post

ความท้าทายครั้งใหม่ของซีเนดีน ซีดาน กับภารกิจกอบกู้เรอัล มาดริดอีกครั้ง

หลังจากเอาชนะลิเวอร์พูลในรอบชิงชนะเลิศ และพาเรอัล มาดริดสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกได้ 3 สมัยติดต่อกัน “ซีเนดีน ซีดาน” ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมราชันชุดขาวอย่างสายฟ้าแลบ ในขณะที่บรรยากาศของการเฉลิมฉลองยังไม่ทันจางหายไปเลยด้วยซ้ำ ปิดฉากความสำเร็จตลอดระยะเวลา 2 ครึ่งด้วยแชมป์ 9 รายการ แต่แล้ว 284 วันต่อมา หลังจากยอดทีมประจำเมืองหลวงของสเปนลองผิดลองถูกกับผู้จัดการทีมไปถึง 2 ราย กุนซือชาวฝรั่งเศสก็ถูกดึงตัวกลับรับภารกิจกอบกู้เรอัล มาดริดสู่ยุครุ่งเรืองอีกครั้ง

ซีดาน เคยกอบกู้เรอัล มาดริดสำเร็จมาแล้วในการคุมทีมสมัยแรก ครั้งนั้นทีมราชันชุดขาวตกเป็นเบี้ยล่างให้ทีมคู่ปรับอย่างบาร์เซโลน่ามาหลายฤดูกาล แถมภายใต้การนำของราฟา เบนิเตซ ทีมยังมีสภาพย่ำแย่อย่างมาก โดยแพ้ในศึกเอล กลาสิโก้เละเทะถึง 0-4 จนนำไปสู่การปลดกุนซือชาวสเปนช่วงกลางฤดูกาล แต่เมื่อซีดานก้าวเข้ามากุมบังเหียน เขาสามารถเปลี่ยนทีมเฉาให้กลายเป็นทีมแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ในระยะเวลาเพียง 4 เดือน ก่อนที่ฤดูกาลถัดมาจะพาทีมคว้าแชมป์ลาลีกาได้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี

หลังจากคุมทีมมา 2 ฤดูกาลครึ่ง ซีดานเลือกจากไปอย่างวีรบุรุษ หลังจากนำเรอัล มาดริดชูถ้วยแชมป์ได้ถึง 9 รายการ จากยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 3 สมัย, ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 2 สมัย, สโมสรโลก 2 สมัย, ลาลีกา 1 สมัย และสแปนิช ซูเปอร์คัพ 1 สมัย โดยให้เหตุผลในการจากลาครั้งนั้นว่า “สโมสรจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง และตัวเขาเองไม่รู้สึกถึงการเป็นผู้ชนะ เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไม่มีทางเลือกนอกจากเขาต้องเดินจากไป” แต่ภายใต้เหตุผลอันสวยหรูนั้นเป็นที่รู้กันดีว่าซีดานเลือกที่จะจากไปเพราะเขาไม่ได้มีอำนาจในการบริหารทีมอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องการซื้อ-ขายนักเตะที่สิทธิเด็ดขาดอยู่ในมือของฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสร จนนำไปสู่การคุมนักเตะซูเปอร์สตาร์ของทีมไม่อยู่ในที่สุด

การกลับมาของซีดานครั้งนี้ถือเป็นงานยากกว่าครั้งก่อนเสียอีก เมื่อนักเตะผู้แบกทีมอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้ย้ายออกไปอยู่กับยูเวนตุสแล้ว แถมยังไม่มีใครในทีมก้าวขึ้นมารับหน้าที่แทนได้ ทำให้นักเตะอย่างลูก้า โยวิช และเอเดน อาซาร์จึงถูกดึงมาร่วมทีมอย่างรวดเร็ว น่าเสียดายที่ยังหาทีมไหนมารับตัวแกเร็ธ เบลไปดูแลต่อไม่ได้ ทำให้ดีลของคีเลียน เอ็มบัปเป้ จึงยังไม่เกิดขึ้น ทั้งที่ดาวรุ่งดีกรีแชมป์โลกคือนักเตะที่ซีดานมองว่าเป็นส่วนผสมสำคัญของกาลาติกอสยุคใหม่

ปัจจุบันแม้เรอัล มาดริดจะรั้งอันดับ 3 ของลาลีกา ตามหลังจ่าฝูงอย่างบาร์เซโลน่า และรองจ่าฝูงอย่างแอตเลติโก้ มาดริดที่มีคะแนนเท่ากันเพียงแต้มเดียว แต่ฟอร์มโดยรวมของทีมราชันชุดขาวกลับยังไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะนักเตะความหวังที่ถูกดึงเข้ามาด้วยค่าตัวมหาศาลทั้งอาซาร์ และโยวิช ยังไม่อาจยกระดับทีมขึ้นมาได้ ทำให้ซีดานต้องไปดึงนักเตะที่หมดอนาคตกับทีมไปแล้วอย่างเบลให้กลับมาช่วยทีมอีกครั้ง จนหลายคนตั้งคำถามว่าซีดานจะใช่คำตอบสุดท้ายในการกอบกู้เรอัล มาดริดให้กลับไปสู่ยุครุ่งเรืองหรือไม่ เพราะความสำเร็จในอดีต ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จในอนาคตเสียด้วย

post

ฟิกาโย โทโมรี ปราการหลังดาวโรจน์จากเชลซี

แฟรงค์ แลมพาร์ด ได้ชื่อว่าเป็นกุนซือที่ชอบมอบโอกาสให้นักเตะดาวรุ่งลงสนาม และมักจะมองนักเตะไม่พลาดเสียด้วย เมื่อดาวรุ่งแต่ละคนล้วนตอบแทนความไว้วางใจด้วยผลงานอันยอดเยี่ยม โดยหนึ่งในนั้นคือ “ฟิกาโย โทโมรี” ปราการหลังวัย 21 ปีที่ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมเต็มตัวในฤดูกาลนี้

