post

ถ้าเรือใบสีฟ้าไม่ได้แล่นอยู่ในฟุตบอลยุโรป

อาจจะเป็นเรื่องที่เกือบจะทำให้ทีมหมดโอกาสไปแล้วสำหรับทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ล่าสุดศาลโลกมีคำสั่งให้สามารถแข่งขันในฟุตบอลยุโรปหรือยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกต่อไปได้อีกครั้ง หลังจากที่โดนยูฟ่าหรือสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรปเตรียมสั่งห้ามแข่งขันรายการใหญ่ที่สุดของสหาภาพเพราะมีพฤติกรรมส่อละเมิดกฎทางการเงินของทีม ทำให้พวกเขาเกือบเสียสิทธิการแข่งขันฟุตบอลยุโรปซึ่งมันอาจจะส่งผลเสียต่อทั้งสถานะการเงินและทางฟุตบอลอย่างที่พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยทีเดียว

สถานะการเงินของทีมที่เศรษฐีไม่เคยคิด

เป็นที่รู้กันว่าทีมเรือใบสีฟ้ามีเจ้าของที่ร่ำรวยมากและเป็นเจ้าของธุรกิจในอาบูดาบี แต่ทว่าในปัจจุบันทางสมาคมฟุตบอลมีกฎที่ทำให้ทีมต่าง ๆ ต้องบริหารการเงินไม่ให้ติดตัวแดง ไม่อย่างนั้นอาจจะส่งผลให้ทีมที่บริหารผิดพลาดอาจจะส่งผลให้ถูกปรับแต้ม ตกชั้น หรือแม้แต่ยุบทีมไปเลย อย่างทีมที่เคยมีชื่อเสียงแบบวิมเบอร์ดัน ต้องถูกยุบทีมแล้วตั้งชื่อใหม่เพื่อกลับมาแข็งขันต่อไปในจิตวิญญาณเดิม แต่ปัญหาก็คือทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ซึ่งมีเงินถุงเงินถังขนาดนั้นไม่จำเป็นสนใจเรื่องเงินอยู่แล้ว แต่ทว่าการเงินที่สโมสรหามาได้กับเงินที่มีอยู่แล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องแยกกัน และมีหลักฐานบางอย่างหลุดออกจากแฮคเกอร์ว่า ทีมเรือใบสีฟ้าใช้วิธีหาสปอนเซอร์ที่เข้ามาสนับสนุนทีม แต่ชื่อของผู้สนับสนุนนั้นดันเป็นกลุ่มเดียวกับเจ้าของทีมนั่นเอง

ถ้าหากพวกเขาผิดจริงอย่างที่ถูกลงโทษตั้งแต่แรก พวกเขาก็จะเสียเงินที่เป็นค่าลิขสิทธิ์จากการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลยุโรป ซึ่งก็จะเป็นตัวช่วยสถานะการเงินของทีมไม่ให้ติดตัวแดงนั่นเอง เพราะทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ถือเป็นทีมหนึ่งที่มีนักเตะค่าเหนื่อยสูงอยู่เป็นจำนวนมาก หากพวกเขาไม่สามารถไปแข่งขันได้จริง พวกเขาก็จำเป็นจะต้องขายนักเตะเหล่านี้ออกไปเพื่อไม่ใช่สถานะการเงินของทีมแย่ลงไปกว่าเดิม

การจากลาด้วยเหตุผลทางฟุตบอล

ด้วยความที่ฟุตบอลไม่ได้มีแต่การแข่งขันในประเทศทำให้นักเตะส่วนใหญ่ต้องการลงเล่นในฟุตบอลยุโรปเพื่อโอกาสในการติดทีมชาติของตัวเอง รวมถึงประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ได้เจอนักเตะระดับสูงที่ค้าแข้งอยู่ตามประเทศต่าง ๆ อีกด้วย และการที่ทีมที่ไม่ได้ไปแชมป์เปี้ยนลีกก็เป็นการปิดโอกาสของนักเตะเหล่านั้น ซึ่งแม้ว่าทีมเรือใบสีฟ้าอาจจะไม่ได้กังวลเรื่องการเงินมากนัก แต่เหล่านักเตะที่ไม่ได้ลงเล่นให้ฟุตบอลระดับสูงก็อาจจะส่งผลให้พวกเขาต้องลาจากทีมไปเพื่อโอกาสที่ดีกว่าในการติดทีมชาติของตัวเอง และแม้แต่ผู้จัดการทีมอย่างเป็ป กวาดิโอลาที่ต้องการคว้าแชมป์หูใหญ่ให้ได้อีกสักครั้งกับทีมนี้ อาจจะบอกลาจากแมนเชสเตอร์เพื่อไปหาโอกาสใหม่ ๆ ในต่างประเทศมากกว่าที่จะต้องอดทนรออีกสองปีเพื่อโอกาสไปคว้าแชมป์สูงสุดของทวีปยุโรปอีกครั้งนึง

ถือว่าเป็นโชคดีที่พวกเขาสามารถรอดตัวไปจากสถานการณ์ที่น่าจะเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เปลี่ยนเจ้าของเป็นกลุ่มซิตี้ฟุตบอลคลับ และทำให้พวกเขายังสามารถโลดแล่นไปต่อในฟุตบอลยุโรปอย่างที่พวกเขาหมายมั่นปั้นมือจะเป็นแชมป์ยูฟ่าให้ได้สักครั้งนึง เพราะถ้าพวกเขาโดนลงโทษจริง ๆ เราอาจจะเห็นความเสียหายของทีมแชมป์อังกฤษ 3 สมัยอย่างที่เราไม่เคยคาดมาก่อนเลยทีเดียว

post

โอกาสที่โซลชาได้รับจากปีศาจแดงและการตอบแทนจากทายาทอสูร

หากพูดถึงผู้เล่นในตำนานของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงเป็นต้องเป็นยุคปี 90 อย่างเช่นเดวิด เบ็คแฮม แกรี่และฟิล เนวิลล์ หรือพอล สโคลส์กับไรอัน กิ๊กส์ แต่สุดท้ายแแล้วคนที่มีโอกาสได้คุมทีมปีศาจแดงกลับมีเพียงไรอัน กิ๊กส์และโอเล กุนนาร์ โซลชาเท่านั้น โดยชื่อของโซลชาถือเป็นตำนานอีกคนหนึ่งและคนที่ยิงประตูในนัดชิงชนะเลิศในรายการยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก จนทำให้ทีมของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันสามารถคว้าแชมป์ถ้วยใหญ่ได้เป็นครั้งแรกในช่วงที่เขาคุมทีมนั่นเอง ซึ่งโซลชาถือเป็นคนสำคัญที่ทำให้ทีมผีแดงดูมีอนาคตขึ้นมาอีกครั้งและถือว่าได้รับโอกาสมากกว่าผู้จัดการทีมคนก่อน ๆ ทั้งการซื้อขายนักเตะและคำปกป้องจากเหล่าตำนานปีศาจแดงด้วยกัน

