post

พายเรือวนในอ่างฉบับเอฟเวอร์ตัน

                “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตันคือหนึ่งในทีมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของโลกฟุตบอล เป็นทีมฟุตบอลเก่าแก่ของอังกฤษที่มีแฟนบอลทั่วโลกอยู่ไม่น้อยแม้แต่เมืองไทยเองก็ตาม เดอะ บลูเป็นฉายาที่พวกเขาถูกเรียกมาก่อนเชลซีด้วยซ้ำนั่นบ่งบอกได้ดีว่าเอฟเวอร์ตันเป็นทีมที่อยู่มาก่อนแถมยังอยู่บนลีกสูงสุดของอังกฤษมานานแสนนาน แต่การอยู่มานานกว่าใช่ว่าจะทำให้พวกเขาพุ่งชนความสำเร็จได้เยอะกว่า กลับกันในฟุตบอลยุคใหม่ทีมมาทีหลังอย่างเชลซีหรือแมนฯซิตี้ยังมีความสำเร็จเป็นมรรคผลเยอะกว่าเสียอีก

หนึ่งในปัญหาที่ทำให้เอฟเวอร์ตันไม่ประสบความสำเร็จในช่วงยี่สิบปีหลังคือการบริหารจัดการสโมสรที่ขาดความทะเยอทะยาน ทั้งที่พวกเขามีสนามแข่งที่เพียบพร้อมความจุเหยียบสี่หมื่นที่นั่ง อะคาเดมี่ฟูมฟักนักเตะเยาวชนก็ชั้นเยี่ยม แต่เลือกที่จะใช้แนวทางอนุรักษ์นิยมเช่นการเฟ้นหานักเตะฝีเท้าดีในประเทศ การปั้นดาวรุ่งขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ใช้เงินซื้อตัวนักเตะอย่างรัดกุม ซึ่งในฟุตบอลสมัยใหม่แนวทางนั้น “ไม่ทันกิน” ส่งผลให้บรรดาดาวดังทนไม่ได้จนต้องย้ายออกเพื่อมองหาความสำเร็จ ทั้งเวย์น รูนีย์ นิกิช่า เยลาวิช โรเมลู ลูกากู จอห์น สโตน และล่าสุด รอส บาร์คลีย์ ความไม่ทะเยอทะยานนั้นทำให้เอฟเวอร์ตันห่างเหินความสำเร็จร่วมยี่สิบกว่าปี ในขณะนั้นทีมระดับเดียวกันก็แซงหน้าไป ทีมที่เพิ่งขึ้นมาจากลีกล่างก็แสดงความทะเยอทะยานมากกว่าเสียอีก เอฟเวอร์ตัน จึงเป็นทีมที่มีสถานะกลาง ๆ อยู่รอดไปวัน ๆ

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อ ฟาร์ฮัด โมชิริ มหาเศรษฐีชาวอิหร่านเข้ามาเทคโอเวอร์พร้อมขันอาสาพาเอฟเวอร์ตันกลับสู่ความยิ่งใหญ่ ตอนนั้นเองที่ทำให้บรรดาเอเวอร์โตเนี่ยนพอได้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง มหาเศรษฐีผู้นี้ไม่ได้มาเล่น ๆ หรือแค่สัญญาลมปาก เขาหว่านเม็ดเงินลงบนตลาดซื้อขายนักเตะราวกับผลิตเงินเองได้

กิลฟี่ ซิเกิร์ดสัน 45 ล้านปอนด์

ริชาร์ลิสัน 35 ล้านปอนด์

เยอร์รี่ มีน่า 27 ล้านปอนด์

จอร์แดน พิคฟอร์ด 26 ล้านปอนด์

ไมเคิ่ล คีน 26 ล้านปอนด์

ดาวี่ คลาสเซ่น 24 ล้านปอนด์

ธีโอ วัลค็อต 20 ล้านปอนด์

เช็ง โทซุน 20 ล้านปอนด์

รายชื่อเหล่านี้คือเม็ดเงินร้อยกว่าล้านที่เอฟเวอร์ตันช็อปปิ้งในตลาดซื้อขายนักเตะเพียงสองฤดูกาลเพื่อสานฝันดังกล่าวยังไม่นับตัวปลีกย่อยที่ราคารวมกันเกือบห้าสิบล้านด้วย แต่ถึงจะใช้เม็ดเงินไปมากขนาดนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ นั่นคือการจบอันดับหนึ่งในสี่เพื่อโอกาสไปเล่นในรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แถมยังเปลี่ยนผู้จัดการทีมแทบทุกปีตั้งแต่โรนัลด์ คูมัน แซม อัลลาไดซ์ มาจนถึงผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน มาร์โก ซิลวา ซึ่งก็เหมือนจะต้องเปลี่ยนเร็ว ๆ นี้อีกแล้ว จากบอลชิ่งสู่บอลอุดเน้นผลมาจนถึงบอลบุกจนไม่เอาหลังบ้าน สไตล์ฟุตบอลของเอฟเวอร์ตันเปลี่ยนไปทุกปีจนไม่เหลือเค้าเดิม ถ้ามองให้ดีเม็ดเงินมหาศาลที่เอฟเวอร์ตันลงทุนไปกับทั้งการซื้อตัวนักเตะและการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีม พวกเขาได้ตัวนักเตะเกรดรองและผู้จัดการทีมมือกลาง ๆ เท่านั้นเอง การซื้อตัวแบบหว่านแหไม่ได้ผล สไตล์ฟุตบอลที่เปลี่ยนไปไม่เพียงพอให้ทีมทอฟฟี่ไปไกลจากจุดเดิมเลย ต่างจากวัตฟอร์ดและบอร์นมัธที่ใช้เงินน้อยกว่าแต่ได้นักเตะที่เหมาะกับทีมทั้งยังคงเอกลักษณ์ฟุตบอลใจสู้ ทำให้ดูมีแววคั่วอันดับครึ่งบนของตารางไปจนถึงอันดับบอลยุโรปได้มากกว่าอีก

ด้วยการนี้ผู้บริหารเอฟเวอร์ตันอาจต้องเปลี่ยนความคิดในการจัดการ หาผู้จัดการทีมที่เชื่อมือได้เพื่อฝากผีฝากไข้ในระยะยาวและเลือกซื้อนักเตะที่เหมาะกับสไตล์ของทีมมากกว่าเปลี่ยนสไตล์ของทีมไปเรื่อย ๆ เพราะบางครั้งการใช้เงินจำนวนมากในธุรกิจฟุตบอลก็ไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป และถ้ายังขบประเด็นนี้ไม่แตกเอฟเวอร์ตันก็จะพายเรือวนอยู่ในอ่างนี้ไม่จบไม่สิ้นเสียที

post

ไม่ใช่ขอ…ทีมเหล่านี้หูผึ่งเมื่อ “มู” ตกงาน


การเด้งฟ้าผ่าเซ่นผลงานย่ำแย่โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปราชัยต่อคู่แค้นลิเวอร์พูล ขณะนี้มูรินโญ่จึงมีสถานะเป็นผู้จัดการทีมว่างงานคนหนึ่งของวงการฟุตบอล ถึงแม้หลายคนจะมองว่าสไตล์การทำทีมของเขามันช่างน่าเบื่อแต่ก็มีความสำเร็จที่จับต้องได้จริง และหลายทีมโดยเฉพาะทีมที่ห่างเหินความสำเร็จมานาน ทั้งผู้บริหารและแฟนบอลต่างก็ถวิลหาผู้จัดการทีมหัวแข็งผู้นี้ถึงแม้ต้องแลกกับการเชียร์บอลอันแสนอึดอัดก็ตาม ทีมเหล่านี้จึงพร้อมมอบข้อเสนอให้มูรินโญ่กอบกู้เกียรติของตัวเองกลับมาจากจุดติดลบอีกครั้ง