ฟิกาโย โทโมรี เข้าร่วมทีมอคาเดมี่ของเชลซีในรุ่นอายุต่ำกว่า 8 ปี ก่อนจะเป็นส่วนหนึ่งของทีมเยาวชนเชลซีชุดคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธคัพ และยูฟ่า ยูธลีก 2 ฤดูกาลติดเมื่อซีซั่น 2014-15 และ 2015-16 จนกระทั่งก้าวไปเป็นปราการหลังตัวหลักของทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 20 ปี ในศึกฟุตบอลโลกยู-20 ที่เกาหลีใต้ ซึ่งอังกฤษคว้าแชมป์มาครองได้ในที่สุด

โทโมรี ถูกส่งประเดิมสนามพรีเมียร์ลีกในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2015-16 ที่พบกับเลสเตอร์ ซิตี้ โดยถูกเปลี่ยนตัวแทนบรานิสลาฟ อีวาโนวิช ในตำแหน่งแบ็กขวา ก่อนที่ฤดูกาลถัดมาจะถูกยืมตัวไปเล่นให้กับไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน, ฮัลล์ ซิตี้ จนกระทั้งแฟรงค์ แลมพาร์ด ยืมตัวเขาไปเล่นให้ดาร์บี้ เคาน์ตี้ในลีกแชมเปี้ยนชิพทั้งฤดูกาล

ในฤดูกาล 2018-19 เซนเตอร์แบ็กวัย 20 ปี กลายเป็นกำลังหลักของทีมแกะเขาเหล็ก โดยลงสนามไปทั้งสิ้น 55 นัด ทำได้ 2 ประตู 1 แอสซิสต์ และ 14 คลีนชีต ช่วยให้ทีมจบในอับดับ 6 ได้เล่นเพลย์ออฟเพื่อเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก น่าเสียดายที่นัดเพลย์ออฟรอบไฟนัลไปพ่ายให้กับแอสตัน วิลล่า 1-2 แม้จะไม่อาจช่วยให้แกะเขาเหล็กเลื่อนชั้นได้สำเร็จ แต่โทโมรีก็ยังได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของดาร์บี้ เคาน์ตี้ ก่อนจะจูงมือผู้จัดการทีมกลับเชลซีหลังฤดูกาลสิ้นสุดลง

เมื่อพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-20 เปิดฉากขึ้น โทโมรีเริ่มต้นด้วยการนั่งดูเพื่อนร่วมทีมอยู่ข้างสนามตลอด 3 นัดแรก ก่อนจะถูกส่งลงสนามในเกมที่ 4 กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แถมยังทำประตูแรกในเครื่องแบบเชลซีได้ในนัดถัดมากับวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส จากลูกยิงไกลกว่า 30 หลา ปราการหลังชาวอังกฤษเริ่มฉายแววการเป็นกองหลังชั้นยอดในการดวลกับลิเวอร์พูล เมื่อตามประกบโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ จนเล่นไม่ออกตลอดทั้งเกม และมาทำผลงานได้ดีอีกครั้งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกกับอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม จนกระทั่งโจ โคล อดีตปีกความเร็วสูงของเชลซี ยกย่องกองหลังรุ่นน้องว่ามีความคล้ายคลึงกับวิลเลี่ยม กัลลาส กองหลังแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยติด

โทโมรี เป็นกองหลังที่มีร่างกายอันแข็งแกร่ง แม้จะมีความสูงถึง 1.85 เมตร แต่ก็มีความคล่องตัวและสปีดที่จัดจ้าน ถึงขนาดตามความเร็วของโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ได้ทุกจังหวะ แถมยังมีความนิ่งเกินวัยในการดวลตัวต่อตัวกับกองหน้าคู่แข่ง จนถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ไปเรียบร้อย กลายเป็นนักเตะความหวังของเชลซีและทีมชาติอังกฤษในอนาคต       

post

เนย์มาร์ นักเตะเจ้าปัญหาผู้โหยหาความสำเร็จ

นิตยสาร ฟร้องซ์ ฟุตบอล เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ ได้ประกาศรายชื่อนักเตะ 30 คนสุดท้ายที่ได้เข้าชิงบัลลงดอร์ 2019 โดยปีนี้ลิเวอร์พูล เจ้าของแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกเป็นทีมที่มีนักเตะถูกเสนอชื่อเข้าชิงมากที่สุดถึง 7 คน แต่สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้น การไม่มีชื่อของ “เนย์มาร์” ซุปเปอร์สตาร์ทีมชาติบราซิลอยู่ในรายชื่อเข้าชิงปีนี้ด้วย ทั้งที่ศูนย์หน้าเลือดแซมบ้าถือเป็นขาประจำสำหรับรางวัลนี้มาตลอดนับตั้งแต่ก้าวมาค้าแข้งที่ยุโรป

บัลลงดอร์ ถูกยกให้เป็นเสมือนรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลก การที่นักเตะมากความสามารถอย่างเนย์มาร์ หลุดจากโผเข้าชิงจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาการบาดเจ็บจนพลาดลงสนามช่วยปารีส แซงต์ แชร์แมงไปหลายนัด แถมยังเจ็บจนไม่มีส่วนร่วมกับทีมชาติบราซิลชุดแชมป์โคปา อเมริกาอีกด้วย รวมไปถึงพฤติกรรมด้านลบทั้งในและนอกสนามของเจ้าตัว ทั้งการทำร้ายร่างกายแฟนบอลแรนส์หลังแพ้ในนัดชิงบอลถ้วย ทั้งโพสต์ข้อความหยาบคายถึงผู้ตัดสินลงอินสตาแกรมส่วนตัวนัดที่พ่ายให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ทั้งข้อกล่าวหาในคดีข่มขืนผู้หญิงที่แม้จะหลุดจากคดีอันเนื่องมาจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ หรือแม้แต่การบีบให้ต้นสังกัดปล่อยตัวเขากลับบาร์เซโลน่า ล้วนแล้วแต่เป็นพฤติกรรมที่ไม่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างทั้งสิ้น