การซื้อขายในสมัยของโซลชาที่ต่างกับยุคโชเซ่ มูรินโญ่

แม้ว่าสมัยของโชเซ่ มูรินโญ่จะสามารถซื้อตัวนักเตะค่าตัวแพงอย่างโรเมโอ ลูกากูหรืออเล็กซิส ชานเชส แต่ทว่านั่นคือเรื่องในสองฤดูกาลแรก เพราะในฤดูกาลที่สามเขากับแฟนบอลมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกันมากจนในที่สุด มูรินโญ่ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารอย่างเต็มตัว จนทำให้เขาไม่ได้ผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังคนใหม่ในฤดูกาลสุดท้ายของเขา ก่อนที่มูรินโญ่จะต้องออกจากทีมไปในช่วงกลางฤดูกาลเท่านั้น

คนที่มาแทนมูรินโญ่ก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นอดีตตำนานกองหน้าของทีมอย่างโอเล กุนนาร์ โซลชานั่นเอง และเขาก็ทำผลงานได้ดีตั้งแต่ปีแรก จนได้รับความสนับสนุนจากผู้บริหารจนสามารถคว้านักเตะอย่างเดเนียล เจมส์ และกองหลังที่เป็นเป้าหมายตั้งแต่สมัยของมูรินโญ่อย่างแฮร์รี่ แมกไกวร์จากสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้เข้าสู่ทีมในที่สุด ก่อนที่ทีเด็ดประจำฤดูกาลนี้อย่างบรูโน่ เฟอร์นานเดสจะถูกซื้อมาในช่วงตลาดซื้อขายฤดูหนาวช่วงเดือนมกราคมนั่นเอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาได้รับการสนับสนุนจากสโมสรเต็มที่ แม้ว่าบางช่วงที่ทีมของเขามีผลงานไม่ดีอยู่เหมือนสมัยโค้ชคนก่อน ๆ

คำปกป้องจากเหล่าตำนานปีศาจ 

ด้วยความเป็นตำนานของทีมทำให้มีคนเกรงใจผู้จัดการหน้าเด็กคนนี้มากกว่าผู้จัดการคนอื่นที่ในสายตาแฟนบอลถือว่าเป็นคนนอกไม่ได้มีดีเอนเอปีศาจแบบเขา หลายต่อหลายครั้งที่ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทำผลงานได้ไม่ดี คำวิจารณ์จากเหล่าตำนานส่วนใหญ่มักจะลงไปที่ตัวนักเตะเสียมากกว่าจะเป็นตัวของโซลชาเอง ไม่ว่าจะเป็นแกรี่ เนวิลล์หรือรอย คีน ที่เป็นนักวิจารณ์ปากกล้าก็ไม่ได้พูดทิ่มแทงในตัวกุนซือคนนี้เท่าไหร่นัก หรือแม้แต่บอกให้แฟนบอลใจเย็นเพื่อให้โอกาสเขาในการคุมทีม ซึ่งคำพูดเหล่านี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นเลยในสมัยเดวิด มอยส์ ซึ่งเป็นคนที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเป็นคนเลือกเองกับมือด้วยซ้ำ

จากการปกป้องและการสนับสนุนเหล่านั้นทำให้เขากลายเป็นคนที่ทำให้ทีมปีศาจแดงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และทำผลงานได้ดีขึ้นในฤดูกาล 2019/2020 อย่างที่แฟน ๆ ไม่เคยรู้สึกมานานแล้ว รวมถึงวิธีการทำทีมที่คล้ายกับอาจารย์เฟอร์กี้ของเขาที่ใช้เด็กเยาวชนของทีมมาผสมกับนักเตะรุ่นใหญ่ของทีมจนเป็นสูตรสำเร็จให้ความแชมป์รายการต่างๆ มากมาย และทุกคนก็ยังคงหวังว่าโซลชาอาจจะเป็นผู้สืบทอดทายาทปีศาจ และตอบแทนในสิ่งที่หลายต่อหลายคนสนับสนุนเขานับตั้งแต่แรกวันแรกนั่นเอง

post

บาเยิร์น มิวนิค แชมป์ผู้เดียวดายในฟุตบอลเยอรมัน

เมื่อพูดถึงทีมฟุตบอลจากประเทศเยอรมัน คอฟุตบอลก็ต้องนึกถึงทีมเสือใต้บาเยิร์น มิวนิคกันแน่นอน จากความสำเร็จของเขาในลีกของประเทศเพราะนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา พวกเขาก็ยึดครองความเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด แม้ว่าจะเปลี่ยนผู้จัดการทีมไปหลายต่อหลายคนหรือฟอร์มการเล่นที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่เมื่อถึงบทสรุปเป็นเวลา 8 ปีแล้วที่ยอดทีมจากแดนใต้กลายเป็นแชมป์บุนเดสลีกาได้ในตอนจบ ด้วยปัจจัยทั้งด้านการเงินและคู่แข่งของพวกเขาที่ยังไม่สามารถลุกขึ้นมาต่อกรได้เลยเป็นระยะเวลานาน

ทีมฟุตบอลกับกฎ 50 + 1

เรื่องที่แฟนบอลกลุ่มอื่นที่ไม่ได้ชอบดูฟุตบอลเยอรมันมากนัก อาจจะไม่รู้ว่าทีมฟุตบอลส่วนใหญ่บริหารผ่านแฟนบอลท้องถิ่นครึ่งนึงและเป็นของนายทุนอีกครึ่งนึง โดยเฉพาะทางด้านการเงินที่ทำให้ทีมฟุตบอลไม่ได้ถูกทำให้สินค้ามากจนเกินไป และมีคุณค่าทางด้านจิตใจอย่างมากต่อแฟนบอลของทีมนั้น ๆ แต่ด้วยกฎข้อนี้เองทำให้ข้อจำกัดในการเติบโตของทีมต่าง ๆ ในเยอรมันกลับเติบโตได้ช้ากว่าทีมที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วอย่างบาเยิร์น มิวนิค หรือโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่พวกเขาสามารถหาสปอนเซอร์มาสนับสนุนทีมได้มากกว่าทีมเล็กทีมอื่น และแน่นอนนี่คือความได้เปรียบที่กฎ 50+1 ไม่ได้คาดไว้

ขณะที่ทีมอย่างอูนิโอน เบอร์ลินจะซื้อนักเตะราคาสูงสุดเท่าที่พวกเขาซื้อได้อยู่ที่สองล้านยูโร แต่ลองไปดูทีมแชมป์อย่างบาเยิร์น มิวนิคที่ซื้อลูคัส เออร์นานเดสในราคาแปดสิบล้านปอนด์นั่นก็เป็นข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดแล้วว่าไม่ใช่ในเวลาอันใกล้แน่ ๆ ที่จะมีทีมระดับกลางตารางสักทีมจะฟื้นขึ้นมาต่อกรกับพวกเขา เพราะกำลังซื้อของทีมเหล่านั้นต่างกันมากเกินไปนั่นเอง