เรอัล มาดริด ราชันชุดขาวเป็นทีมแรกที่ออกตัวว่าต้องการให้มูรินโญ่เข้ามาคุมทีมคำรบสอง แม้เพิ่งแต่งตั้ง ซานติอาโก โซรารี่ คุมทีมชั่วคราวก็ตาม โคตรทีมเมืองหลวงแห่งสเปนประสบปัญหาขาดผู้นำฝีมือดีมาตั้งแต่ ซีเนอร์ดีน ซีดาน ลาออกจากตำแหน่งและการหาตัวแทนนั้นยากยิ่ง เพราะผู้จัดการทีมฝีมือดีในวงการฟุตบอลซึ่งบารมีพอสำหรับทีมเหลืออยู่ไม่เกินสามชื่อเท่านั้น ปัจจัยต่าง ๆ ส่งผลให้ต้องวนกลับมาเสนองานให้มูรินโญ่อีกหน

อินเตอร์ มิลาน ลูเซียโน่ สปัลเล็ตติ กุนซือขรัวเฒ่าจอมหัวร้อนอาจยกนิ้วที่ไม่ใช่นิ้วโป้งใส่กล้องทีวีอีกครั้งหลังเคยทำมาแล้วเมื่อได้ยินข่าวนี้ สปัลเล็ตติถูกบอร์ดบริหารของ “งูใหญ่” พยายามเฉดหัวมาโดยตลอด ยิ่งการพาทีมตกรอบฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกยิ่งทำให้ผู้บริหารหาเหตุไล่เขาออกได้ และมูรินโญ่คือคนที่อินเตอร์ มิลานต้องการตัวมาตลอดหลังเคยพาทีมประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ แถมยังหลั่งน้ำตาในวันที่ต้องจากลาทีมอีกด้วย นั่นทำให้ทีมเนรัซซูรี่เป็นหนึ่งในทีมที่แทบจะปูพรมแดงรอมูรินโญ่เข้าไปลงลายมือชื่อตอนไหนเมื่อใดก็ตามที่เขาพร้อม

เลสเตอร์ ซิตี้ จิ้งจอกสยามขีดเส้นตายให้ โคล้ด ปูเอล นายใหญ่ของทีมแล้วว่าช่วงโปรแกรมหฤโหดหรือบ็อกซิ่งเดย์นี้หากยังทำผลงานลุ่ม ๆ ดอน ๆ สไตล์ฟุตบอลชวนง่วงก็เตรียมเก็บกระเป๋าบินกลับฝรั่งเศสได้เลย ซึ่งไม่ต้องให้อาจารย์ลักษณ์มาฟันธงก็บอกได้ว่าอย่างไรอีตาโคล้ดก็ไม่รอด เพราะนักเตะส่วนใหญ่เริ่มไม่เชื่อฝีมือและไม่รับคำสั่งจากผู้จัดการรายนี้ เป็นภาวะหมดศรัทธาในตัวผู้จัดการทีม ร้อยทั้งร้อยไม่มีใครรอดสถานการณ์นี้ได้สักคน และผจก.ที่ผู้บริหารของเลสเตอร์เล็งไว้ก็มีหลายนามหนึ่งในนั้นคือของแรงอย่างโจเซ่ มูรินโญ่ แม้ดูแล้วน่าจะตกร่องปล่องชิ้นกันยากแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เกิดฟลุ๊คขึ้นมาเราอาจได้เห็นมูรินโญ่เป็นนายใหญ่ในถิ่น คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ก็ได้

นี่คือบรรดาทีมน้อยใหญ่ที่แสดงความสนใจผู้จัดการทีมนามกระเดื่อง ซึ่ง ณ ขณะนี้เจ้าตัวยังเก็บตัวเงียบไม่เคลื่อนไหว ไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ทั้งเรื่องวุ่น ๆ ในแค้มป์ปิศาจแดงและอนาคตในอาชีพผู้จัดการทีม แต่วันใดที่คนสำคัญของวงการฟุตบอลคนนี้ยอมเปิดปากหรือเริ่มเคลื่อนไหวรับรองว่าต้องมีเรื่องเด็ดเผ็ดร้อนหรือเรื่องเหนือความคาดหมายอีกแน่นอน เพราะมันคือสไตล์ส่วนตัวของ โจเซ่ มูรินโญ่

post

5 เหตุผลที่บอกว่าแมนยูฯ เลือกปลดมูรินโญ่ผิดเวลา

ก่อนฟุตบอลคู่หยุดโลกระหว่าง หงส์แดง ลิเวอร์พูล พบกับ ปิศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีการพบปะเพื่อรับประทานอาหารของบรรดาอดีตนักเตะ คลาส ออฟ 92 ชุดครองความยิ่งใหญ่โดยมีอดีตผู้จัดการทีมระดับตำนานอย่างเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นแม่งาน ภาพในมีตติ้งดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยผู้สื่อข่าว ชาวเน็ตต่างพากันตั้งข้อสงสัยว่าความเคลื่อนไหวนี้บรรยากาศช่างดูเหมือนผู้มีอำนาจทั้งหลายกำลังสมคบคิดบางอย่างกันอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่โยงไปถึงตำแหน่งผู้จัดการทีมที่กำลังสั่นคลอนของ โจเซ่ มูรินโญ่ นั่นเอง

ลิเวอร์พูล 3-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ผลสรุปของเกมนั้นส่งผลทันทีในวันต่อมาเมื่อมูรินโญ่ถูกเด้งออกจากเก้าอี้นายใหญ่ของทัพปิศาจแดงตามคาด แฟน ๆ เร้ด อาร์มี่ เหมือนได้ของขวัญคริสมาสต์เพราะพวกเขาเหม็นเบื่อเหลือทนกับฟุตบอลสไตล์รถบัส ส่วนคนที่มาแทนก็คือลูกหม้อเก่าของทีมอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ได้โอกาสคุมทีมชั่วคราวด้วยสัญญายืมตัวแบบประหลาดโลก ถึงจะสร้างความยินดีแก่แฟนบอลยูไนเต็ดทั่วโลก แต่การตัดสินใจปลดมูรินโญ่ในช่วงเวลานี้หลายคนกลับสวนกระแสและมองว่ามันผิดจังหวะไปหน่อยซึ่งพวกเขาไม่ได้ค้านแบบลอย ๆ และมีเหตุผลต่าง ๆ ดังนี้

การลุ้นอันดับ 11 คะแนนคือจำนวนตัวเลขระยะห่างกับทีมอันดับสี่อย่างเชลซี ซึ่งถือเป็นช่องว่างที่เยอะมากหากยูไนเต็ดต้องการโควต้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และถ้าเพื่อเป้าหมายนั้นการปลดมูรินโญ่ก็ควรเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในขณะที่ช่วงห่างนั้นยังไม่มากเกินไป

แก้ปัญหาไม่ได้ การไล่กุนซือจอมอหังการออกไปอาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะต้นเหตุที่แท้จริงอย่างทัศนคติและวินัยนักเตะหลาย ๆ คนไม่ได้เปลี่ยนแปลง แถมยังเหมือนเป็นการให้ท้ายบรรดาแข้งที่ร่วมงัดข้อเหล่านั้นด้วย ซึ่งมันจะเป็นปัญหาเรื้อรังเช่นเดียวกับเชลซีที่กุนซือคนใดก็อยู่ไม่ยืดและปราบพยศพวกดาวดังฤทธิ์เยอะไม่เคยได้