ล่าสุด เนย์มาร์เพิ่งเปิดใจยอมรับตามตรงว่าไม่มีความสุขในการรับใช้ปารีส แซงต์ แชร์แมง และต้องการย้ายออกจากทีมในช่วงตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมาจริง แต่เมื่อท้ายที่สุดแล้วเขายังต้องอยู่กับทีมต่อไป ก็พร้อมจะทุ่มเททำหน้าที่ในสนามอย่างดีที่สุด และจะพยายามพาต้นสังกัดคว้าชัยชนะใช้ได้อย่างต่อเนื่อง แม้แต่โธมัส ทูเคิลก็ออกปากรับรองเองว่า ซุปเปอร์สตาร์ชาวบราซิลกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของทีมอย่างสมบูรณ์แล้ว หลังช่วยซัดประตูชัยให้ทีมเอาชนะโอลิมปิก ลียงไปได้ แม้ก่อนหน้าที่เขาจะถูกแฟนบอลปารีสรุมโห่มาก็ตาม

การย้ายมาร่วมทีมมหาเศรษฐีฝรั่งเศสด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 222 ล้านยูโร เมื่อ 2 ปีก่อน ถูกมองว่าเพราะนักเตะแซมบ้าต้องการหลุดพ้นจากเงาของลีโอเนล เมสซี่ ซุปเปอร์สตาร์ชาวอาร์เจนติน่า และต้องการเป็นนักเตะสำคัญที่นำแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกมาสู่ปารีส แซงต์ แชร์แมงให้ได้ แต่สุดท้ายนอกจากจะไม่อาจพาทีมคว้าแชมป์ยุโรปได้แล้ว ศูนย์หน้าจอมสับยังไม่อาจก้าวข้ามศูนย์หน้าประจำทีมอย่างเอดิสัน คาวานี่ และรุ่นน้องไฟแรงอย่างคีเลี่ยน เอ็มบาปเป้ไปได้อีกด้วย ซึ่งเป็นที่มาของการไม่มีความสุขในเมืองแฟชั่นแห่งนี้

ด้วยฟอร์มการเล่นและปัญหาอาการบาดเจ็บของเนย์มาร์ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าบาร์เซโลน่าจะยอมจ่ายค่าตัวมหาศาลแลกกับนักเตะอย่างเขาไหม และซุปตาร์ชาวบราซิลจะยืนอยู่ตรงไหนในทีมบาร์ซ่า เพราะเมื่อมองกลับไปทีมเจ้าบุญทุ่มแห่งสเปนก็แทบไม่เหลือที่ว่างสำหรับเนย์มาร์อีกแล้ว

post

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ศูนย์หน้า 30 โคตรแจ๋ว

ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด คงเป็นสำนวนที่เข้ากับฟอร์มของโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ช่วงนี้เป็นที่สุด เพราะศูนย์หน้าทีมชาติโปแลนด์ในวัย 31 ปี ยังคงเดินหน้าผลิตสกอร์ให้กับบาเยิร์น มิวนิคเป็นว่าเล่น โดยตลอดทั้ง 13 นัดที่ทีมเสือใต้ลงเล่นทุกรายการในฤดูกาลนี้ เขาสามารถทำประตูได้ครบทุกนัด รวมเป็น 19 ประตู แถมทำแฮตทริกได้ตั้งแต่นัดที่ 2 ของศึกบุนเดสลีกาอีกด้วย

นับตั้งแต่ย้ายข้ามฟากหลังจากหมดสัญญากับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่อปี 2014 เลวานดอฟสกี้ก็สถาปนาตัวเองเป็นดาวซัลโวประจำทีมเสือใต้มาตลอดทั้ง 5 ฤดูกาล แถมใน 4 ซีซั่นหลังยังสังหารประตูได้เกิน 40 ประตูต่อฤดูกาลอีกด้วย นับเป็นส่วนสำคัญในการพาบาเยิร์น มิวนิคเป็นแชมป์บุนเดสลีกา 5 สมัยติดต่อกัน และแชมป์บอลถ้วยอีก 5 รายการ แต่ถึงแม้จะทำประตูได้มากเพียงใด ก็ยังมีช่วงเวลาที่ยากลำบากอยู่เช่นกัน

ในช่วงเวลาที่ฟอร์มตกไม่สามารถทำประตูในนัดสำคัญหลายนัดติดต่อกัน เลวานดอฟกี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักทั้งจากสื่อและเหล่าแฟนบอลทีมตัวเอง แถมยังไม่ได้รับการปกป้องเท่าที่ควรจากสโมสรอีกด้วย ทำให้กัปตันทีมชาติโปแลนด์ยอมรับว่าเคยคิดจะย้ายออกจากถิ่นอลิอันซ์ อารีน่ามาแล้ว แต่เขาก็สามารถต่อสู้และผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายมาได้จนกลับมาฉายแววเพชฌฆาตได้อีกครั้ง ในปัจจุบันเลวานดอฟสกี้ยิงประตูในบุนเดสลีกาไปแล้ว 9 เกมติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลของบุนเดสลีกา ทำลายสถิติเดิมของปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ที่เคยทำไว้ 8 นัดติดกับดอร์ทมุนด์เมื่อฤดูกาล 2015-16

นอกจากจะเป็นดาวซัลโวประจำบุนเดสลีกาแล้ว เลวานดอฟกี้ยังทำประตูในฟุตบอลยุโรปได้เป็นกอบเป็นกำอีกด้วย โดย 2 ประตูล่าสุดที่ทำได้จากนัดบุกไปพิชิตโอลิมเปียกอสถึงถิ่น 3-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ทำให้เขายิงประตูไปแล้ว 58 ประตู ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 5 นักเตะที่ทำประตูได้สูงสุดในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เอาชนะรุด ฟาน นิสเตอรอย เจ้าของตำแหน่งเดิมที่ทำสถิติไว้ 56 ประตู โดยตามหลังคาริม เบนเซม่า ที่ทำไว้ 60 ประตู, ราอู กอนซาเรซ จำนวน 71 ประตู, ลีโอเนล เมสซี่ เจ้าของสถิติ 113 ประตู และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ผู้ทำประตูสูงสุด 127 ประตู

