post

บาเยิร์น มิวนิค แชมป์ผู้เดียวดายในฟุตบอลเยอรมัน

เมื่อพูดถึงทีมฟุตบอลจากประเทศเยอรมัน คอฟุตบอลก็ต้องนึกถึงทีมเสือใต้บาเยิร์น มิวนิคกันแน่นอน จากความสำเร็จของเขาในลีกของประเทศเพราะนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา พวกเขาก็ยึดครองความเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด แม้ว่าจะเปลี่ยนผู้จัดการทีมไปหลายต่อหลายคนหรือฟอร์มการเล่นที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่เมื่อถึงบทสรุปเป็นเวลา 8 ปีแล้วที่ยอดทีมจากแดนใต้กลายเป็นแชมป์บุนเดสลีกาได้ในตอนจบ ด้วยปัจจัยทั้งด้านการเงินและคู่แข่งของพวกเขาที่ยังไม่สามารถลุกขึ้นมาต่อกรได้เลยเป็นระยะเวลานาน

ทีมฟุตบอลกับกฎ 50 + 1

เรื่องที่แฟนบอลกลุ่มอื่นที่ไม่ได้ชอบดูฟุตบอลเยอรมันมากนัก อาจจะไม่รู้ว่าทีมฟุตบอลส่วนใหญ่บริหารผ่านแฟนบอลท้องถิ่นครึ่งนึงและเป็นของนายทุนอีกครึ่งนึง โดยเฉพาะทางด้านการเงินที่ทำให้ทีมฟุตบอลไม่ได้ถูกทำให้สินค้ามากจนเกินไป และมีคุณค่าทางด้านจิตใจอย่างมากต่อแฟนบอลของทีมนั้น ๆ แต่ด้วยกฎข้อนี้เองทำให้ข้อจำกัดในการเติบโตของทีมต่าง ๆ ในเยอรมันกลับเติบโตได้ช้ากว่าทีมที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วอย่างบาเยิร์น มิวนิค หรือโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่พวกเขาสามารถหาสปอนเซอร์มาสนับสนุนทีมได้มากกว่าทีมเล็กทีมอื่น และแน่นอนนี่คือความได้เปรียบที่กฎ 50+1 ไม่ได้คาดไว้

ขณะที่ทีมอย่างอูนิโอน เบอร์ลินจะซื้อนักเตะราคาสูงสุดเท่าที่พวกเขาซื้อได้อยู่ที่สองล้านยูโร แต่ลองไปดูทีมแชมป์อย่างบาเยิร์น มิวนิคที่ซื้อลูคัส เออร์นานเดสในราคาแปดสิบล้านปอนด์นั่นก็เป็นข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดแล้วว่าไม่ใช่ในเวลาอันใกล้แน่ ๆ ที่จะมีทีมระดับกลางตารางสักทีมจะฟื้นขึ้นมาต่อกรกับพวกเขา เพราะกำลังซื้อของทีมเหล่านั้นต่างกันมากเกินไปนั่นเอง

คู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ

หลายต่อหลายฤดูกาลที่บาเยิร์นเจอผู้ท้าชิงมากหน้าหลายตา ขนาดที่มีช่วงเวลานึงที่ทีมเสือใต้เคยต้องตกไปอยู่อันดับหกก็เพราะทีมอื่น ๆ ทำผลงานได้ดีกว่าพวกเขาในช่วงครึ่งแรกของฤดูกาล แต่เมื่อพ้นจกครึ่งฤดูกาลแรกไปแล้ว หนังม้วนเดิมจึงกลับมาเล่นอีกครั้ง ทางบาเยิร์นที่ยิ่งเล่นยิ่งแข็งแกร่งไปทั่วทุกตำแหน่ง ส่วนคู่แข่งของพวกเขาไม่ว่าจะเป็นดอร์ทมุนด์ หรือไลป์ซิกที่อาการออกและไม่มีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งพอจะต้านทานความกดดันของตัวเอง ทำแต้มหล่นหายกันเป็นว่าเล่น จนสุดท้ายพวกเขาก็แพ้ภัยตัวเองจนทีมเสือใต้สามารถเข้าวินในช่วงท้ายฤดูกาลมาตลอด โดยเฉพาะในช่วงสองปีหลังที่พวกเขาเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานในช่วงครึ่งปีแรก ก่อนจะเก่งผิดหูผิดตาในช่วงครึ่งหลังเสมอ จนแฟนบอลบาเยิร์นมักจะไปตั้งความหวังกับฟุตบอลยุโรปมากกว่าผลงานในลีกของตัวเองเสียอีก