คู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ

หลายต่อหลายฤดูกาลที่บาเยิร์นเจอผู้ท้าชิงมากหน้าหลายตา ขนาดที่มีช่วงเวลานึงที่ทีมเสือใต้เคยต้องตกไปอยู่อันดับหกก็เพราะทีมอื่น ๆ ทำผลงานได้ดีกว่าพวกเขาในช่วงครึ่งแรกของฤดูกาล แต่เมื่อพ้นจกครึ่งฤดูกาลแรกไปแล้ว หนังม้วนเดิมจึงกลับมาเล่นอีกครั้ง ทางบาเยิร์นที่ยิ่งเล่นยิ่งแข็งแกร่งไปทั่วทุกตำแหน่ง ส่วนคู่แข่งของพวกเขาไม่ว่าจะเป็นดอร์ทมุนด์ หรือไลป์ซิกที่อาการออกและไม่มีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งพอจะต้านทานความกดดันของตัวเอง ทำแต้มหล่นหายกันเป็นว่าเล่น จนสุดท้ายพวกเขาก็แพ้ภัยตัวเองจนทีมเสือใต้สามารถเข้าวินในช่วงท้ายฤดูกาลมาตลอด โดยเฉพาะในช่วงสองปีหลังที่พวกเขาเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานในช่วงครึ่งปีแรก ก่อนจะเก่งผิดหูผิดตาในช่วงครึ่งหลังเสมอ จนแฟนบอลบาเยิร์นมักจะไปตั้งความหวังกับฟุตบอลยุโรปมากกว่าผลงานในลีกของตัวเองเสียอีก

ด้วยความที่มีแต่ทีมระดับกลางอยู่ในลีกมากมายนั่นเอง ทำให้บาเยิร์น มิวนิคยังสามารถรักษาความแข็งแกร่งและครอบครองถาดแชมป์ลีกเป็นสมัยที่ 8 ติดต่อกันอย่างไม่ผิดความคาดหมายมากนัก จนแฟนบอลจากประเทศอื่นมักจะมองว่านี่คือลีกที่มีแค่ทีมเดียวเท่านั้น เป็นเสือใต้ผู้เดียวดายท่ามกลางฝูงแกะในเยอรมัน แต่พวกเขาก็อาจจะชะล่าใจไม่ได้ เพราะอย่างน้อยทีมอย่างแอแบร์ ไลป์ซิกและโบรุสเสีย ดอร์ทมุนด์ ต่างก็พยายามพัฒนาตัวเองขึ้นมาด้วยขนาดทีมและทุนที่มีทำให้อย่างน้อยบาเยิร์นก็มีคู่แข่งวิ่งตามอยู่ไม่ให้พวกเขาปล่อยตัวมากจนเกินไปในอนาคต

post

ฟุตบอลอิตาลี บ้านพักคนชราหรือการเล่นอันชาญฉลาด

กัลโช่ซีรีย์อาร์เป็นหนึ่งในลีกชั้นนำในทวีปยุโรปที่แฟนบอลส่วนใหญ่รู้จัก แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นที่นิยมเอาเสียเลย แม้ว่าช่วงเลาลงเล่นจะเหมาะสมกับชาวเอเชีย เพราะว่าตรงกับช่วงเย็นถึงหัวค่ำนั่นเอง ส่วนหนึ่งก็เพราะรูปแบบการเล่นที่ช้า เน้นเทคนิคและรอดูข้อผิดพลาดของคู่แข่งมากกว่าจะโหมบุกเข้าใส่เพื่อเอาประตูอย่างฟุตบอลอังกฤษหรือสเปน ที่แฟนบอลคุ้นเคยกันมากกว่า จนเป็นที่พูดถึงกันว่าลีกฟุตบอลของอิตาลีคือลีกสำหรับนักเตะกำลังเริ่มโรยรา แต่ยังต้องการเล่นในลีกสูงสุดอยู่ต่อไป หรือแฟนบอลพันธุ์แท้ของกัลโช่ซีรีย์อาร์จะบอกว่ามันไม่ใช่การเล่นที่เชื่องช้า แต่เป็นการเล่นด้วยกลยุทธ์ที่เลือดเย็นและการเข้าทำอย่างฉลาดต่างหาก ที่คือวิธีที่ถูกต้องในการเล่นฟุตบอลแบบอิตาลี

ลีกฟุตบอลและทีมชาติที่มักจะเต็มไปด้วยนักเตะในช่วงบันปลายอาชีพ

นักเตะอย่างเดวิด เบ็คแฮมหรือโรนัลดินโญ่ ต่างก็มาลงเล่นในช่วงปลายอาชีพของพวกเขาที่กัลโช่ซีรีย์อา รวมถึงทีมชาติอิตาลีเองที่นักเตะในยุครุ่งเรืองที่พาพวกเขาไปเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 ที่นักเตะส่วนใหญ่ก็มีอายุมากแล้ว ทั้งอังเดร ปีร์โล่ หรืออเลสซานโดร เดลปีอาโร่ ที่ค้าแข้งมานาน หรือมาดูในทีมชาติยุคปัจจุบันที่ยังมีลีโอนาโด้ โบนุชชี่ และชีโร อิมโมบิเล่ ที่อายุอานามเกินเลขสามแล้ว แต่ยังสามารถเป็นแกนหลักในนามทีมชาติได้ นี่ก็เป็นสิ่่งที่สังเกตเห็นได้ว่าทั้งกัลโช่ซีรีย์อาและทีมชาติต่างเปิดพื้นที่ให้กับนักเตะที่มีอายุมากกว่าประเทศอื่นอย่างกลมกลืน และเราจะได้เห็นข่าวคราวนักเตะในทุกตลาดซื้อขายว่า นักเตะที่ประสบความสำเร็จจากสโมสรชั้นนำในยุโรปมักจะเลือกมาลงเอยที่ลีกฟุตบอลอิตาเลี่ยนเป็นแห่งสุดท้าย ก่อนกลับไปแขวนรองเท้าที่บ้านเกิดอยู่เสมอ