เลวานดอฟสกี้ถือเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ครบเครื่องในยุคปัจจุบัน เพราะนอกจากจะยิงประตูได้จากทั้งสองเท้าแล้ว ยังสามารถโหม่งทำประตูได้อยู่บ่อยครั้ง โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขามีส่วนร่วมกับประตูที่บาเยิร์น มิวนิคทำได้ในทุก ๆ 88 นาที แถมยังเป็นนักเตะที่ยิงประตูชัยให้กับทีมได้ถึง 15 ครั้ง มากกว่ากองหน้าทุกคนในลีกชั้นนำของยุโรป

สถิติยิงประตูสูงสุดในหนึ่งฤดูกาลของเลวานดอฟสกี้อยู่ที่ 43 ประตู เมื่อฤดูกาล 2016-17 หากเขายังรักษามาตรฐานการยิงประตูแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เขาจะทำลายสถิติของตัวเองอย่างแน่นอน แถมยังอาจทำลายสถิติยิงประตูในหนึ่งฤดูกาลสูงสุดตลอดกาลกับบาเยิร์น มิวนิคที่แกร์ด มุลเลอร์ ดาวยิงระดับตำนานทำไว้ที่ 67 ประตูก็เป็นได้

post

ศึกแดงเดือด จุดเปลี่ยนที่ปีศาจแดงต้องการ

เกมแดงเดือดหนล่าสุดที่เพิ่งผ่านพ้นไป ก่อนลงสนามกูรูลูกหนังต่างยกให้ลิเวอร์พูลเป็นต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอยู่หลายช่วงตัวทั้งฟอร์มการเล่นและคุณภาพนักเตะ นับเป็นหนแรกในรอบหลาย 10 ปี ที่สื่อทุกสำนักฟันธงไปในทิศทางเดียวกันว่าหงส์แดงชนะแน่ แต่พอเอาเขาจริงปีศาจแดงเจ้าบ้านกลับเป็นฝ่ายออกนำไปก่อนจากมาคัส แรชฟอร์ด ร้อนถึงผู้มาเยือนต้องโหมบุกอย่างหนักจนมาได้ประตูตีเสมอจากอดัม ลัลลานา ในช่วงก่อนหมดเวลา 5 นาที จบเกมทั้งคู่จึงแบ่งแต้มกันไป นอกจากจะหยุดสถิติชนะรวดของคู่อริตลอดกาลไว้ได้แล้ว นักเตะปีศาจแดงยังเรียกศรัทธาจากแฟนบอลกลับมาได้อีกครั้ง โดยยังมีความหวังกลับไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกในปีหน้าอยู่ แทนที่จะมุ่งหน้าสู่แชมเปี้ยนชิพเหมือนหลายนัดที่ผ่าน ทั้งนี้ฟอร์มการเล่นที่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นของนักเตะและรูปแบบการเล่นที่เปลี่ยนไป

ตลอด 8 เกมในพรีเมียร์ลีกที่ผ่านมาโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ติดตั้งระบบการเล่น 4-3-3 ให้ทีมปีศาจแดงมาทุกนัด โดยภาพรวมแล้วต้องบอกว่าไม่เวิร์คเอาเสียเลย แม้หลายนัดจะครองบอลเอาไว้ทั้งเกม แต่ก็ไม่สามารถเจาะแนวรับคู่แข่งเข้าไปทำประตูได้ ทั้งนี้เนื่องมาจากการขาดนักเตะตำแหน่งหมายเลข 10 ที่จะคอยสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนร่วมทีมทำประตู โดยนักเตะหลายคนที่ถูกจับมารับบทบาทนี้ ไม่ว่าจะเป็นเจสซี่ ลินการ์ด, ฮวน มาต้า หรือแม้แต่อันเดรียส เปเรย์รา ต่างก็สอบตกด้วยกันทั้งสิ้น จนกระทั้งกุนซือชาวนอร์เวย์ปรับมาใช้ระบบ 3-5-2 จึงทำให้ทีมมีความสมดุลขึ้น

โซลชาเลือกใช้ปราการหลัง 3 คน ในการหยุดสามประสานอันทรงประสิทธิภาพของลิเวอร์พูลจนแต่ละคนเล่นไม่ออก แถมการใช้อารอน วาน-บิสซาก้า และ แอชลีย์ ยัง ประจำการวิงแบ็กทั้งสองข้างยังสามารถหยุดการขึ้นเกมริมเส้นซึ่งเป็นอาวุธอันตรายของหงส์แดงได้อยู่หมัด ด้านเกมรุกนั้นการที่มาคัส แรชฟอร์ดมีคู่หูในแดนหน้า ยังช่วยให้ศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษมีอิสระในการเคลื่อนที่มากกว่าตอนถูกสั่งให้ยืนโดดเดี่ยวในตำแหน่งหน้าเป้า จนสามารถหาพื้นที่ทำเกมรุกได้หลายต่อหลายครั้งรวมถึงยิงประตูได้ในที่สุด

นอกจากแท็คติกที่เปลี่ยนไปแล้ว ความมุ่งมั่นของนักเตะแต่ละคนก็มีส่วนสำคัญช่วยให้ทีมทำผลงานออกมาดี อาจเพราะด้วยศักดิ์ศรีเกมแดงเดือดที่ค้ำคอ เราจึงเห็นนักเตะปีศาจแดงทุกคนวิ่งไล่กดดันนักเตะหงส์แดงในทุกจังหวะ โดยเฉพาะเฟร็ด และเปเรย์รา ที่เคยถูกปรามาสมาตลอด กลับเล่นได้อย่างไม่มีข้อผิดพลาดในเกมนี้

แม้จะมีฟอร์มโดยรวมที่ดี แต่ก็เป็นอีกเกมที่ปีศาจแดงไม่สามารถยิงประตูคู่แข่งได้เกิน 1 ลูก ระบบ 3-5-2 อาจไม่เหมาะในยามที่ต้องเจอกับทีมที่เน้นการตั้งรับ แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นอันดีในการปรับรูปแบบเกมรุกมาเป็นการใช้กองหน้าคู่ แถมการได้อ็องโธนี่ มาร์ซิยาลกลับมาจากอาการบาดเจ็บ น่าจะช่วยให้แนวรุกปีศาจแดงมีตัวเลือกในการเข้าทำมากขึ้น                    

post

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เกิดใหม่อีกครั้งในถ้ำเสือ

การได้ลงสนามเล่นให้กับบาเยิร์น มิวนิค ทำให้ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กลับมาฉายแววความเป็นเพลย์เมคเกอร์ระดับโลกอีกครั้ง หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการย้ายไปประสานงานร่วมกับ 2 ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่างลีโอเนล เมสซี่ และหลุยส์ ซัวเรซที่บาร์เซโลน่า แม้จะทำไปได้ถึง 21 ประตู กับอีก 11 แอสซิสต์ แต่ตัวรุกแซมบ้ากลับดูไม่มีความสุขในถิ่นแคมป์ นู ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ฤดูกาลผ่านมา

