ยวชาญยากขึ้นทุกวัน ๆ วันนี้จึงขอพาเข้าไปเจาะลึกความรู้เบื้องหลัง และวิธีฝึกฝนการยิงลูกไซด์โค้งและการปั่นฟรีคิก กันอย่างถ่องแท้เลย  

การยิงลูกฟรีคิก ขั้นตอนเตรียมตัว

ขั้นตอนแรกสุดก่อนจะยิงฟรีคิกคือ ต้องเล็งก่อน นี่หมายถึงต้องใช้สมองตัดสินใจ ว่าจะยิงหรือสัมผัสบอลที่จุดไหนบนลูกกลม ๆ เพราะมีมากมาย ทั้งด้านข้างหรือด้านล่างใต้ลูก เป็นต้น นอกจากนั้นยังต้องเล็งที่ จุดของประตูกรอบสี่เหลี่ยมว่า ต้องการยิงให้เข้าที่มุมขวาหรือซ้าย ถ้านายทวารยืนอยู่ด้านหนึ่ง นายทวารจะมาป้องกันได้ไหมในจุดที่เล็ง นอกจากนั้นหากมีกำแพงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็ต้องเดาและคาดการณ์การกระโดดของกำแพงด้วย เช่น บางครั้งเราต้องเดาว่ากองหลังหรือกำแพงส่วนไหนจากซ้ายไปขวา จะกระโดดสูงแค่ไหน หรือกำแพงนักบอลตรงบริเวณไหนเตี้ยที่สุด และยังมีเรื่องของการยิงลอดกำแพงด้วย หากเดาว่าทั้งหมดจะกระโดดและมีมุมที่ว่างหลอกนายทวารได้นั่นเอง หลังจากที่เตรียมตัวและวิเคราะห์การตัดสินใจทั้งหมดนี้แล้ว ก็มาถึงขั้นตอนต่อไป

 ขั้นตอนการยิงฟรีคิกจริง

คือ วัดระยะการก้าวเท้า โดยคำนวณจากระยะของจุดฟรีคิกไปจนถึงประตู ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นระยะไกลมากประมาณ 25-40 หลาขึ้นไป แนะนำให้ยืนห่างจากบอลเกิน 5 เมตรก็พอ และกะระยะการก้าวเข้าไปเตะไม่ให้เกิน 3-4 ก้าว เพื่อให้ได้ความเร็วและความแรงจากการเร่งที่เพียงพอ แต่ถ้าจุดยิ่งอยู่ใกล้กว่านั้น แนะนำให้ก้าวเท้าแบบที่ก้าวยาว ๆ จะดีกว่า เพราะว่ายิ่งวางเท้าสุดท้ายใกล้บอลเท่าไหร่ก็จะยิ่งแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น แต่ในตอนยิงจริง ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การมีสมาธิและความนิ่งของจิตใจ อย่างที่เห็นว่านักเตะในทีวีจะยืน Focus อยู่นาน และมีแววตาที่นิ่งมาก เพราะว่าเมื่อเล็งทุกอย่างแล้ว การจะยิงให้ตรงจุดและความแรงที่ต้องการทั้งหมดขึ้นกับสมาธิ ณ วินาทีนั้นเลย ไม่อย่างนั้นทุกอย่างก็เท่ากับเสียเปล่าทันที และสุดท้าย เทคนิคเสริ เล็ก ๆ น้อย คือ จะต้องยิงบอลให้โค้ง หรือส่ายอย่างที่เราอ้าปากค้างกันในทีวี วิธีนี้สามารถทำได้โดยการการยิงบอลที่จุดกลาง แต่ใช้เท้ายกบอลหรือขับเคลื่อนบอลโดยส่งแรงจากด้านล่างให้ขึ้นไปถึงบนสุด ก่อนจะปล่อยบอลออกจากเท้า การเสริมแรงแบบนี้จะทำให้บอลส่ายตก และก่อความสับสนกับนายประตูแน่นอน

หวังว่าเทคนิคทั้งหมดนี้จะช่วยให้นักเตะในบ้านเรา มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น ในการยิงลูกฟรีคิก และสามารถนำมาต่อยอดความสนุกในเกมฟุตบอลได้นั่นเอง

 