การเล่นฟุตบอลเกมรับที่แสนชาญฉลาด

แม้ว่าผู้จัดการทีมฟุตบอลหลายคนจะกล่าวว่า เกมรับที่ดีที่สุดคือเกมรุกนั่นเอง ถ้าพวกเขาบุกเข้าใส่คู่ต่อสู้ตลอดเวลา พวกเขาก็จะไม่เปิดช่องว่างให้คู่แข่งสามารถตอบโต้และยิงประตูไม่ได้ในที่สุด แต่ทว่าในลีกอิตาลีพวกเขาส่วนใหญ่ไม่คิดแบบนั้น พวกเขามันจะเล่นเกมที่รัดกุม ค่อย ๆ ต่อบอลขึ้นไปเก็บไว้ที่ตัวเองให้นานที่สุด แล้วค่อยหาช่องส่งบอลต่อไปเพื่อหาจังหวะทำประตูในที่สุด แต่ด้วยวิธีแบบนี้นั่นเอง ที่ทำให้ฟุตบอลอิตาลีเลยมีจังหวะเข้าทำที่ช้ากว่าลีกอื่น ที่เน้นความเร็วแบบสเปน หรือดุดันแบบไม่ต้องเน้นเทคนิคมากอย่างในประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะลีกรองของพวกเขา ซึ่งในอีกมุมหนึ่งเรามักจะเห็นความผิดพลาดของผู้เล่นได้ง่ายกกว่ามากในทั้งสองลีกนี้ ส่วนทีมอิตาลีที่ขึ้นชื่อเรื่องความเขี้ยวของเกมรับจึงเป็นลีกที่สร้างชื่อให้กองหลังระดับโลกมาหลายต่อหลายคน เช่น ฟาบิโอ คานนาวาโร่ และมาร์โก้ มาเตรัซซี่ ที่ประสบความสำเร็จกับทั้งสโมสรและนามทีมชาติของตัวเอง ด้วยเกมรับที่เหนียวแน่นทำให้ทีมจากอิตาลีมักจะไปได้ไกลเสมอในทัวร์นาเมนท์ฟุตบอล และกลายเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของทีมต่าง ๆ เพราะวิธีการเล่นที่เลือดเย็นและเอาชนะได้อย่างยากลำบากทุกครั้งไป

ขึ้นชื่อว่าเป็นลีกกชั้นนำของยุโรปจึงไม่ใช่ที่ ๆ มาเอาชนะกันได้อย่างง่ายดายแน่นอน แม้ว่านักเตะชื่อดังของกัลโช่ซีรีย์อาจะเป็นนักเตะที่มีอายุเกิน 30 แล้ว แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับการแข่งขันเลย อาจจะเป็นข้อดีเสียอีกที่เรายังสามารถติดตามนักเตะแบบซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังสามารถโลดแล่นในฟุตบอลยุโรปต่อไป หรือในนามทีมชาติที่อิตาลีไม่เคยเปลี่ยนแปลงสไตล์การเล่นของตัวเองจนเป็นสูตรสำเร็จในแบบฉบับของพวกเขาอย่างที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ในโลกฟุตบอล

post

ลีกแชมป์เปี้ยนชิพ : ฟุตบอลอังกฤษแบบต้นตำรับ

หากเดินไปถามว่าแฟนบอลส่วนใหญ่ชอบดูฟุตบอลจากประเทศใดมากที่สุด คำตอบก็คงไม่พ้นพรีเมียร์ลีกจากประเทศอังกฤษที่เต็มไปด้วยนักเตะชื่อดังมากมาย และสไตล์การเล่นที่หลากหลาย รวมถึงผู้จัดการทีมชื่อดังต่างก็ต้องการมาลงฝีมือในลีกชั้นนำของยุโรปแห่งนี้สักครั้งหนึ่ง แต่ถ้าถามว่าแล้วสไตล์การเล่นของพรีเมียร์ลีกมีความชัดเจนแบบที่ฟุตบอลลาลีกาสเปน หรือกัลโช่ซรีย์อาของอิตาลีหรือไม่ คำตอบก็คือไม่เลย แต่ละทีมจะมีสไตล์ไปตามผู้จัดการของตัวเองเสียมากกว่า แล้วสไตล์ฟุตบอลอังกฤษเป็นอย่างไรแน่ ให้ลองไปชมฟุตบอลลีกแชมป์เปี้ยนชิพหรือลีกอันดับสองของประเทศอังกฤษนั่นเอง จะเห็นว่าพวกเขามีสไตล์การเล่นที่ดุดันเน้นเข้าปะทะ รวมถึงเป็นลีกรองที่เต็มไปด้วยยอดทีมในอดีต จนเป็นเอกลักษณ์ว่าพวกเขาคือฟุตบอลแบบผู้ดีอังกฤษอย่างแท้จริง

ศูนย์รวมยอดทีมจากอังกฤษในอดีต

หากไล่รายชื่อจากน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์, เฟรสตัน นอร์ทเอนด์, ดาร์บี้ เคาท์ตี้ และแบล็คเบิร์น โรเวอร์ ต่างก็เป็นทีมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นยอดทีมที่สามารถคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน หรือแชมป์ลีกสูงสุดมาแล้ว แต่ทว่าด้วยเหตุการณ์บางอย่างทำให้พวกเขาต้องตกลงไปเล่นในลีกรองแทน แต่นั่นไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของพวกเขาขาดหายไป พวกเขายังคงเป็นทีมที่มีแฟนบอลคลั่งไคล้และติดตามเชียร์อยู่เสมอ จนผู้ชมทางบ้านไม่รู้สึกเลยว่าพวกเขากำลังดูฟุตบอลในลีกที่ต่ำกว่า หากไปเทียบกับฟุตบอลอิตาลีกัลโช่ซีรีย์บีที่สนามมักจะโล่งอยู่เสมอ เพราะความนิยมของฟุตบอลในลีกเล็กไม่อาจะเทียบได้กับลีกใหญ่เลยนั่นเอง ด้วยความหลงไหลของแฟนบอลชาวผู้ดีทำให้บรรยากาศของสนามเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่ไม่เหมือนใคร และเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่รู้สึกได้ถึงฟุตบอลอังกฤษไม่ต่างกับพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว

ฟุตบอลที่เน้นปะทะและการเข้าทำรวดเร็ว

ฟุตบอลอังกฤษหรือผู้ดีที่มักจะเรียกกันตามหน้าหนังสือพิมพ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงในสนามฟุตบอล เพราะเวลาลงเล่นที่จริงแล้ว ผู้เล่นในแชมป์เปี้ยนชิพจะเต็มไปด้วยการเข้าปะทะที่รุนแรงในเกมที่ลื่นไหล เพราะพวกเขาต้องการทำประตูให้ได้ไวที่สุดและเอาชนะคู่แข่งของเขา โดยที่อาจจะมีกลยุทธ์ที่ดุดันไปบ้าง จนใบแดงและใบเหลืองมักจะพบเห็นได้ง่ายในลีกรองแห่งนี้ รวมถึงฟุตบอลอังกฤษที่มีชื่อเสียงจะการเล่นบอลแบบ Hit and hope หรือการสาดบอลไปข้างหน้าเพื่อให้กองหน้ารูปร่างสูงใหญ่พักบอลและส่งต่อเพื่อทำประตูคู่แข่ง เป็นวิธีการเล่นที่ไม่ซับซ้อนเลย แต่มันกลับได้ผลเสมอสำหรับหลายต่อหลายทีมที่เราอาจจะรู้จักกันดีเช่นสโต๊ก ซิตี้หรือทีมชื่อดังในยุค 90 อย่างวิมเบอร์ดัน จนเป็นเอกลักษณ์ว่านี่คือฟุตบอลโบราณไสต์อังกฤษแท้ ๆ