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ถือเป็นนักเตะคนสำคัญของลิเวอร์พูลในยุคเบรนแดน รอดเจอร์ส ในฤดูกาล 2013-14 เขาถูกวางตัวในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกเพื่อใช้ทักษะการครองบอลและการสร้างสรรค์เกมคอยสนับสนุนคู่กองหน้าอย่างหลุยส์ ซัวเรซ และดาเนียล สเตอร์ริดจ์ โดยผลิตผลงานไปได้ 5 ประตู 7 แอสซิสต์ ช่วยให้สองกองหน้าของทีมเป็นดาวซัลโวและรองดาวซัลโวประจำพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนั้น น่าเสียดายที่เมื่อฤดูกาลสิ้นสุดลงหงส์คงทำได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์ โดยมีแต้มตามหลังจากฝูงอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้เพียง 2 คะแนนเท่านั้น หลังจากนั้น 3 ปีเมื่อไม่อาจประสบความสำเร็จร่วมกับลิเวอร์พูลได้ คูตินโญ่ก็เลือกย้ายไปอยู่กับบาร์เซโลน่า ทีมระดับจักรวาลแห่งยุค ปิดฉากชีวิตบนเกาะอังกฤษด้วยสถิติยอดเยี่ยม 54 ประตู 45 แอสซิสต์จากการลงสนาม 201 นัด

ที่บาร์เซโลน่า คูตินโญ่ถูกถ่างไปเล่นในตำแหน่งริมเส้นด้านซ้ายมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาถนัดมากนัก แม้จะมีสถิติการทำประตูที่ดีกว่าเมื่อครั้งลงสนามกับลิเวอร์พูล โดยสามารถยิงประตูได้ทุก 230 นาที แถมยังทำแฮตทริกแรกในชีวิตได้ในเกมถล่มเลบานเต้ แต่ฟอร์มโดยรวมกลับไม่เป็นที่น่าพอใจมากนักและไม่อาจสร้างเกมบุกช่วยทีมได้ในแต่ละนัดจนมักถูกเปลี่ยนตัวออกอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งบาเยิร์น มิวนิคมาดึงตัวเข้าไปร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัวหลังจากฤดูกาล 2019-20 เริ่มต้นไปได้ไม่นาน โดยมีออปชั่นซื้อขาดที่ราคา 120 ล้านยูโร

ทันทีที่ได้ลงสนามให้ทีมเสือใต้ในเกมกับชาลเก้ คูตินโญ่ก็ได้กลับมายืนในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกอีกครั้ง โดยตลอดทั้ง 33 นาทีในสนาม เขาวิ่งไปทั่วในกรอบเขตโทษและยังสร้างโอกาสให้เพื่อนทำประตูได้หลายครั้ง ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะตัวหลักของบาเยิร์น มิวนิคในที่สุด โดยรับบทบาทผู้เล่นหมายเลข 10 อยู่หลังศูนย์หน้าตัวเป้าอย่างโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ขนาบข้างริมเส้นซ้าย-ขวาด้วยคิงสลีย์ โกม็อง และอีวาน เปริซิซ เพลย์เมคเกอร์บราซิเลี่ยนสามารถยิงประตูแรกในถิ่นอลิอันซ์ อารีน่าได้ในเกมพบกับโคโลญจน์ ซึ่งเกมนั้นเขาทั้งยิงทั้งจ่ายช่วยให้ทีมเสือใต้เปิดบ้านถล่มคู่แข่งไปด้วยสกอร์ 4-0

ปัจจุบันคูตินโญ่ ทำได้ 2 ประตู 4 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 10 นัดทุกรายการ การได้เล่นในตำแหน่งถนัดอีกครั้งน่าจะช่วยให้เขาลงสนามได้อย่างมีความสุข และกลับมาเป็นคูตี้คนเดิมที่อันตรายทั้งในเรื่องการเลี้ยงบอลและการจ่ายบอล รวมถึงการได้เล่นร่วมกับนักเตะระดับท็อปของโลก จะช่วยให้เขากลายเป็นนักเตะที่เก่งขึ้นอย่างแน่นอน

post

อันโตนิโอ คอนเต้ กับความคาดหวังในการพาอินเตอร์ มิลานกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

อินเตอร์ มิลาน ถือเป็นสโมสรใหญ่แห่งอิตาลีที่ห่างจากความสำเร็จมานาน โดยแชมป์สุดท้ายที่ทัพเนรัซซูรี่ทำได้ต้องย้อนไปเมื่อฤดูกาล 2010-11 ที่พวกเขาเอาชนะปาแลร์โม่คว้าแชมป์โคปปา อิตาเลียมาครองได้สำเร็จ แถมแชมป์เซเรียอาหนล่าสุดของพวกเขาต้องนับย้อนไปถึง 9 ปี ทำให้การมาของกุนซือผู้มากประสบการณ์อย่างอันโตนิโอ คอนเต้ กลายเป็นความหวังให้กับทั้งสโมสรและแฟนบอลสำหรับการพาทีมงูใหญ่กลับมาทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