การเปลี่ยนแปลงทีม หากมูรินโญ่ยังคุมทีมอยู่ตลาดนักเตะครึ่งฤดูกาลหลังอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่ทั้งการเขี่ยนักเตะตัวปัญหาทิ้งและนำเข้าผู้เล่นหน้าใหม่ ๆ ที่ยกระดับของทีมได้ ต่างกันกับฐานะกุนซือขัดตาทัพอย่างโซลชาที่น่าจะเก็บนักเตะชุดเดิมไว้แถมยังอาจได้แข้งใหม่ ๆ น้อยหรือไม่ได้เลย ด้วยสถานะผู้จัดการทีมที่ไม่มั่นคงจึงเป็นเรื่องยากที่บรรดาดาวดังจะวางใจย้ายเข้าไปร่วมทีม

ความไม่แน่นอน จริงอยู่ที่ผลงานในลีกของยูไนเต็ดออกทะเลไปไกล แต่ในรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก พวกเขาได้เข้ารอบตัดเชือก ที่สำคัญมูรินโญ่ได้ชื่อว่าเซียนบอลถ้วยแถมยังเคยพาทีมสถานะเป็นรองอย่างปอร์โต้และอินเตอร์ มิลานเข้าป้ายในรายการนี้มาแล้ว จับพลัดจับผลูหากปิศาจแดงได้ชูถ้วยใหญ่สุดของยุโรปพวกเขาจะได้เข้าไปเล่นเพื่อป้องกันแชมป์ในปีถัดไปโดยไม่ต้องสนใจอันดับในลีกเลย ดังนั้นการมีมูรินโญ่คุมทีมซึ่งเป็นรองในรายการดังกล่าวยังเชื่อใจได้มากกว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ฝีไม้ลายมือยังเป็นเครื่องหมายคำถาม

ไม่มีความแตกต่าง การได้เพชรฆาตหน้าทารกมาคุมทีมชั่วคราวไม่ได้สร้างความแตกต่างใด ๆ เพราะช่วงบ็อกซิ่งเดย์โปรแกรมของแมนยูฯ เจอ “หมูล้วน” ไม่ว่าใครเป็นผู้จัดการทีมจะเก็บชัยชนะได้ทั้งหมดก็ไม่แปลก และแม้จะทำแต้มหล่นหายบ้างก็ไม่แปลกอีกเช่นกัน อย่างไรยูไนเต็ดก็ทำแต้มลุ้นอันดับสี่ได้ยากอยู่ดี สู้ให้โอกาสมูรินโญ่อยู่ไปจนถึงตลาดนักเตะฤดูหนาวปิดตัว ถ้าการปรับปรุงทีมยังไม่ดีขึ้นค่อยไล่ออกจะเข้าท่ากว่า

นี่คือเหตุผลที่หลายคนมองว่าการไล่ โจเซ่ มูรินโญ่ ออกไปในช่วงเวลานี้อาจไม่สร้างคุณูปการใด ๆ ให้กับทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เลยหนำซ้ำอาจจะส่งผลร้ายในอนาคตอีกด้วย และนี่ก็เป็นอีกแง่มุมที่เราอยากนำเสนอ ส่วนอนาคตของทีมปิศาจแดงคงต้องติดตามกันไปจนถึงบทสรุปของฤดูกาลนี้ว่าการตัดสินใจของบอร์ดบริหารจะเจ๋งหรือเจ๊งกันแน่

post

วิเคราะห์ทีมชาติโครเอเชียในฟุตบอลโลก 2018

โครเอเชียประเทศที่ส่งออกนักฟุตบอลเป็นสินค้าขึ้นชื่อประเทศหนึ่ง มีประชากรเพียง 4.5 ล้าน คน และทำผลงานสุดยอดในฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมานี้ โดยการเข้ารอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอล อีกทั้งกัปตันทีม ลูก้า โมดริช ยังเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนท์อีกต่างหาก แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่สามารถต้านทานความร้อนแรงของทีมชาติฝรั่งเศสซึ่งถือว่าเป็นชุดที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ 20 ปีก่อนเช่นกัน ทัวร์นาเมนต์นี้ ถ้านับเป็นยุคทองของทีมชาติ ก็ต้องบอกว่าเป็นยุคทองของ 4 ทีมชาติเลยทีเดียว นั่นคือ ฝรั่งเศส โครเอเชีย เบลเยี่ยม และญี่ปุ่น

ทำไมถึงจัดทีมชาติโครเอเชียในบอลโลกหนนี้เป็นยุคทอง? นั่นเพราะว่าพวกเขาสร้างประวัติศาสตร์เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ และถึงแม้ไม่มีดาวเตะระดับพระกาฬอย่างซโวนิเมียร์ โบบัน หรือดาวอร์ ซูเคอร์ ก็ทำผลงานได้อย่างสวยหรู อันที่จริง ถ้ามีเพลเมกเกอร์และจอมถล่มประตูอย่าง 2 คนที่กล่าวถึง อาจเป็นแชมป์โลกไปแล้วก็ได้ ถ้าย้อนนึกดู โครเอเชียกว่าจะเข้ารอบแต่ละรอบ ต้องเล่นถึงต่อเวลาพิเศษหรือยิงจุดโทษโน่นเลย ทำไม? คำตอบง่าย ๆ ก็เพราะกองหน้าทีมนี้ไม่คมน่ะสิครับ มาริโอ มานซูคิช ไม่ใช่พวกยิงประตูเยอะ ๆ แต่เป็นประเภทยิงประตูสำคัญ ยิงทีละน้อย ๆ ทั้งช้าและหนัก แต่มีดีตรงที่ความใจสู้ของพี่แกนี่แหละ ที่คอยกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมอยู่เสมอ ไปถามแฟนบอลยูเวนตุสดูได้ พอบอลไปทีมมานซูคิชทีไร เกมส์จะช้าเอื่อย ๆ ถ้าเล่นลูกบนพื้นแล้วฝ่ายตรงข้ามบีบเร็ว มานซูจะเสียบอลค่อนข้างง่ายด้วย แต่กระนั้นก็ถือเป็นคนสำคัญของทั้งทีมชาติและสโมสร เพราะความใจสู้ไม่ยอมแพ้ของแกนี่เอง หรือถ้าจะเอาอันเดร ครามาริช ลงก็ค่อนข้างดีอยู่แต่เหมือนกระดูกไม่แข็งพอ ส่วนมาร์โก เปียซ่า ก็เจ็บไปนาน ไปอยู่ชาลเก้ไม่ค่อยได้ลงเล่นด้วย ดันมาอยู่ในช่วงฟื้นตัวตอนบอลโลกพอดี แล้วกองหน้าที่น่าจะพึ่งพาได้อย่างนิโกล่า คาลินิช กลับถูกส่งกลับบ้านไปก่อนซะอย่างนั้น

ความใจสู้ ฮึด อยากเอาชนะเป็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งฮึกเหิมเกินไปก็กลายเป็นเกร็งไปซะได้ จากลูกแรกที่โครเอเชียเสียเพราะมานซูคิชโหม่งสกัดพลาด ทำให้บอลเข้าประตูตัวเองไป แต่มีอีกคนหนึ่งซึ่งจะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย คือ อิวาน เปริซิช ที่โชว์ฟอร์มได้ร้อนแรงเหลือเกิน แต่กลับหลุดทีมยอดเยี่ยมไปซะอย่างนั้น (คือ ถ้าคิดดูดี ๆ อินเตอร์มิลานตอนนี้ไม่ใช่ทีมมีบารมีเหมือนแต่ก่อน ถ้าเปริซิชมาจากทีมใหญ่ อาจติดโผผู้เล่นยอดเยี่ยมแบบไม่ต้องลุ้นเลยก็เป็นได้) เป็นผู้เล่นริมเส้นฝั่งซ้ายที่มีลีลาการกระชากลากเลื้อยดูรุนแรงเร้าใจเหลือเกิน แถมยังมายิงประตูในทัวร์นาเมนต์ได้บ่อย ๆ ด้วย แต่อย่างว่า ร้อนแรงมาก ก็เผลอทำเสียจุดโทษซะได้ (ไม่น่าเลย) และอย่างที่ทุกท่านทราบว่าโครเอเชียเป็นรองแชมป์ฟุตบอลโลกในปีนี้อย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยลีลาการเล่นที่แข็งแรง เกมส์รับเหนียว กองหน้าดุดัน หวังว่าต่อไปประเทศนี้จะผลิตนักบอลเก่ง ๆ ออกมาให้แฟนบอลได้ชื่นชมกันอีกเยอะ ๆ