เสน่ห์ของฟุตบอลอังกฤษที่หาไม่ได้ในพรีเมียร์ลีกที่อาจจะเน้นไปที่ธุรกิจและความสำเร็จมากกว่า ส่วนการเล่นที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเพื่อเอาชนะและคว้าสิทธิไปเล่นในลีกสูงสุด จึงดูมีความเป็นฟุตบอลต้นฉบับมากกว่าในสายตาของแฟนบอล รวมทั้งทีมชื่อดังในอดีตที่ผู้ชมคอยส่งกำลังใจให้เลื่อนชั้นกลับมาเล่นให้หายคิดถึงเสียที คงเป็นเอกลักษณ์แบบหนึ่งที่ทำให้ลีกแชมป์เปี้ยนชิพน่าจับตามองไม่แพ้กับพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว

post

นักเตะราคาแพง ความภูมิใจหรือแรงกดดันมหาศาล

ในโลกฟุตบอลที่ตอนนี้เต็มไปด้วยธุรกิจและต้องการความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ทำให้แฟนบอลจะเห็นว่า ในทุกตลาดการซื้อขายนักเตะมักจะมีข่าวการตามล่าตัวนักเตะชื่อดังที่มีมูลค่าสูง จนปัจจุบันราคาของนักเตะที่เกินร้อยล้านปอนด์ก็มีมาแล้ว หนึ่งในนักเตะมูลค่าสูงนั้นก็มีอย่างเนย์มาร์ที่ย้ายออกจากบาร์เซโลน่ามาอยู่ที่ปารีส แซงต์ แชร์แมงหรือเปเอชเช ซึ่งผลที่ตามมาก็คือเขากลายเป็นนักเตะที่มีค่าตัวสูงที่สุด และตามมาด้วยความกดดันที่เขาต้องเผชิญ เนื่องจากทุกทีมต่างก็ต้องการคว้าแชมป์ถ้วยใหญ่ที่สุดอย่างยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ ลีกนั่นเอง ซึ่งไม่ใช่แค่เนย์มาร์เท่านั้น แต่ยังมีนักเตะอีกหลายคนที่สามารถผ่านแรงกดดันก้าวไปประสบความสำเร็จได้ และอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รักษาฟอร์มการเล่นได้จนพวกเขาทำได้เพียงแค่ต้องย้ายออกจากทีมไปแบบเงียบ ๆ หรือแม้กระทั่งไม่สามารถก้าวไปถึงจุดที่เคยยืนได้อีกเลย

นักเตะราคาแพงที่คุ้มค่า

เนย์มาร์ถือว่าเป็นตัวอย่างนึงที่สามารถประสบความสำเร็จกับทีมในปัจจุบันอย่างเปเอสเชที่สามารถคว้าแชมป์ลีกเอิงฝรั่งเศสได้ และกำลังมองไปที่เป้าหมายต่อไปนั่นก็คือแชมป์ถ้วยใหญ่ของยุโรปนั่นเอง หรือจะเป็นคริสเตียโน่ โรนัลโด้ที่ย้ายจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วยราคาถึงแปดสิบล้านปอนด์ไปสู่อ้อมกอดของเรอัล มาดริด ก่อนจะพาทีมราชันย์ชุดขาวคว้าแชมป์ลาลีกาได้ถึง 2 สมัย แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกอีก 3 สมัย จนเป็นการเจรจาสุดคุ้มที่เรอัล มาดริดได้แต่ยิ้มกริ่มแน่นอน

หรือมาดูทางด้านแมนเชสเตอร์ ซิตี้กันบ้างที่ไม่เคยเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกมาก่อนหน้าที่เซอร์จิโอ้ กุน อเกวโร่จะย้ายเข้าสู่ทีมในราคา 35 ล้านปอนด์ และเขาก็ไม่ได้ทำให้แฟนเรือใบสีฟ้าต้องผิดหวัง เพราะเป็นเขาเองที่สามารถยิงประตูสำคัญใส่ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล จนทำให้ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรงในประวัติศาสตร์ของสโมสร ก่อนที่เขาจะช่วยพาทีมเป็นแชมป์ลีกสูงสุดได้อีกสองสมัยในช่วงหลายปีต่อมา

คนที่น่าผิดหวังจากดีลราคาแพง

น่าเสียดายที่ไม่ใช่นักเตะทุกคนที่สามารถแสดงผลงานได้คุ้มค่าพอกับค่าตัวที่พวกเขาได้รับ หนึ่งในตัวอย่างนั้นก็คือฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ที่ย้ายจากทีมลิเวอร์พูลไปสู่บาร์เซโลน่าในราคาสูงถึง 115 ล้านปอนด์เพื่อตามฝันในวัยเด็กของเขา แต่ทว่าเขากลับไม่ได้เป็นตัวความหวังอย่างที่ตั้งใจไว้ ไม่ว่าจะเป็นอาการบาดเจ็บที่ได้รับ หรือการเล่นที่ไม่เข้าขากับเพื่อนร่วมทีมเอาเสียเลย จนในที่สุดเขาจึงไม่ได้รับโอกาสในการลงเล่นมากนัก และสุดท้ายก็ได้แต่ถูกส่งต่อให้ทีมเสือใต้บาเยิร์น มิวนิคยืมไปใช้งานชั่วคราวเพื่อโอกาสในการลงเล่น จนเรียกได้ว่าแม้ว่าทีมต้นสังกัดอย่างบาร์เซโลน่าจะเป็นแชมป์ลาลีกาได้ แต่เขาแทบไม่ได้มีส่วนร่วมใด ๆ กับรางวัลนั้นเลย ถือว่าเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดสำหรับนักเตะที่กดดันมากเกินไปจากค่าตัวราคาแพง

แม้ว่าการเจรจาซื้อขายนักเตะราคาจะมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนทางสมาคมฟุตบอลแสดงความเห็นที่น่ากังวลต่อสถานะการเงินของทีมในแต่ละลีก แต่สิ่งที่เป็นดาบสองคมก็คือไม่ใช่นักเตะทุกคนที่ราคาแพงแล้วจะส่งผลดีให้ทีมเสมอไป และความผิดหวังของทีมต่าง ๆ ถือเป็นตัวอย่างสำคัญว่าความสำเร็จไม่อาจจะซื้อได้ในบางครั้ง และอาจจะด้วยฝีมือของทีมมากกว่าที่ทำให้ทีมใดทีมหนึ่งกลายเป็นผู้ชนะในบทสรุปของฤดูกาลนั่นเอง

post

ทีมชาติอังกฤษกับฝันที่เลือนลางในฟุตบอลระดับชาติ

ถ้าถามว่าแฟนฟุตบอลมักจะรู้จักลีกใดเป็นลีกแรกในชีวิต ส่วนใหญ่คำตอบก็น่าจะเป็นพรีเมียร์ลีกทั้งนั้น แต่ถ้าถามว่าคิดว่าทีมใดจะเป็นแชมป์ฟุตบอลคำตอบกลับต่างออกไปโดยเรื่องที่น่าแปลกใจคือคนมักจะไม่เลือกทีมชาติอังกฤษกันเลย โดยพวกเขามักจะเป็นได้แค่เต็ง 5 เต็ง 6 ในการแข่งขันเสียด้วยซ้ำ โดยเหตุผลก็เป็นเพราะแม้ว่าพรีเมียร์ลีกจะสนุก ตื่นเต้น เร้าใจก็ตาม แต่นักเตะส่วนใหญ่กลับเป็นนักเตะต่างชาติที่เข้ามาค้าแข้งบนเกาะแห่งนี้ และโอกาสของนักเตะท้องถิ่นกลับลดน้อยลงเรื่อย ๆ รวมถึงการเลือกโค้ชของทีมที่ไม่มีความเข้าใจต่อตัวนักเตะจนทำให้พวกเขาได้แค่ท่าดีทีเหลวในทัวร์นาเมนต์สำคัญเสมอ