อันโตนิโอ คอนเต้ ถือเป็นหนึ่งในกุนซือที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในอิตาลี ไม่ว่าจะในฐานะนักเตะหรือผู้จัดการทีม โดยสมัยที่ยังค้าแข้งอยู่เขาสามารถคว้าแชมป์รายการใหญ่ร่วมกับยูเวนตุสได้ถึง 13 ครั้ง ก่อนจะกลับมาคุมทีมม้าลายเมื่อปี 2011 และพาทีมคว้าแชมป์เซเรียอาได้ตั้งแต่ปีแรก หลังจากที่ทีมร้างลาจากแชมป์ใด ๆ ไปถึง 4 ปี ก่อนจะคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้ 2 สมัยติดต่อกันในอีก 2 ปีถัดมา แถมในฤดูกาล 2013-14 เขายังพาทีมม้าลายคว้าแชมป์เซเรียอาด้วยคะแนนสูงเป็นสถิติถึง 102 คะแนนอีกด้วย คอนเต้คุมทีมม้าลายเพียง 3 ฤดูกาลก่อนจะตัดสินใจรับงานคุมทีมชาติอิตาลีชุดยูโร 2016 ซึ่งถือว่าเขาเป็นคนที่วางรากฐานความสำเร็จให้ทีมม้าลายยุคปัจจุบันก็ว่าได้ เพราะจากแชมป์เซเรียอาติดต่อกัน 3 สมัย ยูเวนตุสก็สามารถต่อยอดเป็นแชมป์เซเรียอา 8 สมัยติดต่อกันจนถึงปัจุบัน

หลังจากไม่ประสบกับความสำเร็จในการคุมทีมชาติอิตาลี ชุดสู้ศึกยูโร 2016 คอนเต้ก็ถูกดึงไปคุมทีมเชลซีทันที โดยสามารถจะพาทีมสิงโตน้ำเงินครามเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ตั้งแต่ปีแรก แถมเป็นผู้จัดการทีมคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลผู้จัดการยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีกติดต่อกันถึง 3 สมัย ก่อนจะคว้าแชมป์เอฟเอคัพ ได้อีกรายการในฤดูกาลต่อมา แต่ก็ไม่ดีพอให้เขาได้คุมทีมต่อเมื่อไม่อาจรักษาตำแหน่งท็อปโฟร์ไว้ได้ หลังว่างเว้นจากการคุมทีมไป 1 ปีเต็ม อินเตอร์ มิลานก็ทุ่มค่าจ้างสูงถึง 11 ล้านยูโรต่อปีเพื่อนำเขากลับมาคุมทีมที่อิตาลีอีกครั้งหนึ่ง

ทันทีที่เข้ารับงานในถิ่นซาน ซิโร่ ผู้จัดการทีมจอมเนี๊ยบก็ประกาศตัดหางสองนักเตะตัวปัญหาอย่างรัดย่า เนียงโกลัน และเมาโร อิคาร์ดี้ออกจากทีมทันที และสั่งนำเข้าโรเมลู ลูกากู ศูนย์หน้าทีมชาติเบลเยี่ยมที่เขาชื่นชอบเป็นการส่วนตัวมาทดแทน โดยคอนเต้สามารถพาทีมงูใหญ่เก็บชัยชนะในลีกได้ 6 นัดติดต่อกัน นับเป็นผู้จัดการทีมคนที่สองของอินเตอร์ที่สามารถทำได้ ต่อจากเอเลนิโอ เอร์เรร่า กุนซือระดับตำนานชาวอาร์เจนติน่าที่ทำไว้เมื่อฤดูกาล 1966-67 ก่อนจะไปเปิดบ้านพ่ายให้กับคู่แข่งโดยตรงอย่างยูเวนตุสไปด้วยสกอร์ 1-2

ปัจจุบันอินเตอร์ มิลาน รั้งอันดับ 2 มี 21 คะแนน จากการลงสนาม 8 นัด ตามหลังยูเวนตุสทีมจ่าฝูงเพียงแต้มเดียว แต่ด้วยรูปแบบการเล่นและฟอร์มของนักเตะแต่ละคน ทำให้แฟนบอลมีความหวังขึ้นมาว่าคอนเต้จะปลุกยักษ์หลับอย่างอินเตอร์ มิลานให้ตื่นมาอาละวาดและหยุดความร้อนแรงของคู่ปรับอย่างยูเวนตุสได้เสียที

post

จุดหมายปลายทางต่อไปของพระเจ้า “ซลาตัน อิบราฮิโมวิช”

อนาคตของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังคงต่อท้ายด้วยเครื่องหมายคำถามอยู่ เมื่อสัญญาระหว่างเขากับสโมสรแอลเอ กาแล็กซี่ จะสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคมนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีหลายสโมสรต้องการดึงตัวศูนย์หน้าชาวสวีเดนกลับไปค้าแข้งในลีกยุโรปอีกครั้ง แถมเจ้าตัวก็ยังคงตอบคำถามแบบแทงกั๊กถึงอนาคตของเขาในการให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุด “ถ้าผมอยู่ต่อ เมเจอร์ลีกก็ยังได้ประโยชน์จากการที่ทั้งโลกยังติดตามอยู่ แต่ถ้าผมไม่อยู่ ก็คงไม่มีใครจำได้ว่าเมเจอร์ลีกคืออะไร”

นับตั้งแต่ย้ายมาค้าแข้งที่อเมริกาเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2018 ซลาตันยิงประตูไปทั้งสิ้น 53 ประตู กับอีก 15 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 58 นัด โดยสามารถทำแฮตทริกได้ถึง 3 ครั้ง แม้จะมีสถิติการทำประตูที่ยอดเยี่ยมจนได้เป็นถึงรองดาวซัลโวประจำเมเจอร์ลีก 2 ปีติด แต่เขาคนเดียวก็ไม่อาจแบกทีมที่พร้อมจะเสียประตูให้คู่แข่งเป็นว่าเล่นได้ ดีที่สุดคือช่วยพาทีมดังจากเมืองลอสแอนเจลิสจบด้วยอันดับ 5 ของสายตะวันตก และเข้าสู่รอบเพลย์ออฟได้สำเร็จในปีนี้ ก่อนจะไปพ่ายให้กับคู่ปรับร่วมเมืองอย่างแอลเอ เอฟซี 3-5 ในรอบก่อนชิงแชมป์สายตะวันตก โดยนัดนี้อิบราฮิโมวิชสามารถยิงประตูส่งท้ายฤดูกาลได้ 1 ลูก ซึ่งอาจเป็นประตูสุดท้ายของเขาในเมเจอร์ลีกอีกด้วย