ด้วยความที่มีแต่ทีมระดับกลางอยู่ในลีกมากมายนั่นเอง ทำให้บาเยิร์น มิวนิคยังสามารถรักษาความแข็งแกร่งและครอบครองถาดแชมป์ลีกเป็นสมัยที่ 8 ติดต่อกันอย่างไม่ผิดความคาดหมายมากนัก จนแฟนบอลจากประเทศอื่นมักจะมองว่านี่คือลีกที่มีแค่ทีมเดียวเท่านั้น เป็นเสือใต้ผู้เดียวดายท่ามกลางฝูงแกะในเยอรมัน แต่พวกเขาก็อาจจะชะล่าใจไม่ได้ เพราะอย่างน้อยทีมอย่างแอแบร์ ไลป์ซิกและโบรุสเสีย ดอร์ทมุนด์ ต่างก็พยายามพัฒนาตัวเองขึ้นมาด้วยขนาดทีมและทุนที่มีทำให้อย่างน้อยบาเยิร์นก็มีคู่แข่งวิ่งตามอยู่ไม่ให้พวกเขาปล่อยตัวมากจนเกินไปในอนาคต

post

ฟุตบอลอิตาลี บ้านพักคนชราหรือการเล่นอันชาญฉลาด

กัลโช่ซีรีย์อาร์เป็นหนึ่งในลีกชั้นนำในทวีปยุโรปที่แฟนบอลส่วนใหญ่รู้จัก แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นที่นิยมเอาเสียเลย แม้ว่าช่วงเลาลงเล่นจะเหมาะสมกับชาวเอเชีย เพราะว่าตรงกับช่วงเย็นถึงหัวค่ำนั่นเอง ส่วนหนึ่งก็เพราะรูปแบบการเล่นที่ช้า เน้นเทคนิคและรอดูข้อผิดพลาดของคู่แข่งมากกว่าจะโหมบุกเข้าใส่เพื่อเอาประตูอย่างฟุตบอลอังกฤษหรือสเปน ที่แฟนบอลคุ้นเคยกันมากกว่า จนเป็นที่พูดถึงกันว่าลีกฟุตบอลของอิตาลีคือลีกสำหรับนักเตะกำลังเริ่มโรยรา แต่ยังต้องการเล่นในลีกสูงสุดอยู่ต่อไป หรือแฟนบอลพันธุ์แท้ของกัลโช่ซีรีย์อาร์จะบอกว่ามันไม่ใช่การเล่นที่เชื่องช้า แต่เป็นการเล่นด้วยกลยุทธ์ที่เลือดเย็นและการเข้าทำอย่างฉลาดต่างหาก ที่คือวิธีที่ถูกต้องในการเล่นฟุตบอลแบบอิตาลี