post

การประกบตัว Man to Man และ Zonal Marking ต่างกันอย่างไร

ยามใดก็ตามที่แฟนบอลมีโอกาสได้ดูทีมที่ตัวเองเชียร์ หรือได้ลุ้นสโมสรสุดที่รักแข่งกันผ่านทางหน้าจอทีวี  เรามักจะต้องทำใจกับการมีโอกาสที่ทีมรักจะเสียประตูเสมอ ๆ เพราะว่าอย่างที่ว่ากัน ฟุตบอลลูกกลม ๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ในท่ามกลางความเสียดายและความหงุดหงิดแต่ละครั้ง ที่บอลผ่านเข้าไปตุงตะข่าย จะตามด้วยเสียงสบถด่า ก่นว่าอย่างเผ็ดร้อนจากปากเราเองนั้น  มีบางกรณีที่เสียประตูที่พาหัวร้อนกว่าครั้งอื่น ๆ นั่นคือการเสียประตูแบบที่ไม่น่าเสีย เช่น เสียจากลูกเตะมุม หรือ ลูกนิ่งที่มีการประกับกันแบบหละหลวม และเหม่อลอย ขนาดที่ต้องตะโกนว่า “เฮ้ย ปล่อยให้โหม่งเข้าไปได้ยังไง” เกิดขึ้นตามมา ประเด็นที่เกิดขึ้นคือ การประกบตัวที่ผิดพลาดในเกมรับเกิดขึ้นได้อย่างไร และการประกับมีกี่เเบบ อะไรบ้าง

การประกับตัวแบบ Zonal Marking หรือคุมโซน

นี่เป็นหนึ่งในตำนานของการป้องกัน ตั้งแต่ยุคที่เริ่มมีฟุตบอลก็ว่าได้ การป้องกันแบบนี้ หมายถึง การมอบหมายให้นักเตะแต่ละคนได้รับพื้นที่ที่ตัวเองดูแล หรือ Zone จนครบพื้นที่ทั้งหมดในเขตโทษ หรือบริเวณอันตรายในฝั่งประตูตัวเอง นี่หมายความว่าผู้จัดการทีมหรือโค้ช จะแนะนำสั่งให้นักเตะต้องวิ่งเข้าสกัด หรือ แย่งโหม่งลูกบอล เมื่อไหร่ก็ตามที่บอลลอยเข้ามาในบริเวณที่ตัวเองดูแล  บางครั้งจะมีการแบ่ง พื้นที่ หรือ Zone ที่ว่าออกเป็น 2 หรือ 3 ส่วน เพื่อความง่ายต่อการคุม นอกจากนั้นในการป้องกันแบบ Zonal Marking กรณีลูกนิ่งหรือลูกตั้งเตะ เช่น เตะมุมหรือ ลูกกินเปล่านั้น จะมีการกำชับที่รัดกุมกว่าปกติ เพราะว่าพื้นที่ในเขตโทษแคบกว่า แต่มีนักเตะของทั้ง 2 ฝั่งรวมกระจุกกันมากกว่านั่นเอง

การประกับตัวแบบ Man Markingหรือคุมคม

การประกบตัวแบบ Man Marking หรือ คุมคนนั้น นักเตะจะโดนมอบหมายให้มีนักเตะฝั่งตรงข้าม 1 คน ไว้ประกบ แบบตัวต่อตัว เรียกได้ว่าไปไหนไปด้วยเลยทีเดียว การประกบแบบนี้เรียกได้ว่าต้องใช้เวลาตลอด 90 นาที ในการประกับตัวผู้เล่นคนนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นปกติ หรือ จังหวะการเล่นลูกนิ่ง การประกบตัวแบบนี้ ผู้จัดการหรือโค้ช จะวิเคราะห์การเล่นและความสามารถของนักเตะและคู่แข่งทั้ง 22 คน มาอย่างดีล่วงหน้า และนำเอาจุดแข็ง จุดอ่อน ของทั้งหมดมา คิดออกแบบการจับคู่ประกบตัวออกมา  ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ทีมเสียการครองบอลแล้ว นักเตะทั้งหมดจะเข้าวิ่งประจำตำแหน่ง คู่แข่งตัวเองที่ได้รับมอบหมาย พยายามจะตามประกบ และแย่งบอลหรือสกัดบอลทุกที่ ๆ ไป จนกว่าจะเอาชนะได้ หรือจะถอยกลับไปต่อเกมกันใหม่นั่นเอง

คงจะเห็นแล้วว่า การประกบทั้ง 2 แบบ ต่างกันตรงที่แบบหนึ่งต้องใช้พลังงานตลอดทั้งเกม และต้องใช้ความอึด ความแกร่งเข้าสู้ด้วย ทั้งพละกำลังและขนาดของนักเตะเข้าใส่ตลอดเวลา ในขณะที่อีกแบบจะต้องใช้ความฉลาด ความมีวินัย และความไวของการตัดสินใจของนักเตะในทีมนั่นเอง

 

post

นักฟุตบอลทำอะไรกันบ้างตอนซ้อม?