แม้อายุจะครบ 38 ปีบริบูรณ์ไปแล้ว แต่ซลาตันก็ยังคงลงเล่นได้ครบ 90 นาทีเต็มในทุกนัด แถมยังไม่มีอาการบาดเจ็บคอยรบกวนอีกต่างหาก ซึ่งอาการบาดเจ็บนี่เองที่เคยเป็นอุปสรรคต่อชีวิตค้าแข้งของเขากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนนำไปสู่การแยกทางกันด้วยดีในที่สุด เมื่อไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนแล้ว อิบราฮิโมวิชเคยให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมกลับไปเล่นให้ปีศาจแดงทุกเมื่อหากสโมสรต้องการ ซึ่งแชมป์พรีเมียร์ลีกถือเป็นแชมป์ลีกเดียวจาก 5 ลีกใหญ่ของยุโรปที่ศูนย์หน้าจอมเทคนิคยังไม่เคยคว้ามาประดับบารมี การกลับไปเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จึงถือเป็นความท้าทายสำหรับนักเตะที่ชื่นชอบความสมบูรณ์แบบอย่างเขา ยิ่งในปัจจุบันแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดภายใต้การนำของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา กำลังขาดแคลนเพชฌฆาตถล่มประตูให้กับทีมอยู่พอดี อิบราฮิโมวิชจึงเป็นนักเตะที่สามารถตอบโจทย์นั้นได้อย่างแน่นอน

นาโปลี ก็เป็นอีกทีมที่ให้ความสนใจในตัวอิบราฮิโมวิช โดยคาร์โล อันเชล็อตติ ยอดกุนซือชาวอิตาลีต้องการดึงตัวอดีตลูกทีมสมัยคุมปารีส แซงต์ แชร์แมง มาช่วยยิงประตูให้ทีมอัซซูรี่ ซึ่งกัลโช เซเรียอา น่าจะเป็นลีกระดับท็อปที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของซลาตันมากที่สุด แถมยังเป็นลีกที่เขาคุ้นชินและประสบความสำเร็จมากมาย เมื่อสมัยเล่นให้ทั้งยูเวนตุส, อินเตอร์ มิลาน และเอซี มิลาน การกลับมาอิตาลีจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าเส้นทางของซลาตันจะไปลงเอยที่ใด ก็ถือเป็นกำไรของแฟนบอลที่จะได้เห็นเขากลับมาวาดลวดลายสไตล์เทพเจ้าทั้งฝีเท้าและฝีปากในเวทียุโรปอีกครั้ง เพราะนักเตะอย่างซลาตัน อิบราฮิโมวิช มีเพียงแค่คนเดียวในโลกจริง ๆ  

post

ลูกา โมดริช กับความสำเร็จที่มาเร็วไปเร็ว

ปีแล้ว ลูกา โมดริช ผงาดคว้ารางวัลบัลลงดอร์ 2018 มาครองอย่างยิ่งใหญ่ นับเป็นนักเตะคนแรกที่สามารถเอาชนะคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และลีโอเนล เมสซี่ 2 ซูเปอร์สตาร์ตัวท็อปของโลกที่ผลัดกันเป็นเจ้าของรางวัลนี้มาตลอด 10 ปี แต่หลังจากผ่านมา 1 ปี มิดฟิลด์ทีมชาติโครเอเชีย กลับไม่มีรายชื่อเป็น 1 ใน 30 นักเตะที่ลุ้นรางวัลบัลลงดอร์ 2019 นับเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่เป็นเจ้าของรางวัลคนเก่าแต่ไม่มีชื่อติดโผลุ้นป้องกันรางวัลในปีถัดมา

ปี 2018 ถือเป็นปีที่โมดริชทำผลงานได้อย่างสุดยอดทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ เมื่อช่วยให้เรอัล มาดริดป้องกันแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ นับเป็นทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้ 3 สมัยติดต่อกัน ก่อนจะพาทีมชาติโครเอเชียเป็นม้ามืดประจำทัวร์นาเมนต์ทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย โดยเอาชนะทั้งอาร์เจนติน่า, เดนมาร์ก, เจ้าภาพรัสเซีย และอังกฤษ ก่อนจะไปพ่ายให้กับฝรั่งเศสในรอบชิงชนะเลิศ 2-4 แม้จะทำได้เพียง 2 ประตู กับ 1 แอสซิสต์ แต่ด้วยฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นในทุกเกมก็เพียงพอให้เขาได้รับรางวัลโกลเด้น บอล นักเตะยอดเยี่ยมประจำศึกฟุตบอลโลก 2018 ไปครองในที่สุด หลังจากนั้นกัปตันทีมชาติโครเอเชียก็เดินสายรับรางวัลส่วนตัวตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นนักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า, นักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมแห่งปีของยูฟ่า ปิดท้ายด้วยบัลลงดอร์ 2018 ที่สามารถเอาชนะนักเตะคู่แข่งร่วมลีกอย่างลีโอเนล เมสซี่ และอดีตเพื่อนร่วมทีมที่ย้ายไปอยู่กับยูเวนตุสอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ลงได้

แม้จะเป็นมิดฟิลด์ตัวเล็กที่มีความสูงเพียง 1.70 เมตร แต่โมดริชก็มีความรวดเร็วปราดเปรียวและการจ่ายบอลที่แม่นยำมาทดแทน จนได้ชื่อว่าเป็นมิดฟิลด์ที่ครบเครื่องคนหนึ่งของวงการฟุตบอล โดยสามารถเล่นได้ดีทุกตำแหน่งในแผงมิดฟิลด์  มิดฟิลด์ชาวโครแอตเริ่มต้นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกมาตั้งแต่สมัยเล่นให้กับดินาโม ซาเกร็บ และท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางกับเรอัล มาดริด ยามลงเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางให้กับราชันชุดขาว เขาจะคอยอ่านเกม เก็บบอลและสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนร่วมทีมทำเกมรุก รวมทั้งวิ่งขึ้นวิ่งลงตลอดทั้งเกมจนเป็นนักเตะที่วิ่งมากที่สุดในทีม แต่เมื่อเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกให้กับทีมชาติโครเอเชีย โมดริชจะคอยเลี้ยงไปกับบอลและใช้จังหวะเคาน์เตอร์แอทแท็คจ่ายบอลอย่างคมกริบให้เพื่อนทำประตู นอกจากนั้นหากผู้จัดการทีมเลือกส่งเขาลงทำหน้าที่มิดฟิลด์ตัวรับ เขาก็สามารถอ่านทางบอลและคอยดักทำลายเกมคู่แข่งได้อีกด้วย