 

post

รำลึกฟุตบอลในความทรงจำของคนเริ่มจะแก่

                ฟุตบอลในช่วงยุค 1990-2000 ต้น ๆ ดูจะเป็นยุคสมัยที่อุดมสมบูรณ์ดาวเตะฝีเท้าฉกาจฉกรรจ์มากมาย นึกแค่พอล แกสคอยน์, อาเรียล ออเตก้า, รุย คอสต้า ก็เป็นพวกที่เข้าขั้นคำว่า “โคตรเก่งแล้ว” เทคนิคลูกเล่นแพรวพราว ดูไม่เคยเบื่อ เสียดายแกเกิดเร็วเกินไป ถ้ามาสมัยนี้ค่าตัวจะเท่าไหร่? คำว่าอัจฉริยะแปะอยู่บนหน้าคนพวกนี้แบบชิล ๆ เป็นแบบเจอคนนี้ว่าเก่งแล้ว ยังมีไอ้คนที่เก่งกว่าอีก เก่ง เก่ง และเก่ง นักเตะระดับพระกาฬ เช่น เดนนิส เบิร์กแคมป์, เธียรี่ อองรี ลองคิดดู สมัยนี้จะหาใครแบบนี้ได้บ้างที่เต็มไปด้วยจินตนาการและประสิทธิภาพ คือคำพูดที่ว่า “นักเตะสมัยนี้เล่นดี 2-3 นัดก็ดังแล้ว” ดูจะเป็นเรื่องจริง และถ้าคนที่เกิดทันและหมกมุ่นกับฟุตบอลสมัยก่อน จะเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่าชื่อของ โรนัลโด้, โรมาริโอ้, โอเว่น เป็นอย่างไร จัดจ้านขนาดไหน และทำผู้คนเป็นบ้าเรื่องฟุตบอลได้กี่ล้านคน หรือดูอย่างกองหน้าฮอลแลนด์ที่แมนยูฯ ซื้อมา ที่ชื่อว่า รุด ฟาน นิสเตลรอย ยี่ห้อการค้าเครื่องจักรถล่มประตู เพราะ “ยิงจนลืม” ลืมว่า เอ้อ นัดนี้นิสเตลรอยจะยิงได้ไหม ลืมไปเลยเพราะแกผลิตประตูแทบทุกนัด ใน 5 ปี ที่พี่รุดอยู่ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด ลงเล่น 150 นัด ยิง 95 ประตู ก็…ไม่ได้เกิน 100 ลูกนะ แต่อย่างนี้แหละมือปืนของแท้ 

การเล่นของโรนัลดินโญ่ ที่แม้อาจจะถือว่าเป็นช่วงท้ายของฟุตบอลคลาสสิคแล้ว พอดินโญ่ย้ายออกจากบาซ่า อะไร ๆ ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไป มีการเล่นฟุตบอลที่เป็นเหตุเป็นผล ใช้แรงมากขึ้น แต่จินตนาการน้อยลง ยังดีที่มีเมสซี่ให้ยังตะลึงในความมหัศจรรย์อยู่เรื่อย ๆ แต่ผู้เล่นที่ใช้ความสร้างสรรค์เยอะ ๆ ดูท่าทางจะเหมือนสัตว์หายากเข้าไปทุกที ยิ่งนักเตะแบบฟรานเชสโก้ ต็อตติ นี่ลืมไปได้เลย นักบอลอิตาลีปี 2018 เฉพาะพวกที่ติดทีมชาติ ดูเหมือนจะห่างกับคำว่า “ระดับโลก” เสียเหลือเกิน กองหลังแบบอเลสซานโดร เนสต้า, เปาโล มัลดินี่ และฟาบิโอ คันนาวาโร่ คงต้องรอให้หนุ่ม ๆ ที่มีอยู่ตอนนี้โตเต็มที่เสียก่อน เพราะนอกจากผลงานการคุมทีมของจาน ปิเอโร เวนตูร่า ฟอร์มผู้เล่นเอาเข้าจริง ก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน เรียกว่าถ้าเข้ารอบไปก็เล่นรอบแบ่งกลุ่มก็น่าจะหืดขึ้นคอแล้ว นักเตะของอิตาลีที่เก่งแบบฝ่ายตรงข้ามต้องจ้องตาไม่กะพริบนั้น ตอนนี้ไม่มีเลย 

นอกจากทีมชาติอิตาลี ทีมชาติฮอลแลนด์ก็ยิ่งกว่า ขาดแคลนผู้เล่นระดับสุดยอดมานาน ดีหน่อยที่กองหลังมีเวอจิล ฟาน ไดจ์ค เซ็นเตอร์แบ็คคุณภาพดีที่ตอนนี้เล่นให้ลิเวอร์พูล ส่วนดาลีย์ บลินด์ และสเตฟาน เด ไฟรจ์ ก็โอเคอยู่ แต่การไปปล่อยไก่ แพ้ให้บัลแกเรีย 2-0 นั้นน่าอดสูยิ่งนัก และการแพ้ให้ฝรั่งเศส 4-0 ในปีเดียวกันอีกนั้นไม่ควรยอมรับอย่างยิ่ง และการที่ไม่สามารถผลิตแนวรุกชั้นแนวหน้าได้เลย ถือเป็นปัญหาหนัก ไม่เฉพาะวงการฟุตบอลฮอลแลนด์เท่านั้น แต่มันส่งผลกับความบันเทิงของแฟนบอลผู้เสพย์ติดความมันส์ลูกหนังอย่างร้ายแรง พึ่งพาร็อบเบนมาหลายปีแล้ว ตอนนี้จัสติน ไคลเวิร์ตเพิ่งขึ้นมา เห็นฟอร์มเล่นกับโรม่าก็ไม่รู้จะไปได้ไกลแค่ไหน นึกถึงตอนไรอัน บาเบิล เป็นตัวจริงของลิเวอร์พูล ตอนนั้นหลายคนก็คิด ว่าฮอลแลนด์นี้ไม่สิ้นคนดี แต่ที่ไหนได้…. บ่น ๆ  ไปแล้ว คิดถึงเดนนิส เบิร์กแคมป์, มาร์ค โอเวอร์มาร์ส, รุด กุลลิต, มาร์โก ฟาน บาสเท่น หรือจะย้อนไปภาพที่เกิดไม่ทันแต่อยากอยู่ในเหตุการณ์ อย่างตอนที่กรรมการกางร่มให้โยฮันน์ ครัฟฟ์ เพราะตอนนั้นกรรมการกลัวลุงครัฟฟ์แกเปียกฝน ความคลาสสิคอย่างที่ว่ามานั้นไม่เห็นในปัจจุบันแล้ว