ในโลกของฟุตบอลนั้น ความสนุกและความมันที่มีต่อเกมการแข่งขันนั้น นอกจากจะมาจากการชมนักฟุตบอลระดับโลกเตะกันอย่างเข้มข้น หรือต่อสู้กันในสนามอย่างชิงไหวชิงพริบตลอด 90 นาที ผ่านหน้าจอทีวีแล้ว อีกทางหนึ่งที่จะได้ลิ้มรส ความสำราญของกีฬาลูกหนังนั่นก็คือ การได้ลงเล่นด้วยตัวเอง หรือพูดง่าย ๆ คือ การวิ่งเตะฟุตบอลจริง ๆ บนสนามจริง ๆ ลูกบอลของจริง และเพื่อนในทีม กับ คู่แข่งตัวจริงนั่นเอง และเพื่อจะได้ความสนุกในแบบหลังมา ก็หนีไม่พ้นที่แฟนบอลกีฬาลูกกลม ๆ นี้ จะต้องหาโอกาส ฝึกฝน และ ได้อบรมบ่มฝีเท้า หรือ ที่เรียกว่า Training ด้วยแนวทางและวิธีการสอนที่เหมาะสม เป็นระเบียบเรียบร้อยนั่นเอง วันนี้จึงเป็นโอกาสดี ที่จะได้นำเสนอเบื้องหลังของการฝึก ว่ามีอะไรบ้างที่นักบอลทำกันตอนซ้อม

การซ้อมบอลที่จริงจัง ต้องอาศัยอะไรบ้าง

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การซ้อมฟุตบอลต้องทุ่มเทเวลา และแรงกายแรงใจอย่างมาก เพื่อซ้อมทักษะซ้ำไปซ้ำมา อย่างที่ไม่ได้สนุก แต่อาจจะเหนื่อยกว่าการเล่นปกติด้วยซ้ำ เนื่องจากกีฬาฟุตบอลนั้น เป็นเพียงกีฬาเดียวในโลก ที่แทบจะอาศัยอวัยวะเกือบทุกส่วนในร่างกาย ในการเล่น นั่นหมายความว่า การฝึกซ้อมไม่ได้อาศัยเพียงแค่การใช้มือหรือเท้า หรือ สายตาอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องใช้ทุกส่วนของร่างกายควบคู่ไปด้วยกัน และนอกจากนั้น การใช้เท้าเป็นหลักในการเล่นฟุตบอลนั้นยากกว่ากีฬาชนิดอื่น ๆ อยู่หลายเท่าอยู่แล้ว กว่าที่จะมีความคล่องแคล่ว มีทักษะติดตัว ใช้เท้าเล่นบอลได้อย่างที่เห็นได้จากทีวี จะต้องทุ่มเทให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นั่นเอง

การซ้อมทักษะพื้นฐานรูปแบบต่างๆ

อย่างแรกสุดที่มักจะมีการซ้อมกันในสนาม นอกเหนือจากการเดาะบอล ที่ใคร ๆ ก็ฝึกได้เองที่บ้านแล้ว คือ การเลี้ยงบอล การฝึกสามารถทำได้จาก การวางโคนสีส้มไว้ที่พื้นสนาม 3-4 จุด จะเป็นรูป 3 เหลี่ยม หรือ เส้นตรงก็ได้ แล้วให้เลี้ยงบอลผ่านโคนแต่ละอัน ด้วยข้างเท้าด้านในและข้างเท้าด้านนอก อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นี่จะช่วยให้เพิ่มความคุ้นเคยกับการสัมผัสและเลี้ยงบอลในรูปแบบต่าง ๆ นั่นเอง อย่างที่สองที่ทำได้ คือ การส่งบอลกับกำแพง หรือการฝึกกับกำแพงที่โด่งดัง นั่นคือ การเตะบอลหรือส่งบอลใส่กำแพงที่บ้าน และรอให้เด้งกลับมาเพื่อจะ ควบคุมการจ่ายบอลของเรา ให้ต่อเนื่อง และไม่ทำบอลหลุดจากกำแพงให้ได้นานที่สุด วิธีจะทำให้คุณผ่านบอลได้แม่นยำขึ้นในสนามนั่นเอง  รายการต่อมาคือ ลูกโหม่ง เชื่อหรือไม่ว่า มีมากถึง 20 % ของประตูที่ฟุตบอลในระดับสูงทำได้ มาจากการใช้หัวทั้งนั้น ดังนั้นถ้าจะฝึก ก็ทำกับกำแพงเหมือนเดิมเลย ให้ใช้หัวเดาะ หรือผ่านบอลกับกำแพงให้ เด้งออกมาจากผนัง และควบคุมบอลทุกครั้ง ให้ต่อเนื่องและไม่เสียการครองบอลไป มั่นใจได้เลยว่า ถ้าได้ทำแต่ละอย่างที่กล่าวไปแล้วนั้น ทักษะฟุตบอลจะเพิ่มมากขึ้นแน่นอนทันที

 

post

การเสียบแบบ Sliding Tackle คืออะไร ?