ลีกฟุตบอลและทีมชาติที่มักจะเต็มไปด้วยนักเตะในช่วงบันปลายอาชีพ

นักเตะอย่างเดวิด เบ็คแฮมหรือโรนัลดินโญ่ ต่างก็มาลงเล่นในช่วงปลายอาชีพของพวกเขาที่กัลโช่ซีรีย์อา รวมถึงทีมชาติอิตาลีเองที่นักเตะในยุครุ่งเรืองที่พาพวกเขาไปเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 ที่นักเตะส่วนใหญ่ก็มีอายุมากแล้ว ทั้งอังเดร ปีร์โล่ หรืออเลสซานโดร เดลปีอาโร่ ที่ค้าแข้งมานาน หรือมาดูในทีมชาติยุคปัจจุบันที่ยังมีลีโอนาโด้ โบนุชชี่ และชีโร อิมโมบิเล่ ที่อายุอานามเกินเลขสามแล้ว แต่ยังสามารถเป็นแกนหลักในนามทีมชาติได้ นี่ก็เป็นสิ่่งที่สังเกตเห็นได้ว่าทั้งกัลโช่ซีรีย์อาและทีมชาติต่างเปิดพื้นที่ให้กับนักเตะที่มีอายุมากกว่าประเทศอื่นอย่างกลมกลืน และเราจะได้เห็นข่าวคราวนักเตะในทุกตลาดซื้อขายว่า นักเตะที่ประสบความสำเร็จจากสโมสรชั้นนำในยุโรปมักจะเลือกมาลงเอยที่ลีกฟุตบอลอิตาเลี่ยนเป็นแห่งสุดท้าย ก่อนกลับไปแขวนรองเท้าที่บ้านเกิดอยู่เสมอ

การเล่นฟุตบอลเกมรับที่แสนชาญฉลาด

แม้ว่าผู้จัดการทีมฟุตบอลหลายคนจะกล่าวว่า เกมรับที่ดีที่สุดคือเกมรุกนั่นเอง ถ้าพวกเขาบุกเข้าใส่คู่ต่อสู้ตลอดเวลา พวกเขาก็จะไม่เปิดช่องว่างให้คู่แข่งสามารถตอบโต้และยิงประตูไม่ได้ในที่สุด แต่ทว่าในลีกอิตาลีพวกเขาส่วนใหญ่ไม่คิดแบบนั้น พวกเขามันจะเล่นเกมที่รัดกุม ค่อย ๆ ต่อบอลขึ้นไปเก็บไว้ที่ตัวเองให้นานที่สุด แล้วค่อยหาช่องส่งบอลต่อไปเพื่อหาจังหวะทำประตูในที่สุด แต่ด้วยวิธีแบบนี้นั่นเอง ที่ทำให้ฟุตบอลอิตาลีเลยมีจังหวะเข้าทำที่ช้ากว่าลีกอื่น ที่เน้นความเร็วแบบสเปน หรือดุดันแบบไม่ต้องเน้นเทคนิคมากอย่างในประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะลีกรองของพวกเขา ซึ่งในอีกมุมหนึ่งเรามักจะเห็นความผิดพลาดของผู้เล่นได้ง่ายกกว่ามากในทั้งสองลีกนี้ ส่วนทีมอิตาลีที่ขึ้นชื่อเรื่องความเขี้ยวของเกมรับจึงเป็นลีกที่สร้างชื่อให้กองหลังระดับโลกมาหลายต่อหลายคน เช่น ฟาบิโอ คานนาวาโร่ และมาร์โก้ มาเตรัซซี่ ที่ประสบความสำเร็จกับทั้งสโมสรและนามทีมชาติของตัวเอง ด้วยเกมรับที่เหนียวแน่นทำให้ทีมจากอิตาลีมักจะไปได้ไกลเสมอในทัวร์นาเมนท์ฟุตบอล และกลายเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของทีมต่าง ๆ เพราะวิธีการเล่นที่เลือดเย็นและเอาชนะได้อย่างยากลำบากทุกครั้งไป

ขึ้นชื่อว่าเป็นลีกกชั้นนำของยุโรปจึงไม่ใช่ที่ ๆ มาเอาชนะกันได้อย่างง่ายดายแน่นอน แม้ว่านักเตะชื่อดังของกัลโช่ซีรีย์อาจะเป็นนักเตะที่มีอายุเกิน 30 แล้ว แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับการแข่งขันเลย อาจจะเป็นข้อดีเสียอีกที่เรายังสามารถติดตามนักเตะแบบซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังสามารถโลดแล่นในฟุตบอลยุโรปต่อไป หรือในนามทีมชาติที่อิตาลีไม่เคยเปลี่ยนแปลงสไตล์การเล่นของตัวเองจนเป็นสูตรสำเร็จในแบบฉบับของพวกเขาอย่างที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ในโลกฟุตบอล