 

post

เรื่องราวของค่าตัวนักฟุตบอลอันโชติช่วงชัชวาลย์

ค่าตัวเนย์มาร์ที่เป็นตัวเลขสวย ๆ ที่ระบุไว้ 222 ล้านยูโรเมื่อย้ายจากบาเซโลน่าไปสู่ปารีส แซงแชร์กแมง รองลงมาก็คีเลียน เอ็มบัปเป้ อยู่ที่ 180 ล้านยูโร ถ้าเทียบเป็นเงินไทยก็มหาศาลหลายพันล้านบาทอยู่เหมือนกัน สมัยฤดูกาล 1997/1998 โรนัลโด้ R9 ย้ายจากบาเซโลน่าไปอินเตอร์มิลาน ค่าตัวยังประมาณ 19 ล้านยูโรเท่านั้นเอง จนถึงฤดูกาลที่ 2001/2002 สถิติค่าตัวที่แพงที่สุดในโลกจึงกระโดดขึ้นไปถึง 77 ล้านยูโร ด้วยเหตุการณ์ที่รีลมาดริดทุ่มข้อเสนอบ้าคลั่งเพื่อเซ็นสัญญาสุดยอดเพลเมกเกอร์ ซีเนอดีน ซีดาน โดยในฤดูกาลนั้นเองซีดานก็ตอบแทนเม็ดเงินราชันย์ด้วยการวอลเล่ย์นอกกรอบด้วยเท้าซ้าย ให้พลพรรคโลสบลังโกสมีชัยเหนือห้างขายยาไบเออร์เลเวอร์คูเซ่น คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์ไปอย่างงดงาม และเป็นเวลาถึง 8 ปี ที่ค่าตัวสถิติโลกของซีดานไม่สามารถมีใครมาทำลายได้ จนกระทั่งฤดูกาล 2009/2010 รีลมาดริดเจ้าเก่าก็ทุ่มเงินอีกครั้ง ด้วยการคว้าตัว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และเป็นการเซ็นสัญญาที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง เพราะในช่วงเวลาที่โรนัลโด้CR7อยู่ที่รีลมาดริด เขาสามารถพาทีมคว้าถ้วยบิ๊กเอียร์ได้ถึง 4 ครั้ง โดยเฉพาะแชมป์ 3 สมัยซ้อน 2015/2016, 2016/2017, 2017/2018 แต่ทว่าแชมป์ลาลีก้าทำได้เพียง 2 สมัย คือ 2011/12, 2016/17

ยิ่งตอนเอ็มบัปเป้คว้าแชมป์ฟุตบอล 2018 ค่าตัว 180 ล้านยูโร และวัยเพียง 19 ปี เมื่อเทียบกับสถิติของเนย์มาร์ 222 ล้านยูโร ดูท่าทางค่าตัวแพงที่สุดในโลกของเบอร์ 10 ทีมชาติบราซิลคนปัจจุบันจะไม่มั่นคงเสียแล้ว ยิ่งมีเศรษฐีบ้าคลั่งเยอะ ๆ อยู่ ถ้าอีกปีหรือสองปี จะมีทีมไหนมายื่นค่าตัวเอ็มบัปเป้ด้วยเงิน 300 ล้านยูโร น่าจะไม่ไกลเกินความคิดสักเท่าใดนัก หรือจะอัดไป 350 ล้านยูโร ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องของการเสนอซูเปอร์ดีล ลองมาดูค่าตัวนักเตะคุณภาพแต่ชื่อเสียงยังมีไม่มากนัก เช่น ลูคัส ตอเรย์ร่า ที่อาเซน่อลเพิ่งจ่าย 30 ล้านยูโร หรือเจา คันเซโล่ ที่ยูเวนตุส ควักเงิน 40 ล้านยูโร ก็ดูจะเป็นมาตรฐานของกลุ่มนักบอลเก่งแต่ยังไม่ดัง ในส่วนของผู้รักษาประตู สถิติ 52 ล้านยูโรของจานลุยจิ บุฟฟ่อน ที่อยู่ยงคงกระพันเป็นมือโกล์แพงที่สุดในโลก นาน 17 ปี ก็ถูกทำลายสถิติด้วยการย้ายทีมของอลิสสัน เบ็คเกอร์ จากโรม่า ไปสู่ ลิเวอร์พูลด้วยค่าตัว 75 ล้านยูโร แต่ประตูแซมบ้าแพงที่สุดได้แป๊บเดียว ก็ถูกทำลายโดยเงินค่าตัว 80 ล้านยูโรของเคป้า อลิซาบาลาก้า ที่เชลซียื่นให้แอธเลติก บิลเบา

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องของฟุตบอลนั้น ทีมไหนอยากเก่งต้องลงทุน ทุ่มทุนมาก ๆ ก็เก่งเอง แต่ต้องมีสายตาที่เฉียบแหลม เลือกนักเตะได้ถูกตัวด้วย ไม่ใช่แบบตอนที่แมนเชสเตอร์ซิตี้เพิ่งรวยใหม่ ๆ ก็เอาแต่ทุ่มจับคนเก่ง ๆ มาดอง มีกองหน้าพระกาฬอยู่เพียบ แต่ใช้จริงไม่กี่คน ดังนั้นการที่บาเซโลน่าจ่ายค่าเหนื่อยให้เมสซี่ 550,000 ยูโรต่อสัปดาห์ก็ถือว่าคุ้มทุน เพราะฟอร์มการเล่นของกัปตันทีมชาติอาร์เจนติน่าก็ตอบแทนสโมสรมานักต่อนัก หรือการที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อายุ 33 ปีแล้วค่าตัวยังอยู่ที่ 100 ล้านยูโร นั่นก็ต้องดูทั้งความคุ้มค่าทางการตลาด แค่มีข่าวกับโด้ หุ้นของยูเว่ก็ขึ้นไป 11% แล้ว พอมาวันแรกเสื้อโรนัลโด้สีขาวดำหมายเลข 7 ยังขายได้เกินห้าแสนตัว แล้วคนยังรอมาดูเจ้าของบัลลงดอร์ 5 สมัยลงแข่งอีกเพียบ เรียกว่า 100 ล้านยูโรที่ม้าลายจ่ายไป “ถูกยังกับถั่ว”  จึงเห็นภาพได้ชัดว่า ซื้อของดีมาใช้ยังไงก็คุ้ม

 

post

ยูเวนตุสกับเป้าหมายถ้วยบิ๊กเอียร์ครั้งที่ 3

เป็นที่ฮือฮาวงการลูกหนังกับการตัดสินใจย้ายออกจากรีลมาริดของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซุป’ตาร์ลูกหนังของโลกยุคปัจจุบันนี้ แต่เป้าหมายของพี่โด้อาจเซอไพรส์ใครหลายคนที่แกเลือกทีมที่นอกเหนือความคาดหมายอยู่บ้างอย่างยูเวนตุส ที่โด้เพิ่งจะจัดการยิงจุดโทษทดเวลานาทีสุดท้าย เขี่ยทีมม้าลายตกรอบจากการแข่งขันยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์เมื่อฤดูกาลก่อน แต่เขาก็ตัดสินใจย้ายทีมมาร่วมเล่นฟุตบอลกัลโช่ เซเรียอา เหตุผลหนึ่งเพราะ ความประทับใจเมื่อที่พี่โด้แกยิงลูกจักรยานอากาศ เป็นประตูที่ 2 โดยบุฟฟ่อนได้แต่มอง แต่ถึงกระนั้น อาการโต้ตอบของแฟนบอลม้าลาย กลับกลายเป็นการยืนปรบมือชื่นชมประตูสุดสวยของสตาร์ชาวโปรตุเกสนั้นต่างหาก สิ่งนี้เองอาจจะสะกิดใจโรนัลโด้ ให้เปรย ๆ กับเพื่อนร่วมทีมรีลมาดริดว่าอาจถึงจุดอิ่มตัวในชุดสีขาวนั้นแล้วนั่นเอง ซึ่งเขาก็ได้บอกเองว่า “การสแตนดิ้งโอเวชั่น (ปรบมือจากแฟนบอลคู่แข่ง) เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยได้รับมาก่อน” และมีเหตุการณ์นึงที่เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมรีลมาดริดต้องมากล่าวว่า “คริสเตียโน่ต้องชี้แจงต่อแฟนบอลของพวกเรา” และในที่สุดคริสเตียโน่ก็ย้ายบ้านมาอยู่เมืองตูรินจนได้