ในกีฬาฟุตบอลนั้น มักจะมีหลายสิ่งที่แฟนบอล หรือเม้แต่ผู้คนที่เป็นคอบอล นักเตะ และผู้มีใจรักในกีฬาทุกคนนั้นหลงลืม หรือจะเรียกว่ามองข้ามไปก็ได้ ยกตัวอย่าง เช่น การลืมไปว่านายประตูมีความสำคัญขนาดไหนต่อเกมการแข่งขัน เพียงเพราะว่าอยู่ด้านหลังสุด และไม่ค่อยได้เห็นบ่อย ๆ รวมทั้งกองหลัง หรือเกมรับที่แม้ว่าไม่เท่ แต่ก็มีความสำคัญเสียสละอย่างมากต่อทีมโดยรวม และที่จริงกองหลัง แม้จะไม่ได้ ตีลังกายิง หรือโชว์ทักษะสุดยอดในการเลี้ยงบอลบ่อย ๆ แต่ก็มีความเท่ห์ไม่หยอกในตัวเอง และสิ่งที่เท่ห์ที่สุดของกองหลังคงหนีไม่พ้น การเสียบสกัดแบบ Slide Tackle แต่ทักษะที่ว่านี้คืออะไร และจะทำได้อย่างไรบ้าง เราไปดูกัน

การ Slide Tackle คืออะไรกันแน่

แม้จะเคยเห็นในทีวีบ่อย แต่ความหมาย ก็คือการ Tackle หรือการเข้าปะทะรูปแบบหนึ่งในเกมฟุตบอล โดยการใช้ขายืดออกไปเพื่อจะดันหรือเตะบอล หรือบางทีแม้แต่จะเพียงแค่หยุดบอล จากการควบคุมบอลของอีกฝ่ายหนึ่ง บ่อยครั้งการสกัดแบบนี้เรียกว่า Sliding ด้วย ก็เพราะว่า เมื่อมีการวิ่งไล่หรือกวดบอลแข่งกันระหว่างกองหลัง และกองหน้าทีมตรงข้าม กองหลังส่วนมากจะต้องใช้การนอนล้มตัวและไหลไปด้วยแรงดัน เพื่อส่งให้ตัวเอง กับขาที่ยื่นออก ไม่ว่าข้างเดียวหรือสองข้างนั้น ไปถึงตัวผู้ครองบอลถึง โดยที่ไม่ต้องแซงไปดักหน้านั่นเอง ซึ่งจะทำให้มีประสิทธิภาพกว่าในการสกัด หรือป้องกันวินาทีสุดท้ายด้วย

แล้วถ้าอย่างนั้นเราจะหัด Slide Tackle ได้อย่างไรบ้าง

อย่างแรกสุดที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ต้องคิดก่อนว่า การเสียบสไลด์นั้นมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บของตัวเอง ที่เกิดจากการหล่นทับหรือผิดพลาด และการบาดเจ็บของคนเลี้ยงบอลหากกะจังหวะผิด นอกจากนั้นการสไลด์เสียบ ควรจะเป็นตัวเลือกสุดท้ายเลยที่กองหลังจะเลือก เพราะเมื่อพลาดขึ้นมาโอกาสเสียประตูมีสูง ในสถานการณ์ปกตินั้นการยืนสกัดหรือเข้าปะทะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย และดีกว่าเสมอ

ถ้าพร้อมจะ Slide Tackle แล้วสิ่งที่ต้องทำคือ

สิ่งแรกกะจังหวะให้ดี เคล็ดลับคือเมื่อกองหน้าเลี้ยงบอลอยู่ในจังหวะกระชาก หรือแตะบอลไปข้างหน้า แล้วกำลังจะตามไปเลี้ยง นั่นแหละคือช่วงที่ดีที่สุดที่จะสไลด์ไป เพราะมีโอกาสสูงกว่าระหว่างคนที่แยกกับบอลอยู่ นอกจากนั้นจำไว้ว่า ถ้าขาข้างไหนถนัดให้ใช้ข้างนั้น เพื่อให้ไปถึงเร็วที่สุด นอกจากนั้นให้อีกข้างหุบและงอไว้ข้างหลังเพื่อสมดุล อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การมองบอลตลอดเวลาไม่ใช่คน และสุดท้ายความนิ่งคือสิ่งสำคัญที่สุด นักเตะที่นิ่งจะทำให้ทุกอย่างช้าลงและผิดพลาดน้อยที่สุด   ตอนนี้ถ้าพร้อมแล้ว ขอเชิญให้ทุกคนลองเล่นกองหลังและลอง Slide Tackle กันไปเลย

 

post

มารู้จักตำแหน่งที่เรียกว่ากองกลาง Box To Box กัน ?

ในการเล่นฟุตบอลนั้น ตำแหน่งที่มีความซับซ้อน และหลากหลายที่สุดในสนาม คงจะเป็นตำแหน่งอื่นใดไปไม่ได้ นอกจาก กองกลาง เพราะว่ามีทั้งกองกลางที่เป็น ตัวรุก ตัวรับ และเป็นทั้งตรงกลางสนามและด้านข้าง มีทั้งกองกลาง Play Maker และมีทั้ง Destroyer นี่ทำให้ฟุตบอลมีความลึกซึ้ง มีความซับซ้อนแต่ก็มีเสน่ห์สามารถดึง เอารายละเอียดของการเล่นเหล่านี้ ออกมาทำเป็นแทคติกที่หลากหลายแต่ก็น่าสนใจ และหนึ่งในตำแหน่งกองกลางที่มากมายนี้ ตำแหน่งหนึ่งที่แทบจะไม่มีคนพูดถึง หรือแฟนบอลคนไทยแทบจะไม่รู้จักก็คือ กองกลาง Box To Box นั่นเอง วันนี้เราจะได้ไปดูกันว่าตำแหน่งนี้คืออะไรและเล่นอย่างไร