โค้ชที่ดีแต่เป็นคนที่ไม่ใช่

หากไล่ชื่อของผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ เราก็จะเจอชื่อของฟาบิโอ คาเปลโล่ยอดกุนซือชาวอิตาเลี่ยน ที่น่าจะเป็นคนที่มีชื่อชั้นที่ดีที่สุดในรอบหลายปีของทีมชาติอังกฤษ แต่เขาก็ไม่สามารถพาทีมไปถึงฝันได้ เพราะเขาทำได้แค่เพียงพาทีมชาติอังกฤษไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป โดยพ่ายแพ้ต่อทีมชาติอิตาลีไป ส่วนในฟุตบอลโลกเขาก็ทำได้เพียงเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังจากที่ต้องแพ้ต่อทีมชาติเยอรมันไป ทำให้ผลงานของคาเปลโล่ไม่ได้เป็นที่น่าพอใจของสมาคมฟุตบอล และตัวเขาเองก็รีไทร์จากการเป็นผู้จัดการทีมในปี 2012

ส่วนอีกคนที่ชื่อชั้นอาจจะไม่ดีเท่าคาเปลโล่ แต่เป็นที่เคารพของแฟนบอลก็คือรอย ฮอดจ์สัน ที่เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมต่อจากสจ๊วต เพียร์ซ ที่มารักษาการทีมชาติอังกฤษอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ทางปู่รอยกลับไม่สามารถพาทีมชนะในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกได้เลย และทำคะแนนได้เพียงแต้มเดียวจากการแข่งขัน 3 นัด จนเป็นสถิติที่แย่ที่สุดของทีมนับตั้งแต่มีฟุตบอลโลกมาเลยทีเดียว

โอกาสของนักเตะท้องถิ่นอันน้อยนิด

เพราะการแข่งขันสูงในพรีเมียร์ลีกทำให้แต่ละทีมต้องซื้อตัวนักเตะต่างชาติเข้ามาเพื่อให้ทีมสามารถทำอันดับได้สูงที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้ รวมถึงเพื่อไม่ให้ทีมต้องตกชั้นลงไปลีกรองที่ทำให้ต้องสูญเสียเงินมูลค่ามหาศาลนับร้อยล้านปอนด์ ที่ทำให้ทุกทีมต้องขับเคี่ยวสู้กันจนทำให้ลีกนี้มีแฟนบอลไปทั่วโลกนั่นเอง แต่ในด้านดีก็มีด้านเสีย เพราะทุกทีมต่างต้องการความสำเร็จในเวลาอันสั้น ทำให้พวกเขาไม่ได้ให้โอกาสนักเตะเยาวชนหรือนักเตะท้องถิ่นที่อาจจะไม่ได้มีทักษะที่ดีเท่านักเตะจากต่างชาติ แม้ว่าทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษจะมีกฎผู้เล่นท้องถิ่นที่ต้องอยู่ในทีมเกิน 8 คน แต่ทว่าในกฎนี้ก็รวมเยาวชนที่เป็นผู้เล่นต่างชาติอยู่ด้วย ทำให้บางครั้งเราจึงไม่เห็นนักเตะสัญชาติอังกฤษอยู่ในทีมฟุตบอลจากอังกฤษเลยเช่นกัน และการนักเตะอังกฤษไม่ค่อยได้รับโอกาสโดยเฉพาะกับทีมใหญ่ ทำให้นักเตะทีมชาติอังกฤษก็มีคุณภาพลดลงไปด้วย จนเมื่อพวกเขาต้องแข่งขันในนามทีมชาติพวกเขาเลยกลายเป็นทีมระดับกลางใกล้เคียงกับทีมระดับกลางในพรีเมียร์ลีกนั่นเอง

แม้ว่าฝันของแฟนบอลอังกฤษอาจจะยังมีหวังเมื่อทีมชาติในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยนักเตะอายุน้อยที่ฟอร์มกำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ และนักเตะสโมสรชั้นนำของลีกเริ่มกลับมาเป็นนักเตะท้องถิ่นบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเพราะการพัฒนาศูนย์เยาวชนของตัวเองหรือการถูกแบนการซื้อขายของทีมเชลซีที่จำเป็นต้องปั้นนักเตะท้องถิ่นขึ้นมาจนทีมมีความแข็งแกร่งในปัจจุบัน นั่นก็ทำให้ทีมของเกเร็ต เซาท์เกตอาจจะไปถึงฝันที่รอคอยมานานของพวกเขาอีกครั้งหนึ่งในที่สุด

post

โอเดียน อิกาโล่ : ขุนพลปีศาจแดงคือความฝันของผม

ถือเป็นดีลที่สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนบอลปีศาจแดงทั่วโลกไม่น้อย สำหรับการย้ายมาร่วมทีมของ “โอเดียน อิกาโล่” ในโค้งสุดท้ายก่อนปิดตลาดนักเตะช่วงปีใหม่ ทั้งในแง่ของความรวดเร็วในการตกลงเซ็นสัญญา และตัวนักเตะเองที่ไม่มีข่าวเกี่ยวโยงกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเลยในช่วงเร็ว ๆ นี้

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจดึงตัวอิกาโล่ มาจากเซี่ยงไฮ้ กรีนแลนด์ เสิ่นหัว ทันเวลาก่อนตลาดนักเตะจะปิดตัวลงไม่กี่ชั่วโมงด้วยสัญญายืมตัวจนจบฤดูกาลและไม่มีเงื่อนไขการซื้อตัว นับเป็นการหวนคืนสู่เวทีพรีเมียร์ลีกอีกครั้งของดาวยิงทีมชาติไนจีเรีย ซึ่งเคยค้าแข้งกับวัตฟอร์ตมาก่อน โดยฝากผลงานไว้ที่ 17 ประตู 6 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 55 นัด แม้จะมีสถิติการทำประตูที่ดี แต่ก่อนจะย้ายไปเล่นในไชนีสซูเปอร์ลีกของประเทศจีนเมื่อปี 2017 อิกาโล่ไม่สามารถยิงประตูคู่แข่งในลีกได้เลยตลอด 14 นัดสุดท้าย ทำให้แฟนบอลพากันวิจารณ์ว่าเขาดีพอหรือไม่สำหรับทีมปีศาจแดง