บรรยากาศตรงข้ามกับเมืองมาดริด ที่แฟนบอลม้าลายหลายคนฝันถึงแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์ ที่ไม่ได้สัมผัสมานาน ย้อนไปฤดูกาล 95/96 โน่นเลย หรือกว่า 22 ปีมาแล้ว ซึ่งอันที่จริงนัดชิงฟุตบอลถ้วยใหญ่ยุโรปกับยูเว่เหมือนจะไม่ค่อยสมพงษ์กันสักเท่าไหร่ เพราะได้แชมป์หนแรกก็พ่วงเหตุโศกนาฏกรรมมาด้วย หรือจะเป็นการเข้าชิง 2 ครั้งหลังสุด ก็เป็นทีมเบียงโคเนรี่นี้เองที่ถูกขัดขวางโดยบาเซโลน่าและรีลมาดริด 2 ยอดทีมแห่งยุค แต่ม้าลายก็ยังไม่ย่อท้อ ถึงจะเจ็บปวดแต่ก็พร้อมลุกขึ้นมา และปีนี้เมื่อโรนัลโด้มาใส่หมายเลข 7 ในชุดขาวดำแล้ว ไฟในใจก็ลุกโชนอีกครั้ง พร้อมบอร์ดบริหารต้อนรับโรนัลโด้ (ที่แม้จะอยู่ในวัย 33 ปีแล้ว แต่ทางวิทยาศาสตร์การกีฬากลับบอกว่าร่างกายโรนัลโด้เหมือนนักเตะอายุ 28 ปียังไงยังงั้น) ด้วยการมีท่าทีจะออกโครงการให้คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของรถซูเปอร์คาร์ เฟอรารี่ อีกด้วย

อันที่จริงแล้ว ค่าตัวและค่าเหนื่อยของหมายเลข 7 คนใหม่แห่งเบียงโคเนรี่นั้นหนักและเกินงบของสโมสรไปพอสมควร แต่จากการช่วยเหลือของธุรกิจในเครือเดียวกันก็สามารถจ่ายเงินตรงส่วนนี้ไปได้ แต่ก็ต้องระบายนักเตะออกเพื่อลดรายจ่ายในเรื่องของค่าเหนื่อยลง แล้วหวยมาออกที่ กอนซาโล่ อิกวาอิน ความจริงพี่ปิปิต้าแกก็ไม่ได้อยากย้ายไปไหนนะ แต่สโมสรบีบโดยการปล่อยให้มิลานยืมตัวไป พอมิลานจ่ายค่าเหนื่อยไม่ไหว บอร์ดยูเว่ยังออกช่วย 1 ล้านยูโรอีกต่างหาก ไม่พอยังมองว่ามัตเตีย คัลดาร่า เซ็นเตอร์แบ็คดาวรุ่งของทีมชาติอิตาลีที่เพิ่งได้มาใหม่หมาด ๆ เอาไปแลกตัวกับโบนุชชี่ ซึ่งปีที่แล้วโบนุชชี่เพิ่งย้ายไปมิลานแถมสวมปลอกแขนของทีมแดงดำ ดีลนี้เรียกได้ว่าไม่ไว้ใจดาวรุ่ง เอาไปแลกตัวกับคนมีอายุเก๋าประสบการณ์ซะเลย อย่างไรก็ตามแฟนยูเว่ส่วนนึงไม่พอใจที่อดีตกองหลังขวัญใจยิงทีมตัวเองและทำท่าดีใจ แล้วก็เกลียดโบนุชชี่ไปซะแล้ว อยู่ดี ๆ กลับมา จึงออกอาการหัวร้อน เรียกว่าเดิมพันของยูเวนตุสกับโรนัลโด้อายุ 33 ปีนี้สูงพอตัว เพราะหากไม่ได้ตามเป้า ย่อมส่งผลเสียหลายอย่าง แต่ยังไงก็ฝากความหวังไว้กับการเป็น แมตช์วินเนอร์หมายเลข 7 ผู้นำพาชัยชนะและโชคมาสู่ทีมคนนี้

 

post

ความพยายามครั้งใหม่ของเอซีมิลานในปี 2018

               เอซีมิลาน จากอดีตอันเกรียงไกร คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์มากที่สุดของกัลโช่ เซเรียอา มาบัดนี้ตั้งแต่ประสบปัญหาการเงินจนต้องปล่อยนักเตะตัวหลักออกจากทีมทีละคน ที่ตราตรึงใจแฟนบอลทั่วไปก็ปล่อยกาก้าไปรีลมาดริด หรือคิดผิดพลาดไปปล่อยตัวอันเดรีย ปีร์โล่ให้ยูเวนตุส ช่วงเวลาต่อ ๆ มาก็ซื้อตัวแบบผิดตัว จะเอาเกรดA ดันกลายเป็นประเภท B หรือ B+ บ้าง ซึ่งเวลาผ่านมาในช่วง 2013-2015 ถ้าติดตามกันบ้างก็พอจะรู้ผลงานนักเตะเหล่านี้ในสีเสื้อแดงดำเป็นอย่างไร เช่น เฌเรมี่ เมเนซ, อันเดรีย โปลี่, อเลสซิโอ แชร์ซี่, เคซึเกะ ฮอนดะ, คริสเตียน ซาปาต้า, เฟอร์นันโด ตอร์เรส, มิคาเอล เอสเซียง ฯลฯ ซึ่งนักเตะที่ได้มาและท่าทางพึ่งพาได้เห็นจะมีเพียง ซูโซ่, โบนาเวนตูร่า, ดอนนารุมม่า และโรมันโญลี่ ที่ปัจจุบันนี้ยังอยู่กับสโมสร ส่วนพวกศูนย์หน้าที่น่าจะฝากความหวังไว้ได้อย่าง คาลอส บัคก้า, สเตฟาน เอลชาราวี, เอ็มบาย เนียง และอันเดร ซิลวา กลับต้องย้ายทีมออกไปอย่างน่าเสียดาย จริง ๆ เอลชาราวี และเนียง น่าจะฝากฝังอนาคตได้แท้ ๆ แถมไม่มีความต้องการย้ายออกจากถิ่นซาน ซีโร่ แต่จำใจต้องลาจากเสื้อสีแดงดำที่พวกเขารัก ในรายของเอลชาราวีตอนนี้ก็กำลังไปได้ดีกับโรม่า ส่วนเนียงต้องระหกระเหินเร่ร่อน 4 ปี 4 ทีม ทั้งถูกปล่อยยืมตัวไปมงต์เปลิเยร์ เจนัว วัตฟอร์ด และเมื่อปีที่แล้วก็มาลงเอยด้วยสัญญายืมตัวกับโตริโน่ และถูกทีมกระทิงหินซื้อขาดไปด้วยค่าตัว 10 ล้านยูโรนี่เอง ยิ่งรายของอันเดร ซิลวา ที่ฟอร์มการเล่นเมื่อฤดูกาลก่อนไม่ดีเอาเสียเลย ย้ายไปเซบีย่า นัดแรกกดแฮททริกให้ต้นสังกัดใหม่แห่งแคว้นอันดาลูเซียโชว์ทีมเก่าไปเรียบร้อย 