ชื่อของ Box To Box มาจากไหน

ก่อนอื่นชื่อนี้แปลเป็นภาษาไทยตามตัวว่า จากกรอบเขตโทษหนึ่ง ไปถึง อีกกรอบเขตโทษหนึ่ง เพราะว่า Box แปลว่ากรอบเขตโทษในเกมฟุตบอล พูดแบบนี้แล้วหลายคนน่าจะพอเดาออกแล้วว่า ทำไมกองกลางตำแหน่งนี้ถึงได้ชื่อนี้ คำตอบคือ นักเตะคนนี้จะต้องคอยวิ่งจากฝั่งตัวเองในจังหวะเกมรับ และเมื่อทีมไปบุกอีกฟาก ก็ต้องวิ่งตามไปสนับสนุนการบุกอีกเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อจะช่วยการครองบอลของทีม โดยที่มีจำนวนนักเตะพอเพียงเสมอในทุกสถานการณ์ และทุก ๆ พื้นที่ของสนามนั่นเอง และการจะไปมา ๆ แบบนี้ ก็คงจะเดาได้ว่า ต้องมีความอึดและความแข็งแกร่งด้านร่างกายไม่มากก็น้อยเลย เค้าต้องทำงานหนัก เสียสละ และไม่ยอมแพ้ นี่แหละตำแหน่งที่ว่านั่นเอง

แล้วตำแหน่งนี้ต้องทำอะไรบ้าง

กองกลางตำแหน่งนี้ เป็นเหมือนกับรวมกองกลางตัวรุก-รับ และ Play Maker เข้าไว้ในคนเดียวกัน ในเกมรับเค้าต้องช่วยไล่บอล กันการส่ง และแย่งบอลกลับมาตามตำแหน่งต่าง ๆ การเข้าปะทะและการหยุดเกมก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนจากรับเป็นรุก แต่การเปลี่ยนนี้ไม่ได้หมายถึงการเป็นผู้นำ แต่เป็นคนสนับสนุนในเกมรุกมากกว่า ทำให้เค้าไปถึงกรอบเขตโทษหรือ Box อีกฝั่งช้ากว่าคนอื่น แต่ก็คอยรับบอลและเคลื่อนบอลไปทั่ว และถ้ามีจังหวะก็จ่ายบอลและยิงไกลได้ด้วย บางคนเล่นตำแหน่งนี้มีความสามารถในการทำเกมมากกว่าคนอื่น จึงดูคล้ายนักเตะหมายเลข 10 ไปโดยปริยาย  ตำแหน่งนี้มีความสำคัญ เพราะว่าความสารพัดประโยชน์ จนทำให้บางทีมใช้ นักเตะ 2 คน ทีเดียวในตำแหน่งนี้ ยืนคู่กัน เช่น เยอรมัน ในบอลโลกปี 2014  ทำให้เรานึกภาพออกว่า ตำแหน่งนี้เป็นตัวหลักของทีมที่ขาดไม่ได้ ขนาดที่ว่านึกอะไรไม่ออกก็ส่งมาที่ Box To Box ได้เลย ที่จริง ตำแหน่งนี้ โด่งดังขนาดที่ มีการยกเลิกตำแหน่ง กองกลางตัวรับ ไปเลย เพื่อเปลี่ยนมาใช้ตำแหน่งนี้แทน หลังจากที่แผน 4-3-3 ถูกใช้น้อยลง

หวังว่าความรู้ที่มากขึ้นเช่นนี้ ของตำแหน่ง Box To Box จะช่วยให้แฟน ๆ และเพื่อน ๆ หันมาพูดถึง และเล่นบอลกันด้วยการแย่งกันเป็นกองกลางตำแหน่งนี้กันมากขึ้น มั่นใจได้ว่าเกมจะสนุกขึ้นมากแน่นอน   

 

post

อาร์เซน เวงเกอร์ ลาออก หรือ ถูกไล่ออก?

สำหรับแฟนบอลพรีเมียร์ลีก และโดยเฉพาะแฟนบอลของทีมไอ้ปืนใหญ่ อาร์เซ่นอล เดือนเมษายนปี 2018 คงจะเป็นปีที่มีความสำคัญและต้องจดจำไปอีกนานทีเดียว เพราะว่านี่คือปีที่ตำนานผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศส นามว่า อาร์แซน เวงเกอร์ ได้ประกาศลาออก ลงจากเก้าอี้ที่นั่งคุมทีมมาอย่างยาวนานถึง 22 ปี ในที่สุดก็ปิดฉากความสำเร็จที่ยาวนานของเค้ากับสโมสร และยังเป็นการอำลาทีมแบบกะทันหันด้วย เนื่องจากเค้ายังเหลือสัญญาอีกถึง 1 ปี คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้น และมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในหมู่แฟนบอล ว่าเวงเกอร์นั้นได้สละตำแหน่งด้วยการลาออกอย่างเต็มใจ หรือทว่านี่คือการถูกไล่ออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหันกันแน่ วันนี้เราจะมาเจาะลึกเบื้องหลังกัน