post

ลีกแชมป์เปี้ยนชิพ : ฟุตบอลอังกฤษแบบต้นตำรับ

หากเดินไปถามว่าแฟนบอลส่วนใหญ่ชอบดูฟุตบอลจากประเทศใดมากที่สุด คำตอบก็คงไม่พ้นพรีเมียร์ลีกจากประเทศอังกฤษที่เต็มไปด้วยนักเตะชื่อดังมากมาย และสไตล์การเล่นที่หลากหลาย รวมถึงผู้จัดการทีมชื่อดังต่างก็ต้องการมาลงฝีมือในลีกชั้นนำของยุโรปแห่งนี้สักครั้งหนึ่ง แต่ถ้าถามว่าแล้วสไตล์การเล่นของพรีเมียร์ลีกมีความชัดเจนแบบที่ฟุตบอลลาลีกาสเปน หรือกัลโช่ซรีย์อาของอิตาลีหรือไม่ คำตอบก็คือไม่เลย แต่ละทีมจะมีสไตล์ไปตามผู้จัดการของตัวเองเสียมากกว่า แล้วสไตล์ฟุตบอลอังกฤษเป็นอย่างไรแน่ ให้ลองไปชมฟุตบอลลีกแชมป์เปี้ยนชิพหรือลีกอันดับสองของประเทศอังกฤษนั่นเอง จะเห็นว่าพวกเขามีสไตล์การเล่นที่ดุดันเน้นเข้าปะทะ รวมถึงเป็นลีกรองที่เต็มไปด้วยยอดทีมในอดีต จนเป็นเอกลักษณ์ว่าพวกเขาคือฟุตบอลแบบผู้ดีอังกฤษอย่างแท้จริง

ศูนย์รวมยอดทีมจากอังกฤษในอดีต

หากไล่รายชื่อจากน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์, เฟรสตัน นอร์ทเอนด์, ดาร์บี้ เคาท์ตี้ และแบล็คเบิร์น โรเวอร์ ต่างก็เป็นทีมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นยอดทีมที่สามารถคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน หรือแชมป์ลีกสูงสุดมาแล้ว แต่ทว่าด้วยเหตุการณ์บางอย่างทำให้พวกเขาต้องตกลงไปเล่นในลีกรองแทน แต่นั่นไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของพวกเขาขาดหายไป พวกเขายังคงเป็นทีมที่มีแฟนบอลคลั่งไคล้และติดตามเชียร์อยู่เสมอ จนผู้ชมทางบ้านไม่รู้สึกเลยว่าพวกเขากำลังดูฟุตบอลในลีกที่ต่ำกว่า หากไปเทียบกับฟุตบอลอิตาลีกัลโช่ซีรีย์บีที่สนามมักจะโล่งอยู่เสมอ เพราะความนิยมของฟุตบอลในลีกเล็กไม่อาจะเทียบได้กับลีกใหญ่เลยนั่นเอง ด้วยความหลงไหลของแฟนบอลชาวผู้ดีทำให้บรรยากาศของสนามเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่ไม่เหมือนใคร และเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่รู้สึกได้ถึงฟุตบอลอังกฤษไม่ต่างกับพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว

ฟุตบอลที่เน้นปะทะและการเข้าทำรวดเร็ว

ฟุตบอลอังกฤษหรือผู้ดีที่มักจะเรียกกันตามหน้าหนังสือพิมพ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงในสนามฟุตบอล เพราะเวลาลงเล่นที่จริงแล้ว ผู้เล่นในแชมป์เปี้ยนชิพจะเต็มไปด้วยการเข้าปะทะที่รุนแรงในเกมที่ลื่นไหล เพราะพวกเขาต้องการทำประตูให้ได้ไวที่สุดและเอาชนะคู่แข่งของเขา โดยที่อาจจะมีกลยุทธ์ที่ดุดันไปบ้าง จนใบแดงและใบเหลืองมักจะพบเห็นได้ง่ายในลีกรองแห่งนี้ รวมถึงฟุตบอลอังกฤษที่มีชื่อเสียงจะการเล่นบอลแบบ Hit and hope หรือการสาดบอลไปข้างหน้าเพื่อให้กองหน้ารูปร่างสูงใหญ่พักบอลและส่งต่อเพื่อทำประตูคู่แข่ง เป็นวิธีการเล่นที่ไม่ซับซ้อนเลย แต่มันกลับได้ผลเสมอสำหรับหลายต่อหลายทีมที่เราอาจจะรู้จักกันดีเช่นสโต๊ก ซิตี้หรือทีมชื่อดังในยุค 90 อย่างวิมเบอร์ดัน จนเป็นเอกลักษณ์ว่านี่คือฟุตบอลโบราณไสต์อังกฤษแท้ ๆ