โมดริชไม่ใช่นักเตะประเภททำประตูได้เป็นกอบเป็นกำมาแต่ไหนแต่ไร แต่เป็นนักเตะผู้ปิดทองหลังพระ ที่ถึงไม่เด่นแต่ทีมก็ขาดไม่ได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะไม่มีชื่อติดโผลุ้นบัลลงดอร์ 2019 เพราะนอกจากต้นสังกัดอย่างเรอัล มาดริดจะทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานในซีซั่นที่ผ่านมา ปีที่แล้วยังไม่มีเกมทีมชาติระดับเมเจอร์อีกด้วย แต่ถึงอย่างไรโมดริชก็ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้เปิดมิติใหม่ให้กับวงการฟุตบอลและเป็นจุดเริ่มต้นในการล้มล้างระบอบ “เมส-โด้” ที่ครอบงำวงการฟุตบอลมากว่า 10 ปี              

post

ดีน เฮนเดอร์สัน ผู้รักษาประตูดาวรุ่งทายาทปีศาจแดง

ดีน เฮนเดอร์สัน กลายเป็นผู้รักษาประตูที่ถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้ นับตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วเป็นต้นมาผู้รักษาประตูดาวรุ่งชาวอังกฤษวัย 22 ปี สามารถเก็บคลีนชีตไปได้ถึง 25 ครั้งในการลงเล่นให้กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เหนือกว่าผู้รักษาประตูทุกคนที่ลงเล่นใน 4 ลีกระดับท็อปของอังกฤษ

เฮนเดอร์สัน เข้าร่วมทีมอคาเดมี่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตั้งแต่อายุ 14 ปี ก่อนจะถูกส่งไปสะสมประสบการณ์ในฐานะนักเตะยืมตัวกับทีมในลีกล่าง ทั้งสต็อคพอร์ท เคาน์ตี้, กริมสบี้ ทาวน์ และชรูว์สบิวรี่ ทาวน์ จนกระทั่งได้รับโอกาสเล่นให้กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในลีกแชมเปี้ยนชิพเมื่อปีที่แล้ว เฮนเดอร์สันถูกส่งลงสนามในศึกแชมเปี้ยนชิพทั้ง 46 นัด โดยสามารถเก็บคลีนชีตได้ถึง 21 เกม เทียบเท่ากับอลิสซอน เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูทีมลิเวอร์พูลเจ้าของรางวัลถุงมือทองคำของพรีเมียร์ลีก ช่วยให้ทีมดาบคู่จบฤดูกาลด้วยตำแหน่งรองแชมป์ ได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้าทันที นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2007 นอกจากนั้นยังคว้าตำแหน่งนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดมาครองได้อีกด้วย

ก่อนที่ฤดูกาล 2019-20 จะเริ่มต้นขึ้น เฮนเดอร์สันได้ต่อสัญญาฉบับใหม่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดออกไปจนถึงปี 2022 แถมในระหว่างที่สัญญาฉบับใหม่ของดาบิด เด เคอา ยังไม่เรียบร้อยทั้งที่สัญญาเดิมเหลือเพียงแค่ปีเดียว เขาก็ถูกดึงไว้กับทีมเผื่อในกรณีฉุกเฉินจะได้ก้าวขึ้นมาทดแทนผู้รักษาประตูรุ่นพี่ได้ทันที แต่เมื่อสัญญากับผู้รักษาประตูทีมชาติสเปนคืบหน้าไปด้วยดี เขาจึงถูกปล่อยยืมทั้งฤดูกาลให้เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดอีกครั้ง นับเป็นเรื่องที่ดีสำหรับโอกาสในการเก็บประสบการณ์บนเวทีพรีเมียร์ลีกอย่างต่อเนื่อง

ด้วยร่างกายที่สูงใหญ่ ยืนตำแหน่งได้ดี และมีปฏิกิริยาที่ว่องไว ทำให้เฮนเดอร์สันโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในยามลงเฝ้าเสาให้ทีมดาบคู่ แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่โมเมนต์ที่ดีเท่านั้น เมื่อผู้รักษาประตูชาวอังกฤษเคยจ่ายบอลพลาดจนทำให้ทีมพ่ายแพ้ให้กับลีดส์ ยูไนเต็ดมาแล้วเมื่อปีก่อน และความผิดพลาดครั้งล่าสุดในเกมกับลิเวอร์พูล เมื่อเขารับลูกยิงของจินี่ ไวจ์นัลดุมพลาดจนบอลลอดขาเข้าไปเป็นประตูชัย แต่ด้วยแรงสนับสนุนจากผู้จัดการทีมและเพื่อนร่วมทีมก็ทำให้เขากลับมาเข้าที่เข้าทางได้อย่างรวดเร็ว และเก็บได้อีก 2 คลีนชีตในเกมถัดมา นับเป็นประสบการณ์อันดีที่จะสร้างให้เขากลายเป็นผู้รักษาประตูที่สมบูรณ์แบบในอนาคต

ปัจจุบันดีน เฮนเดอร์สัน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ไปแล้ว เพื่อทดแทนทอม ฮีตัน ที่มีอาการบาดเจ็บ ในศึกฟุตบอลยูโร 2020 รอบคัดเลือก แถมยังถูกเอริก สตีล อดีตโค้ชผู้รักษาประตูทีมปีศาจแดงท้าทายให้เขามีความมั่นใจสำหรับการกลับมาท้าชิงตำแหน่งจากเด เคอา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อพวกเขาไม่เคยขาดแคลนผู้รักษาประตูมือดีไปจากทีมเลยแม้แต่ครั้งเดียว