ข้อมูลหลักฐานแรกจากแฟนบอล

หลักฐานที่มองเห็นได้จากแฟนบอล นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดในการวิเคราะห์ ดังเห็นได้จาก การที่มีแฟนบอลกลุ่มหนึ่งไม่พอใจเวงเกอร์มานานหลายปีแล้ว หลังจากที่เค้าทำได้แค่จบอันดับ 4 ของลีก และได้เพียงแชมป์ เอฟเอ คัพ เท่านั้น และไม่เคยได้แชมป์ลีกสูงสุดเลยตั้งแต่ครั้งสุดท้ายเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว มีแผ่นป้าย ใบปลิว บอร์ด และกระดาษเล็กใหญ่ พร้อมข้อความว่า “Wenger Out” อย่างชัดเจน ชูกันจากสนามและบนที่นั่ง เกือบแทบทุกเกม ด้วยความไม่พอใจที่เค้าไม่ยอมลาออก และออกไปซะที  ที่จริงมีการโชว์ป้ายเช่นนี้จากแฟนบอลทั่วโลกผ่านทางข่าว ในสถานที่อื่น เช่น การเดินขบวนประท้วง หรือ การแข่งโอลิมปิก เรียกได้ว่าไม่เกี่ยวอะไรกันเลย แต่แฟนบอลก็ยังหาโอกาสไล่เวงเกอร์เรื่อย ๆ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ จำนวนแฟนบอลในสนามที่น้อยลง ๆ และไม่มาชมเกมในปีหลัง ๆ เพราะเหนื่อยหน่ายกับผลงานทีม

ผลงานในสนาม

หลักฐานที่น่าคิดอีกเรื่องคือ ถึงแม้ว่าจะมีแฟนบอลที่ภักดิ์ดีและรักในตัวของเวงเกอร์มากไม่เปลี่ยนแปลง แต่ผลงานในสนามที่แย่มากและแย่ลงขนาดที่ทำสถิติสุดห่วยมากมายในปีหลัง ๆ มันทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะถูกไล่ออก เพราะความกดดันอยู่แล้ว เช่น การไม่ได้ไปแข่งในรายการ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกติดต่อกันถึง 2 ปี เป็นครั้งแรกในรอบนับสิบปี ซึ่งการคว้าอันดับ 4 ของเวงเกอร์เสมอ ๆ เคยเป็นเหมือนกำแพงด่านสุดท้าย ช่วยให้เค้ามีข้ออ้าง และทำเงินรายได้จากการถ่ายทอดสดให้สโมสรและบอร์ดบริหารเสมอ และที่สำคัญในปีล่าสุด เราจะเห็นว่า สโมสรโดยการนำของ CEO อีวาน กาซิดิส ได้แต่งตั้งบุคคลสำคัญ 2 คน คือ ราอูล ซาห์เนลลี่ ผู้ดูแลอำนวยการด้านฟุตบอล และสเวน มิสลินทาท หัวหน้าแมวมองคนใหม่ทำหน้าที่ควานหาตัวตักเตะและซื้อมาร่วมทีม อันเป็นการแบ่งอำนาจและยึดอำนาจของเวงเกอร์ที่เคยคุมทั้งหมดมาล่วงหน้า

ทั้งหมดนี้ทำให้เรารวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ฟันธงได้เลยว่า สโมสรคงจะบอกเวงเกอร์ว่า จะให้คุณลาออกด้วยตัวเองในปีนี้ หรือหลังสิ้นฤดูกาลเราจะไล่คุณออกให้  คำตอบเรา ๆ คงจะเห็นกันชัดแล้ว

 

post

แผนการเล่น 3-5-2 เล่นอย่างไร  ดีอย่างไร  และจุดอ่อนคืออะไร

แผนการเล่นและแทกติคในเกมฟุตบอลยุคปัจจุบันนั้น มีความก้าวหน้าและปรับเปลี่ยนอยู่เสมอด้วย ความคิดและมันสมองที่ชาญฉลาดของโค้ชระดับโลกมากมาย ทำให้มีการคิดค้นแผนใหม่ๆ เช่น 4-2-3-4 หรือ แผน 4-2-3-1 แบบกองหน้าเป้าที่เรียกว่า False 9 หรือกองหน้าตัวหลอก และได้ใช้แพร่กันโด่งดังในช่วงนี้ แต่กระนั้น ก็มีแผนการเล่นเก่า ๆ ที่มีชื่อเสียง และมีการนิยมใช้เล่นกันอย่างมาก จนทำให้ทีมคว้าแชมป์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เช่น 3-5-2 รวมอยู่ด้วย ดังนั้นในวันนี้คงจะเป็นเรื่องดี ที่เราจะเข้ามาดูเบื้องลึก ที่มาที่ไปของแผน 3-5-2 นี้ กันหน่อย โดยหวังว่าความรู้ที่มีในบทความนี้จะช่วยให้หลายคนชมฟุตบอลสนุกและลึกซึ้งขึ้น