เวลานี้นี้เพิ่งเริ่มต้นฤดูกาล 2018/2019 เพิ่งผ่านเกมส์กับนาโปลีและพ่ายแพ้ไปทั้งที่ออกนำไปก่อน 2 ประตูแท้ ๆ ยังถูกทวงคืนตั้ง 3 ลูก ซึ่งประตูที่เสียทั้งหมดนี้ถือเป็นความผิดพลาดของกองหลังทั้งหมดเลย ลูกแรกปล่อยนักเตะนาโปลีแต่งลูกจนยิงได้ ลูกสองเสียเพราะบากาโยโก้ที่เพิ่งยืมมาจากเชลซีดันโหม่งไปเข้าทางฝั่งตรงข้ามที่รอหน้ากรอบยิงเข้าไปซะงั้น ลูกสามยิ่งแสดงความอ่อนด๋อยของแนวรับมิลานออกมาให้เห็น จากการถูกจ่ายเลียดหน้าปากประตู เสา1ไปเสา2 ให้ดรีส เมอร์เท่น ทำประตูชิง 3 คะแนนไปหน้าตาเฉย ส่วนอิกวาอินที่ได้มาจากยูเวนตุสด้วยสัญญายืมตัว (พร้อมทั้งสิทธิ์ซื้อขาด) กลับแสดงความโดดเด่นออกมาไม่ได้ สรุปแล้ว หลายปีมานี้ ผู้เล่นใหม่ที่มิลานซื้อมาร่วมทีมใช้ไม่ค่อยจะได้เลย กลายเป็นเด็กปั้นที่จะดูดีเสียกว่า ทั้งแพททริค คูโตรเน่, ดาวิเด้ คาลาเบรีย, และอาจจะรวมถึงมานูเอล โลคาเตลลี่ ที่ถูกปล่อยยืมไปซาสซูโอโล่ อีกด้วย (ประตูของโลคาเตลลี่วัย 18 ปี เมื่อเดือนกันยายน 2016 ที่ยิงเป็นประตูโทน เอาชนะยูเวนตุส ตามจริงเวลานี้เขาควรเป็นสตาร์ประจำทีมแดงดำไปแล้วด้วยซ้ำ) 

เหมือนกับมิลานทีมนี้ที่เคยยิ่งใหญ่ถูกคำสาป ซื้อใครมาก็ไม่เวิร์ค ขายบัคก้า ขายอันเดร ซิลวา ก็ไปฟอร์มดีกับทีมที่ได้ไปซะอีก มิลานจะผ่านยุคที่ซบเซานี้ไปได้หรือไม่ สังเกตอีกอย่าง บอร์ดบริหารชุดนี้ของรอสโซเนรี่จะชอบจ้างกุนซือประเภทนักเตะเก่าแต่เป็นมือใหม่มาคุมทีม อย่างอินซากี, เซดอร์ฟ ตอนนี้ก็กัตตูโซ่ที่กุมบังเหียนอยู่ ตรงนี้น่าจะเป็นคำตอบกระมัง ที่ทุ่มตัวนักเตะ ดันลืมจัดโค้ชเก่ง ๆ มาด้วย แต่งานนี้ก่อนจะรู้ผล รอดูนักเตะใหม่ที่ยังไม่ลงซะก่อนอย่าง อเลน ฮาลิโลวิช กับกาสติเญโฆ่ เสียก่อนน่าจะดีกว่า

 

post

ใครจะเป็นเจ้าของบัลลงดอร์ 2018

                 โลกฟุตบอลปี 2018 ถือว่ามีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นหลายอย่าง ทั้งแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก 3 สมัยซ้อนของรีลมาดริด แชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ของฝรั่งเศสในรอบ 20 ปี รวมถึงการย้ายทีมครั้งล่าสุดของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และสถิติค่าตัวผู้รักษาประตูแพงที่สุดของอลิสสัน เบ็คเกอร์ ที่อยู่ได้ไม่กี่วันก็ถูกทำลายโดยการเซ็นสัญญาของเคป้า อาริซาบาลาก้า ที่ย้ายจากแอธเลติก บิลเบา ไปสู่เชลซี ด้วยค่าตัว 71 ล้านปอนด์ ผิดกับสถิติค่าตัวผู้รักษาประตูแพงที่สุดในสุดในโลกของจานลุยจิ บุฟฟ่อน ที่รักษาสถิติยาวนานถึง 16 ปีเลยทีเดียว เหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาแก่โลกฟุตบอลแบบติดต่อกันให้แฟนบอลแทบไม่ได้หายใจยังไงยังงั้น

อย่างไรก็ตาม ก็มีคำถามว่า “แล้วใครจะเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของยุโรปปีนี้ล่ะ?” จริงอยู่ว่าลูก้า โมดริช ได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของฟุตบอลโลกไปแล้ว (Adidas Golden Ball Award) จากฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยม ที่พาทีมชาติโครเอเชียเข้ารอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก แล้วฟุตบอลสโมสร กัปตันทีมชาติโครเอเชียคนนี้ก็เป็นส่วนสำคัญในการพารีลมาดริดได้แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์เช่นกัน เรียกได้ว่าครบเครื่องทั้งฟุตบอลอาชีพและการรับใช้ชาติ แต่ถึงอย่างนั้น ใครกันนะที่ครบเครื่องยิ่งกว่า ที่เป็นส่วนสำคัญในการพารีลมาดริดคว้าแชมป์ แถมยังคว้าถ้วยเวิลด์คัพอีกด้วย เขาคนนั้น ก็คือ “ราฟาเอล วาราน” ไงล่ะครับ ที่เป็นกองหลังชั้นเทพ เชิงบอลไม่เป็นรองใครของทีมชาติฝรั่งเศส แปลกดี เก่งขนาดนี้ยังเงียบ ๆ แต่ติดโผรายชื่อผู้เข้าชิงบัลลงดอร์อยู่ เพียงแต่คะแนนมันน้อยเกินไป สำหรับอันดับ 4 ถึง 10 ได้แก่ 4.อองตวน กรีซมันน์: 72 คะแนน 5. ลีโอเนล เมสซี่: 55 คะแนน 6. คีเลียน เอ็มบัปเป้: 43 คะแนน 7.เควิน เดอบรอยน์: 28 คะแนน 8. ราฟาเอล วาราน: 23 คะแนน 9.  อาซาร์: 15 คะแนน และ 10. รามอส: 12 คะแนน แล้ว 3 อันดับแรก ที่จะประกาศสิ้นเดือนสิงหาคมนี้จะเป็นใคร? ให้เดาก็น่าจะมี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลูก้า โมดริช และอีกคนก็น่าจะเป็นโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ จากฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรง พาอียิปต์ไปฟุตบอลโลกในรอบ 28 ปี และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยต้นสังกัด “ลิเวอร์พูล” เข้ารอบชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยหูใหญ่ยุโรป 2018 

ในอดีตที่ผ่านมานานหลายปี ผู้เล่นที่เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของฟุตบอลโลกแล้ว จะไมได้รับรางวัลบัลลงดอร์ ที่เห็นว่าเหมาทั้ง 2 รางวัลเลย ก็เห็นมีแต่ “เปาโล รอสซี่” ในปี 1982 เพียงคนเดียวเท่านั้น ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่ผู้เล่นที่ดีที่สุด โดดเด่นที่สุดในปีนั้นจะได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ หรือแบ่งกันก็ได้ถ้าสมเหตุผล เช่น ปี 2006 ซีเนอดีน ซีดาน เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของฟุตบอลโลก ส่วน ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ก็เป็นกัปตันทีมชาติอิตาลีที่คว้าแชมป์โลกไปในปีนั้น แต่ปี 2018 นี้ก็ต้องมาดูกัน จริง ๆ ถ้าให้ว่ากันตรง ๆ เลย ราฟาเอล วาราน, อองตวน กรีซมัน สมควรเป็น 3 คนสุดท้ายที่ได้เข้าชิงบัลลงดอร์มากกว่าหรือไม่ เพราะกรีซมันเองก็ช่วยแอต.มาดริดคว้าแชมป์ยูโรป้า ทั้งยิง 4 จ่าย 2 ในบอลโลก แถมยังช่วยแอต.มาดริดโค่นรีลมาดริดในฟุตบอลชิงแชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพอีกต่างหาก 