เสน่ห์ของฟุตบอลอังกฤษที่หาไม่ได้ในพรีเมียร์ลีกที่อาจจะเน้นไปที่ธุรกิจและความสำเร็จมากกว่า ส่วนการเล่นที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเพื่อเอาชนะและคว้าสิทธิไปเล่นในลีกสูงสุด จึงดูมีความเป็นฟุตบอลต้นฉบับมากกว่าในสายตาของแฟนบอล รวมทั้งทีมชื่อดังในอดีตที่ผู้ชมคอยส่งกำลังใจให้เลื่อนชั้นกลับมาเล่นให้หายคิดถึงเสียที คงเป็นเอกลักษณ์แบบหนึ่งที่ทำให้ลีกแชมป์เปี้ยนชิพน่าจับตามองไม่แพ้กับพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว

post

โอเดียน อิกาโล่ : ขุนพลปีศาจแดงคือความฝันของผม

ถือเป็นดีลที่สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนบอลปีศาจแดงทั่วโลกไม่น้อย สำหรับการย้ายมาร่วมทีมของ “โอเดียน อิกาโล่” ในโค้งสุดท้ายก่อนปิดตลาดนักเตะช่วงปีใหม่ ทั้งในแง่ของความรวดเร็วในการตกลงเซ็นสัญญา และตัวนักเตะเองที่ไม่มีข่าวเกี่ยวโยงกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเลยในช่วงเร็ว ๆ นี้

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจดึงตัวอิกาโล่ มาจากเซี่ยงไฮ้ กรีนแลนด์ เสิ่นหัว ทันเวลาก่อนตลาดนักเตะจะปิดตัวลงไม่กี่ชั่วโมงด้วยสัญญายืมตัวจนจบฤดูกาลและไม่มีเงื่อนไขการซื้อตัว นับเป็นการหวนคืนสู่เวทีพรีเมียร์ลีกอีกครั้งของดาวยิงทีมชาติไนจีเรีย ซึ่งเคยค้าแข้งกับวัตฟอร์ตมาก่อน โดยฝากผลงานไว้ที่ 17 ประตู 6 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 55 นัด แม้จะมีสถิติการทำประตูที่ดี แต่ก่อนจะย้ายไปเล่นในไชนีสซูเปอร์ลีกของประเทศจีนเมื่อปี 2017 อิกาโล่ไม่สามารถยิงประตูคู่แข่งในลีกได้เลยตลอด 14 นัดสุดท้าย ทำให้แฟนบอลพากันวิจารณ์ว่าเขาดีพอหรือไม่สำหรับทีมปีศาจแดง

การย้ายทีมของอิกาโล่ถือเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น เพื่อทดแทนมาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณหลังในเกมถล่มนอริช ซิตี้ 4-0 โดยอาการบาดเจ็บดังกล่าวตามที่ VWIN สืบทราบมา พบว่าเขาได้รับการประเมินว่าต้องใช้เวลารักษาเกือบ 2 เดือน และจะพลาดลงสนามช่วยทีมถึง 9 นัด ซึ่งการขาดหายไปของกองหน้าทีมชาติอังกฤษส่งผลโดยตรงต่อการผลิตสกอร์ของทีมปีศาจแดง เมื่อในอีก 2 นัดถัดมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พ่ายให้กับ ลิเวอร์พูล และเบิร์นลี่ย์ แบบไร้ประตู จนนำไปสู่การยืมตัวศูนย์หน้าวัย 30 ปีในที่สุด