แผนการเล่น 3-5-2 ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

ตามที่แฟนบอล ๆ พันธุ์แท้สามารถอ่านแผนการเล่นได้อย่างง่า ยๆ และคุ้นเคย จะทราบว่าตัวเลข 3 และ 5 และ 2 ในแผน 3-5-2 นั้นมาจาก การมีกองหลัง 3 คน กองกลาง 5 คน และกองหน้า 2 คนนั่นเอง

กองหลัง 3 คนนั้น เป็นจุดเด่น เพราะแทนที่จะเล่นระบบกองหลัง 4 คนเรียงกัน และมีกองหลังตัวกลาง 2 ตัว แต่กลับมา 3 คนยืนด้วยกันเลย และยกเลิกฟูลแบ็คด้านข้างออก นี่ทำให้ทีมดูรัดกุมขึ้น เพราะกองหลังทั้ง 3 จะมีความยืดหยุ่น มีคนเพิ่มมาเพื่อคอยช่วยซ้อนกัน และคุมพื้นที่ในกรอบเขตโทษได้อย่างมิดชิดรัดกุมขึ้นนั่นเอง

แต่เลข 5 ต่อไปนี้แหละที่น่าสนใจไม่น้อยเพราะว่า แผนนี้มีตำแหน่ง วิงแบ็ค 2 ข้าง ซ้ายขวาเข้ามาเสริมแทนที่ฟูลแบ็ค โดยจะดันขึ้นไปสูงกว่าปกติ ทำหน้าที่รับและรุกได้อย่างอิสระมากขึ้น ขึ้นลงด้านข้างโดยให้อิสระขึ้นสุด แต่ลงมาไม่สุดทำให้เปิดบอลด้านข้างบ่อยขึ้นและสอดขึ้นไปยิงได้มากกว่าเดิม และสุดท้ายการมีกองหน้า 2 คนโดยอาจจะเป็นได้ทั้งหน้าคู่ 2 คน หรือ กองหน้าตัวเป้า กับ กองหน้าตัวต่ำก็ได้ ส่งผลให้มีผู้เล่นที่ประสานงานกันแดนหน้าได้ หลากหลาย มากกว่าเดิม ทำให้เกมรุก และ รับ สมดุลกันมากนั่นเอง

จุดแข็งและจุดอ่อนของแผนนี้

จุดแข็งของแผนนี้คือ สามารถปรับใช้ได้กับการเล่นหลากหลายจังหวะ ไม่ว่าจะช้าหรือ เร็ว แม้แต่แนวการเล่นที่เป็นไปตามไอเดียโค้ช และที่สำคัญนักเตะหลาย ๆ แบบ หลายๆ คุ ณสมบัติ สามารถฟิตเข้ากับแผนการเล่นนี้ได้ โดยที่ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากนัก นอกจากนั้นการมีนักเตะเกือบทุกจุดของสนาม ทำให้การถ่ายเทบอลไปได้ทั่วช่วยให้ครองบอลได้ง่าย และยังยืดการเล่นด้านข้างให้กว้างมากเพื่อโจมตี

ส่วนข้อเสียของแผนนี้คือ ช่องว่าง ระหว่าง กองหลังทั้ง 3 กับวิงแบ็ค จะมีช่องโหว่ทั้ง 2 ฝั่ง ทำให้เมื่อไรก็ตามที่กองหลังโดนลากให้หลุดออกจากตำแหน่งในการประกบ หรือไม่ระวังเหม่อลอย และวิงแบ็ค 2 ข้างไม่ได้ไล่ลงมาช่วย จะทำให้ด้านข้างมีที่ว่างกว้างมากกว่ามหาสมุทร และกองหน้ากับปีก ทีมฝั่งตรงข้ามเจาะได้อย่างง่ายสบายจนทำให้ จากเกมรับเหนียว ๆ เปียกยุ่ยได้ทันที

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่าแผนการเล่นที่ดีต้องอาศัยวินัยและความสามารถของนักเตะควบคู่ไปด้วยเสมอ เพื่อจะประสบความสำเร็จได้นั่นเอง

 

post

ทำไมตำแหน่งกองกลางตัวรับถึงสำคัญมากในสนาม ?