คือถ้าบัลลงดอร์ ไม่ได้วัดกันที่ผลงานในสนาม แต่เน้นบารมี ความเป็นซูเปอร์สตาร์ ก็บอกกันตรง ๆ เลยดีกว่า อย่างนั้นยังพอรับได้ แต่คนที่ควรได้กลับไม่ได้ขึ้นไปยืนบนแท่น อย่างนี้มันไม่สมควรเลยจริง ๆ

 

post

การย้ายทีมของ CR7 เปรียบได้กับการถูกหวยของกัลโช่ เซเรียอา

หากถามถึงนักฟุตบอลผู้เป็นขวัญใจของแฟนฟุตบอลส่วนใหญ่ในทศวรรษที่ผ่านมา จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลีโอเนล เมสซี และคริสเตียโน โรนัลโด ซึ่งเป็นคู่นักเตะที่คว้าบัลลงดอร์จำนวนครั้งเท่ากันระหว่างปี 2008-2017 เป็นสถิติที่ถือว่าไร้เทียมทานในประวัติศาสตร์ฟุตบอล (ของปี 2018 ยังรอการตัดสินอยู่ ซึ่งเมสซีหลุดโผไปแล้ว แต่โรนัลโดยังอยู่ โดยคะแนนอันดับ 4-10 ได้แก่ 4. กรีซมันน์: 72 คะแนน 5. เมสซี: 55 คะแนน 6. เอ็มบัปเป้: 43 คะแนน 7. เดอบรอยน์: 28 คะแนน 8. วาราน: 23 คะแนน 9. อาซาร์: 15 คะแนน และ 10. รามอส: 12 คะแนน) นั่นคือ ถ้าโรนัลโดได้บัลลงดอร์ 2018 จะแซงเมสซีทำสถิติเจ้าของบัลลงดอร์ 6 ต่อ 5 สมัย

แต่ก่อนหน้าที่จะประกาศผลว่่าใครคือผู้เล่นทรงคุณค่าแห่งปีทวีปยุโรป ตลาดนักเตะล่าสุดคริสเตียโน โรนัลโด ก็ทำเซอร์ไพรส์วงการอีกครั้ง ซึ่งหลายท่านน่าจะทราบกันแล้ว ว่าเขาได้ตัดสินใจย้ายออกจากรีลมาดริด ไปสู่ยูเวนตุสแห่งลีกกัลโช่เซเรียอา โดยการย้ายครั้งนี้ถือเป็นบิ๊กดีลที่สร้างกระแส 2 แบบ คือ เสียดายปนอาลัยของแฟนบอลราชันย์ชุดขาว สลับกับความตื่นเต้นและคึกคัก ใฝ่ฝันถึงถ้วยแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปียนส์ลีกใบที่ 3 ของพลพรรคม้าลายแห่งอิตาลี แม้ในตอนแรกก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดฝันว่ามันจะเกิดขึ้นจริง ขนาดจูเซปเป้ มารอตต้า CEO ของฝั่งยูเว่ยังต้องถามกลับ เมื่อจอร์จ เมนเดส ซูเปอร์เอเยนต์คนดังเปิดประเด็นเรื่องโรนัลโด ว่า “นี่คุณกำลังล้อพวกเราเล่นใช่ไหม?” ถึงกระนั้น ซูเปอร์ดีลก็ลุล่วงไปด้วยดี สนนราคาที่ 100 ล้านยูโร ในวัย 33 ปี ของโรนัลโด และเจ้าตัวก็ระบุถึง 1 ในเหตุผลที่เลือกทีมม้าลายเป็นทีมใหม่ นั่นคือ ความประทับใจในการแสตนดิ้งโอเวชั่น (Standing Ovation) ของ แฟนบอลยูเว่ เมื่อหลังจากโรนัลโด จักรยานอากาศทำประตูที่ 2 ในการพบกันเลกแรกของยูเวนตุส-รีลมาดริด ในยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกส์ ฤดูกาล 2017-2018 โดยพี่โด้ถึงกับบอกเองว่า “ผมไม่เคยได้รับการให้เกียรติอย่างนี้มาก่อน”

การย้ายทีมของโรนัลโดรอบล่าสุดนี้ ไม่เพียงเป็นการเสริมทีมที่ยอดเยี่ยมของยูเวนตุสเท่านั้น กระทั่งลีกกัลโช่เซเรียอาก็ยังคึกคักตามไปด้วย แม้ว่าก่อนหน้านี้นาโปลีจะได้คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือระดับแชมป์เปี้ยนมานั่งเฮดโค้ชแล้วก็ตาม แต่พอโรนัลโดมา ดูเหมือนระดับความเข้มข้นของการแข่งขันจะสูงขึ้นอีก นอกจากนี้ทีมดังที่ซบเซาอยู่ เช่น มิลาน หรืออินเตอร์ ก็เสริมตัวผู้เล่นได้ดีทีเดียว ยิ่งมิลานที่ได้ทั้งกอนซาโล่ อิกวาอิน, มัตเตีย คัลดาร่า, ดิเอโก ลักซาลท์, และ ติเอมูเอ้ บากาโยโก้ เรียกได้ว่าดูน่าสนใจไม่ใช่น้อยในด้านของความสมดุลย์ในการเล่น และความคมในการทำประตู มองไปที่โรม่าที่ถึงจะเสียผู้รักษาประตูคนเก่ง อย่างอลิสสันไปให้ลิเวอร์พูล แต่ก็ได้ผู้เล่นใหม่ คือ สเตฟาน เอ็นซอนซี่ และฮาเวียร์ ปาสตอเร่ เข้ามา รวมถึงจัสติน ไคลเวิร์ต ผู้เล่นดาวรุ่งที่จะเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติฮอลแลนด์ในอนาคตอันใกล้ดูภาพรวมลีกถือว่ามีความน่าติดตามน่าสนใจเพิ่มมากขึ้นพอสมควร

อย่างไรก็ดี แฟนบอลหลายคนมองว่ากัลโช่นั้นหมู โรนัลโดมาอยู่ที่นี่ก็มีความคาดหวังกันว่าจะได้เห็นดาวยิงทีมชาติโปรตุเกสฉีกแนวรับทีมตรงข้ามกระจุย แต่นัดเปิดตัวกับคิเอโว่ ก็น่าจะพอทราบแล้วว่า “มันก็ไม่ได้หมูขนาดนั้น”  ยิ่งทีมตรงข้ามเจอนักเตะเซเล็บ เขายิ่งทุ่มเท เช่น ซอเร็นติโน่เซฟลูกยิงโด้แบบเซฟเอา ๆ แต่ที่แน่นอนคือ “โรนัลโดเล่นมันส์มาก” และ “ยูเว่ได้โรนัลโดมา กัลโช่เลยเหมือนถูกหวย” ตามคำที่คริสเตียน วิเอรี่ กล่าวไว้ก่อนเปิดฤดูกาล เพราะลีกที่ซบเซากำลังเริ่มกลับมาได้รับการจับตาอีกครั้ง