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2016 อิกาโล่เคยเกือบได้ย้ายมาสวมเครื่องแบบปีศาจแดงในยุคของหลุยส์ ฟาน กัล โดยกุนซือจอมปรัชญาต้องการศูนย์หน้าคนใหม่เข้ามาเสริมแนวรุกที่กำลังประสบปัญหาการทำประตู ซึ่งในขณะนั้นอิกาโล่กำลังฟอร์มร้อนแรงกับวัตฟอร์ตที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา และเมื่อถูกสื่อสัมภาษณ์เขาก็ตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ผมเติบโตมาพร้อมกับการเฝ้าดู แอนดี้ โคล และ ดไวท์ ยอร์ค ทางทีวี พวกเขาคือไอดอลของผม และการลงเล่นในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คือความฝันของผมมาโดยตลอด” แม้ครั้งนั้นการย้ายทีมจะไม่เกิดขึ้น แต่ในสุด 4 ปีต่อมา ความฝันของเขาก็เป็นจริง

เอเยนต์ของอิกาโล่ เปิดเผยว่าในช่วงเดดไลน์มีหลายสโมสรพยายามดึงตัวนักเตะในการดูแลของเขาไปร่วมทีม แต่พอมีข้อเสนอจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเข้ามา อิกาโล่ก็บอกปัดทุกข้อเสนอทันที แม้การย้ายมาร่วมทีมปีศาจแดงจะทำให้ได้รับค่าเหนื่อยลดลง แต่กองหน้าชาวไนจีเรียก็ยังคงยืนยันความตั้งใจและไม่สนว่าจะถูกตัดค่าแรงลงเท่าใด พร้อมกับสั่งว่าต้องทำให้ดีลนี้สำเร็จให้ได้ จนอิกาโล่ได้กลายเป็นนักเตะไนจีเรียคนแรกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสมความตั้งใจ

แม้การย้ายทีมจะเรียบร้อยสมบูรณ์แล้ว แต่ด้วยปัญหาไวรัสโคโรนา อิกาโล่ที่เดินทางมาจากประเทศจีนจึงถูกกักตัวไว้เป็นเวลา 14 วัน ถึงแม้ขณะที่ใช้ชีวิตในจีนเขาจะอยู่ห่างจากมณฑลหูเป่ย ศูนย์กลางของการแพร่ระบาดหลายร้อยกิโลเมตรก็ตาม จนทำให้พลาดการเดินทางไปฝึกซ้อมที่สเปนพร้อมเพื่อนร่วมทีมในช่วงพักเบรกหนีหนาว และต้องฝึกซ้อมคนเดียวที่ศูนย์เทควันโดแห่งชาติ ซึ่งเป็นสถานที่กักตัวนับตั้งแต่เดินทางเข้ามายังอังกฤษ ถึงกระนั้นอิกาโล่ก็พร้อมแล้วสำหรับการพิสูจน์ตัวเองในฐานะขุนพลปีศาจแดง โดยหวังว่าจะทำผลงานตลอดช่วงการยืมตัวนี้ได้ดีเช่นเดียวกับที่ เฮนริค ลาร์สสัน ดาวยิงทีมชาติสวีเดนเคยทำไว้ในยุคของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

post

ความท้าทายครั้งใหม่ของซีเนดีน ซีดาน กับภารกิจกอบกู้เรอัล มาดริดอีกครั้ง

หลังจากเอาชนะลิเวอร์พูลในรอบชิงชนะเลิศ และพาเรอัล มาดริดสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกได้ 3 สมัยติดต่อกัน “ซีเนดีน ซีดาน” ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมราชันชุดขาวอย่างสายฟ้าแลบ ในขณะที่บรรยากาศของการเฉลิมฉลองยังไม่ทันจางหายไปเลยด้วยซ้ำ ปิดฉากความสำเร็จตลอดระยะเวลา 2 ครึ่งด้วยแชมป์ 9 รายการ แต่แล้ว 284 วันต่อมา หลังจากยอดทีมประจำเมืองหลวงของสเปนลองผิดลองถูกกับผู้จัดการทีมไปถึง 2 ราย กุนซือชาวฝรั่งเศสก็ถูกดึงตัวกลับรับภารกิจกอบกู้เรอัล มาดริดสู่ยุครุ่งเรืองอีกครั้ง