เมื่อพูดถึงชื่อนักเตะนามว่า โคล้ด มาเคเลเล่ แล้ว ทุกวันนี้แฟนบอลจะคิดถึงอะไร ถ้าเป็นแฟนบอลที่ไม่ได้ดูบอลบ่อย หรืออาจจะเกิดหลัง 10 ปีล่าสุด ก็อาจจะถามว่าใครหว่าไม่เห็นรู้จักเลย ทีมอะไรกันแน่ ก็ไม่เป็นไรไม่ว่ากัน เพราะว่าเค้าคนนี้แขวนสตั้ดไปเรียบร้อยแล้ว และไม่ได้มีเห็นหน้ากันบนจอทีวีมานานแล้ว แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นแฟนบอลรุ่นเก่าไม่มาก ไม่แก่เกินไปจะต้องรู้จักแน่นอน และอาจจะอุทานด้วยซ้ำว่า นี่มันนักเตะกองกลางตัวรับในตำนานนี่หน่า ทำไมถึงเรียกแบบนี้ และตำแหน่งกองกลางตัวรับ ตัวตัดเกม ที่เรียกว่าตำแหน่งมาเคเลเล่นี้ คืออะไร

ความหมายของตำแหน่งนี้

นี่เป็นหนึ่งในตำแหน่งที่เรียกและทำงานกันตามชื่อตรง ๆ เลย เพราะว่ากองกลางตัวรับ เน้นหนักไปที่การป้องกัน และการยืนตำแหน่งอยู่หน้าแผงกองหลังเป็นหลัก เพื่อทำหน้าที่เหมือนกำแพงอีกชั้นไม่ให้บอลอันตรายได้ผ่านไป และกองหน้ามาถึงกองหลังเร็วเกินไป โดยไม่มีการสกัดกั้นก่อน เค้าเลยทำหน้าที่แย่งบอล ไล่บอล ปิดตำแหน่ง และบล็อกลูกยิงลูกจ่ายทั้งหมดที่จะผ่านไปถึงเขตโทษของกองหลังได้  ดีไม่ดีบางครั้งถึงกับเป็นกองหลังตัวเสริมในบางสถานการณ์ที่ไม่รู้ตัวเลยก็ได้  และนี่คือสาเหตุที่ว่า ทำไมกองกลางตัวรับ จึงเหมือนคนปิดทองหลังพระ เป็นฮีโร่ที่ไม่มีใครกล่าวถึงในเกมฟุตบอลมากมายเพียงพอนั่นเอง แต่ตอนนี้ เราคงอยาจะรู้ต่อว่า ทำไมตำแหน่งนี้สำคัญ

ทำไมกองกลางตัวรับถึงสำคัญมาก

สาเหตุแรกก็เพราะว่า กองกลางตัวรับ ช่วยปิดช่องว่างระหว่างตำแหน่งต่าง ๆ เช่น ระหว่างกองกลางและกองหลัง หรือระหว่างฟูลแบ็คด้านข้าง และบางทีอาจจะทำหน้าที่แทนกองหลัง เวลาทีมดันขึ้นไปบุก หรือเวลากองหลังถอยลงไปตั้งรับลึก และมีพื้นที่ว่างด้านหน้า ให้เจาะได้ง่ายที่สุด กองกลางตัวรับจะปิดให้ทั้งหมด สาเหตุต่อไปก็เพราะกองกลางตัวรับ จะคอยทำหน้าที่ประกบและหยุดการเล่นของนักเตะหมายเลข 10 หรือเพลย์เมกเกอร์นั่นเอง อย่างที่เห็นบนสนาม ข้างหน้าแผงหลังของเรา ก็คือตำแหน่งของ ตัวทำเกมฝ่ายตรงข้าม แสดงว่ากองกลางตัวรับจะคอยประกบ และตามประกบอัตโนมัติเลย เหตุผลต่อไป คือ กองกลางตัวรับจะคอยเป็นตัวว่าง ให้เพื่อน ๆ จ่ายบอกมาที่จุดตรงกลาง ระหว่างการครองบอล ไม่ว่าจะรับหรือรุก ตำแหน่งนี้จะถูกส่งมาบ่อยที่สุด เพื่อระบายความกดดัน และให้ไม่เสียบอลง่าย ๆ เนื่องจากอยู่ตำแหน่งที่ลึก และอีกจุดหนึ่งที่เป็นข้อดีตามมาคือ เนื่องจากมาจากแนวหลังกองกลางตัวรับจึงสามารถทำเกม คุมจังหวะได้จากแถวไกล ยิ่งถ้ากองหน้าฝั่งตรงข้ามไม่ไล่บอลด้วย และอย่างสุดท้าย กองกลางตัวรับมักจะเป็นนักเตะที่ฉลาด และอ่านเกมได้ดีมาก และยังนิ่งด้วย เช่น อังเดร ปิโล่ ทำให้เค้าเป็นผู้นำที่ดีตรงกลางสนามของทีม

ตอนนี้หลาย ๆ คนที่เคยได้ยินคำว่ามาเคเลเล่ คงจะมีความเข้าใจมากขึ้นถึงงานที่เค้าทำแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแต่การลองไปทำหน้าที่นี้เสียสละเพื่อทีม และทำหน้าที่ปิดทองหลังพระดู แล้วคุณจะสนุกกับมันโดยไมรู้ตัว