การย้ายทีมของอิกาโล่ถือเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น เพื่อทดแทนมาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณหลังในเกมถล่มนอริช ซิตี้ 4-0 โดยอาการบาดเจ็บดังกล่าวตามที่ VWIN สืบทราบมา พบว่าเขาได้รับการประเมินว่าต้องใช้เวลารักษาเกือบ 2 เดือน และจะพลาดลงสนามช่วยทีมถึง 9 นัด ซึ่งการขาดหายไปของกองหน้าทีมชาติอังกฤษส่งผลโดยตรงต่อการผลิตสกอร์ของทีมปีศาจแดง เมื่อในอีก 2 นัดถัดมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พ่ายให้กับ ลิเวอร์พูล และเบิร์นลี่ย์ แบบไร้ประตู จนนำไปสู่การยืมตัวศูนย์หน้าวัย 30 ปีในที่สุด

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2016 อิกาโล่เคยเกือบได้ย้ายมาสวมเครื่องแบบปีศาจแดงในยุคของหลุยส์ ฟาน กัล โดยกุนซือจอมปรัชญาต้องการศูนย์หน้าคนใหม่เข้ามาเสริมแนวรุกที่กำลังประสบปัญหาการทำประตู ซึ่งในขณะนั้นอิกาโล่กำลังฟอร์มร้อนแรงกับวัตฟอร์ตที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา และเมื่อถูกสื่อสัมภาษณ์เขาก็ตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ผมเติบโตมาพร้อมกับการเฝ้าดู แอนดี้ โคล และ ดไวท์ ยอร์ค ทางทีวี พวกเขาคือไอดอลของผม และการลงเล่นในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คือความฝันของผมมาโดยตลอด” แม้ครั้งนั้นการย้ายทีมจะไม่เกิดขึ้น แต่ในสุด 4 ปีต่อมา ความฝันของเขาก็เป็นจริง

เอเยนต์ของอิกาโล่ เปิดเผยว่าในช่วงเดดไลน์มีหลายสโมสรพยายามดึงตัวนักเตะในการดูแลของเขาไปร่วมทีม แต่พอมีข้อเสนอจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเข้ามา อิกาโล่ก็บอกปัดทุกข้อเสนอทันที แม้การย้ายมาร่วมทีมปีศาจแดงจะทำให้ได้รับค่าเหนื่อยลดลง แต่กองหน้าชาวไนจีเรียก็ยังคงยืนยันความตั้งใจและไม่สนว่าจะถูกตัดค่าแรงลงเท่าใด พร้อมกับสั่งว่าต้องทำให้ดีลนี้สำเร็จให้ได้ จนอิกาโล่ได้กลายเป็นนักเตะไนจีเรียคนแรกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสมความตั้งใจ

แม้การย้ายทีมจะเรียบร้อยสมบูรณ์แล้ว แต่ด้วยปัญหาไวรัสโคโรนา อิกาโล่ที่เดินทางมาจากประเทศจีนจึงถูกกักตัวไว้เป็นเวลา 14 วัน ถึงแม้ขณะที่ใช้ชีวิตในจีนเขาจะอยู่ห่างจากมณฑลหูเป่ย ศูนย์กลางของการแพร่ระบาดหลายร้อยกิโลเมตรก็ตาม จนทำให้พลาดการเดินทางไปฝึกซ้อมที่สเปนพร้อมเพื่อนร่วมทีมในช่วงพักเบรกหนีหนาว และต้องฝึกซ้อมคนเดียวที่ศูนย์เทควันโดแห่งชาติ ซึ่งเป็นสถานที่กักตัวนับตั้งแต่เดินทางเข้ามายังอังกฤษ ถึงกระนั้นอิกาโล่ก็พร้อมแล้วสำหรับการพิสูจน์ตัวเองในฐานะขุนพลปีศาจแดง โดยหวังว่าจะทำผลงานตลอดช่วงการยืมตัวนี้ได้ดีเช่นเดียวกับที่ เฮนริค ลาร์สสัน ดาวยิงทีมชาติสวีเดนเคยทำไว้ในยุคของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

post

ความท้าทายครั้งใหม่ของซีเนดีน ซีดาน กับภารกิจกอบกู้เรอัล มาดริดอีกครั้ง

หลังจากเอาชนะลิเวอร์พูลในรอบชิงชนะเลิศ และพาเรอัล มาดริดสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกได้ 3 สมัยติดต่อกัน “ซีเนดีน ซีดาน” ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมราชันชุดขาวอย่างสายฟ้าแลบ ในขณะที่บรรยากาศของการเฉลิมฉลองยังไม่ทันจางหายไปเลยด้วยซ้ำ ปิดฉากความสำเร็จตลอดระยะเวลา 2 ครึ่งด้วยแชมป์ 9 รายการ แต่แล้ว 284 วันต่อมา หลังจากยอดทีมประจำเมืองหลวงของสเปนลองผิดลองถูกกับผู้จัดการทีมไปถึง 2 ราย กุนซือชาวฝรั่งเศสก็ถูกดึงตัวกลับรับภารกิจกอบกู้เรอัล มาดริดสู่ยุครุ่งเรืองอีกครั้ง

ซีดาน เคยกอบกู้เรอัล มาดริดสำเร็จมาแล้วในการคุมทีมสมัยแรก ครั้งนั้นทีมราชันชุดขาวตกเป็นเบี้ยล่างให้ทีมคู่ปรับอย่างบาร์เซโลน่ามาหลายฤดูกาล แถมภายใต้การนำของราฟา เบนิเตซ ทีมยังมีสภาพย่ำแย่อย่างมาก โดยแพ้ในศึกเอล กลาสิโก้เละเทะถึง 0-4 จนนำไปสู่การปลดกุนซือชาวสเปนช่วงกลางฤดูกาล แต่เมื่อซีดานก้าวเข้ามากุมบังเหียน เขาสามารถเปลี่ยนทีมเฉาให้กลายเป็นทีมแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ในระยะเวลาเพียง 4 เดือน ก่อนที่ฤดูกาลถัดมาจะพาทีมคว้าแชมป์ลาลีกาได้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี

หลังจากคุมทีมมา 2 ฤดูกาลครึ่ง ซีดานเลือกจากไปอย่างวีรบุรุษ หลังจากนำเรอัล มาดริดชูถ้วยแชมป์ได้ถึง 9 รายการ จากยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 3 สมัย, ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 2 สมัย, สโมสรโลก 2 สมัย, ลาลีกา 1 สมัย และสแปนิช ซูเปอร์คัพ 1 สมัย โดยให้เหตุผลในการจากลาครั้งนั้นว่า “สโมสรจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง และตัวเขาเองไม่รู้สึกถึงการเป็นผู้ชนะ เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไม่มีทางเลือกนอกจากเขาต้องเดินจากไป” แต่ภายใต้เหตุผลอันสวยหรูนั้นเป็นที่รู้กันดีว่าซีดานเลือกที่จะจากไปเพราะเขาไม่ได้มีอำนาจในการบริหารทีมอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องการซื้อ-ขายนักเตะที่สิทธิเด็ดขาดอยู่ในมือของฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสร จนนำไปสู่การคุมนักเตะซูเปอร์สตาร์ของทีมไม่อยู่ในที่สุด