ซีดาน เคยกอบกู้เรอัล มาดริดสำเร็จมาแล้วในการคุมทีมสมัยแรก ครั้งนั้นทีมราชันชุดขาวตกเป็นเบี้ยล่างให้ทีมคู่ปรับอย่างบาร์เซโลน่ามาหลายฤดูกาล แถมภายใต้การนำของราฟา เบนิเตซ ทีมยังมีสภาพย่ำแย่อย่างมาก โดยแพ้ในศึกเอล กลาสิโก้เละเทะถึง 0-4 จนนำไปสู่การปลดกุนซือชาวสเปนช่วงกลางฤดูกาล แต่เมื่อซีดานก้าวเข้ามากุมบังเหียน เขาสามารถเปลี่ยนทีมเฉาให้กลายเป็นทีมแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ในระยะเวลาเพียง 4 เดือน ก่อนที่ฤดูกาลถัดมาจะพาทีมคว้าแชมป์ลาลีกาได้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี

หลังจากคุมทีมมา 2 ฤดูกาลครึ่ง ซีดานเลือกจากไปอย่างวีรบุรุษ หลังจากนำเรอัล มาดริดชูถ้วยแชมป์ได้ถึง 9 รายการ จากยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 3 สมัย, ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 2 สมัย, สโมสรโลก 2 สมัย, ลาลีกา 1 สมัย และสแปนิช ซูเปอร์คัพ 1 สมัย โดยให้เหตุผลในการจากลาครั้งนั้นว่า “สโมสรจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง และตัวเขาเองไม่รู้สึกถึงการเป็นผู้ชนะ เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไม่มีทางเลือกนอกจากเขาต้องเดินจากไป” แต่ภายใต้เหตุผลอันสวยหรูนั้นเป็นที่รู้กันดีว่าซีดานเลือกที่จะจากไปเพราะเขาไม่ได้มีอำนาจในการบริหารทีมอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องการซื้อ-ขายนักเตะที่สิทธิเด็ดขาดอยู่ในมือของฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสร จนนำไปสู่การคุมนักเตะซูเปอร์สตาร์ของทีมไม่อยู่ในที่สุด

การกลับมาของซีดานครั้งนี้ถือเป็นงานยากกว่าครั้งก่อนเสียอีก เมื่อนักเตะผู้แบกทีมอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้ย้ายออกไปอยู่กับยูเวนตุสแล้ว แถมยังไม่มีใครในทีมก้าวขึ้นมารับหน้าที่แทนได้ ทำให้นักเตะอย่างลูก้า โยวิช และเอเดน อาซาร์จึงถูกดึงมาร่วมทีมอย่างรวดเร็ว น่าเสียดายที่ยังหาทีมไหนมารับตัวแกเร็ธ เบลไปดูแลต่อไม่ได้ ทำให้ดีลของคีเลียน เอ็มบัปเป้ จึงยังไม่เกิดขึ้น ทั้งที่ดาวรุ่งดีกรีแชมป์โลกคือนักเตะที่ซีดานมองว่าเป็นส่วนผสมสำคัญของกาลาติกอสยุคใหม่

ปัจจุบันแม้เรอัล มาดริดจะรั้งอันดับ 3 ของลาลีกา ตามหลังจ่าฝูงอย่างบาร์เซโลน่า และรองจ่าฝูงอย่างแอตเลติโก้ มาดริดที่มีคะแนนเท่ากันเพียงแต้มเดียว แต่ฟอร์มโดยรวมของทีมราชันชุดขาวกลับยังไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะนักเตะความหวังที่ถูกดึงเข้ามาด้วยค่าตัวมหาศาลทั้งอาซาร์ และโยวิช ยังไม่อาจยกระดับทีมขึ้นมาได้ ทำให้ซีดานต้องไปดึงนักเตะที่หมดอนาคตกับทีมไปแล้วอย่างเบลให้กลับมาช่วยทีมอีกครั้ง จนหลายคนตั้งคำถามว่าซีดานจะใช่คำตอบสุดท้ายในการกอบกู้เรอัล มาดริดให้กลับไปสู่ยุครุ่งเรืองหรือไม่ เพราะความสำเร็จในอดีต ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จในอนาคตเสียด้วย