การกลับมาของซีดานครั้งนี้ถือเป็นงานยากกว่าครั้งก่อนเสียอีก เมื่อนักเตะผู้แบกทีมอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้ย้ายออกไปอยู่กับยูเวนตุสแล้ว แถมยังไม่มีใครในทีมก้าวขึ้นมารับหน้าที่แทนได้ ทำให้นักเตะอย่างลูก้า โยวิช และเอเดน อาซาร์จึงถูกดึงมาร่วมทีมอย่างรวดเร็ว น่าเสียดายที่ยังหาทีมไหนมารับตัวแกเร็ธ เบลไปดูแลต่อไม่ได้ ทำให้ดีลของคีเลียน เอ็มบัปเป้ จึงยังไม่เกิดขึ้น ทั้งที่ดาวรุ่งดีกรีแชมป์โลกคือนักเตะที่ซีดานมองว่าเป็นส่วนผสมสำคัญของกาลาติกอสยุคใหม่

ปัจจุบันแม้เรอัล มาดริดจะรั้งอันดับ 3 ของลาลีกา ตามหลังจ่าฝูงอย่างบาร์เซโลน่า และรองจ่าฝูงอย่างแอตเลติโก้ มาดริดที่มีคะแนนเท่ากันเพียงแต้มเดียว แต่ฟอร์มโดยรวมของทีมราชันชุดขาวกลับยังไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะนักเตะความหวังที่ถูกดึงเข้ามาด้วยค่าตัวมหาศาลทั้งอาซาร์ และโยวิช ยังไม่อาจยกระดับทีมขึ้นมาได้ ทำให้ซีดานต้องไปดึงนักเตะที่หมดอนาคตกับทีมไปแล้วอย่างเบลให้กลับมาช่วยทีมอีกครั้ง จนหลายคนตั้งคำถามว่าซีดานจะใช่คำตอบสุดท้ายในการกอบกู้เรอัล มาดริดให้กลับไปสู่ยุครุ่งเรืองหรือไม่ เพราะความสำเร็จในอดีต ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จในอนาคตเสียด้วย

post

ฟิกาโย โทโมรี ปราการหลังดาวโรจน์จากเชลซี

แฟรงค์ แลมพาร์ด ได้ชื่อว่าเป็นกุนซือที่ชอบมอบโอกาสให้นักเตะดาวรุ่งลงสนาม และมักจะมองนักเตะไม่พลาดเสียด้วย เมื่อดาวรุ่งแต่ละคนล้วนตอบแทนความไว้วางใจด้วยผลงานอันยอดเยี่ยม โดยหนึ่งในนั้นคือ “ฟิกาโย โทโมรี” ปราการหลังวัย 21 ปีที่ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมเต็มตัวในฤดูกาลนี้

ฟิกาโย โทโมรี เข้าร่วมทีมอคาเดมี่ของเชลซีในรุ่นอายุต่ำกว่า 8 ปี ก่อนจะเป็นส่วนหนึ่งของทีมเยาวชนเชลซีชุดคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธคัพ และยูฟ่า ยูธลีก 2 ฤดูกาลติดเมื่อซีซั่น 2014-15 และ 2015-16 จนกระทั่งก้าวไปเป็นปราการหลังตัวหลักของทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 20 ปี ในศึกฟุตบอลโลกยู-20 ที่เกาหลีใต้ ซึ่งอังกฤษคว้าแชมป์มาครองได้ในที่สุด

โทโมรี ถูกส่งประเดิมสนามพรีเมียร์ลีกในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2015-16 ที่พบกับเลสเตอร์ ซิตี้ โดยถูกเปลี่ยนตัวแทนบรานิสลาฟ อีวาโนวิช ในตำแหน่งแบ็กขวา ก่อนที่ฤดูกาลถัดมาจะถูกยืมตัวไปเล่นให้กับไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน, ฮัลล์ ซิตี้ จนกระทั้งแฟรงค์ แลมพาร์ด ยืมตัวเขาไปเล่นให้ดาร์บี้ เคาน์ตี้ในลีกแชมเปี้ยนชิพทั้งฤดูกาล

ในฤดูกาล 2018-19 เซนเตอร์แบ็กวัย 20 ปี กลายเป็นกำลังหลักของทีมแกะเขาเหล็ก โดยลงสนามไปทั้งสิ้น 55 นัด ทำได้ 2 ประตู 1 แอสซิสต์ และ 14 คลีนชีต ช่วยให้ทีมจบในอับดับ 6 ได้เล่นเพลย์ออฟเพื่อเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก น่าเสียดายที่นัดเพลย์ออฟรอบไฟนัลไปพ่ายให้กับแอสตัน วิลล่า 1-2 แม้จะไม่อาจช่วยให้แกะเขาเหล็กเลื่อนชั้นได้สำเร็จ แต่โทโมรีก็ยังได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของดาร์บี้ เคาน์ตี้ ก่อนจะจูงมือผู้จัดการทีมกลับเชลซีหลังฤดูกาลสิ้นสุดลง

เมื่อพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-20 เปิดฉากขึ้น โทโมรีเริ่มต้นด้วยการนั่งดูเพื่อนร่วมทีมอยู่ข้างสนามตลอด 3 นัดแรก ก่อนจะถูกส่งลงสนามในเกมที่ 4 กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แถมยังทำประตูแรกในเครื่องแบบเชลซีได้ในนัดถัดมากับวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส จากลูกยิงไกลกว่า 30 หลา ปราการหลังชาวอังกฤษเริ่มฉายแววการเป็นกองหลังชั้นยอดในการดวลกับลิเวอร์พูล เมื่อตามประกบโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ จนเล่นไม่ออกตลอดทั้งเกม และมาทำผลงานได้ดีอีกครั้งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกกับอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม จนกระทั่งโจ โคล อดีตปีกความเร็วสูงของเชลซี ยกย่องกองหลังรุ่นน้องว่ามีความคล้ายคลึงกับวิลเลี่ยม กัลลาส กองหลังแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยติด

โทโมรี เป็นกองหลังที่มีร่างกายอันแข็งแกร่ง แม้จะมีความสูงถึง 1.85 เมตร แต่ก็มีความคล่องตัวและสปีดที่จัดจ้าน ถึงขนาดตามความเร็วของโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ได้ทุกจังหวะ แถมยังมีความนิ่งเกินวัยในการดวลตัวต่อตัวกับกองหน้าคู่แข่ง จนถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ไปเรียบร้อย กลายเป็นนักเตะความหวังของเชลซีและทีมชาติอังกฤษในอนาคต