post

ฟิกาโย โทโมรี ปราการหลังดาวโรจน์จากเชลซี

แฟรงค์ แลมพาร์ด ได้ชื่อว่าเป็นกุนซือที่ชอบมอบโอกาสให้นักเตะดาวรุ่งลงสนาม และมักจะมองนักเตะไม่พลาดเสียด้วย เมื่อดาวรุ่งแต่ละคนล้วนตอบแทนความไว้วางใจด้วยผลงานอันยอดเยี่ยม โดยหนึ่งในนั้นคือ “ฟิกาโย โทโมรี” ปราการหลังวัย 21 ปีที่ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมเต็มตัวในฤดูกาลนี้

ฟิกาโย โทโมรี เข้าร่วมทีมอคาเดมี่ของเชลซีในรุ่นอายุต่ำกว่า 8 ปี ก่อนจะเป็นส่วนหนึ่งของทีมเยาวชนเชลซีชุดคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธคัพ และยูฟ่า ยูธลีก 2 ฤดูกาลติดเมื่อซีซั่น 2014-15 และ 2015-16 จนกระทั่งก้าวไปเป็นปราการหลังตัวหลักของทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 20 ปี ในศึกฟุตบอลโลกยู-20 ที่เกาหลีใต้ ซึ่งอังกฤษคว้าแชมป์มาครองได้ในที่สุด

โทโมรี ถูกส่งประเดิมสนามพรีเมียร์ลีกในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2015-16 ที่พบกับเลสเตอร์ ซิตี้ โดยถูกเปลี่ยนตัวแทนบรานิสลาฟ อีวาโนวิช ในตำแหน่งแบ็กขวา ก่อนที่ฤดูกาลถัดมาจะถูกยืมตัวไปเล่นให้กับไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน, ฮัลล์ ซิตี้ จนกระทั้งแฟรงค์ แลมพาร์ด ยืมตัวเขาไปเล่นให้ดาร์บี้ เคาน์ตี้ในลีกแชมเปี้ยนชิพทั้งฤดูกาล

ในฤดูกาล 2018-19 เซนเตอร์แบ็กวัย 20 ปี กลายเป็นกำลังหลักของทีมแกะเขาเหล็ก โดยลงสนามไปทั้งสิ้น 55 นัด ทำได้ 2 ประตู 1 แอสซิสต์ และ 14 คลีนชีต ช่วยให้ทีมจบในอับดับ 6 ได้เล่นเพลย์ออฟเพื่อเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก น่าเสียดายที่นัดเพลย์ออฟรอบไฟนัลไปพ่ายให้กับแอสตัน วิลล่า 1-2 แม้จะไม่อาจช่วยให้แกะเขาเหล็กเลื่อนชั้นได้สำเร็จ แต่โทโมรีก็ยังได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของดาร์บี้ เคาน์ตี้ ก่อนจะจูงมือผู้จัดการทีมกลับเชลซีหลังฤดูกาลสิ้นสุดลง

เมื่อพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-20 เปิดฉากขึ้น โทโมรีเริ่มต้นด้วยการนั่งดูเพื่อนร่วมทีมอยู่ข้างสนามตลอด 3 นัดแรก ก่อนจะถูกส่งลงสนามในเกมที่ 4 กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แถมยังทำประตูแรกในเครื่องแบบเชลซีได้ในนัดถัดมากับวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส จากลูกยิงไกลกว่า 30 หลา ปราการหลังชาวอังกฤษเริ่มฉายแววการเป็นกองหลังชั้นยอดในการดวลกับลิเวอร์พูล เมื่อตามประกบโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ จนเล่นไม่ออกตลอดทั้งเกม และมาทำผลงานได้ดีอีกครั้งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกกับอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม จนกระทั่งโจ โคล อดีตปีกความเร็วสูงของเชลซี ยกย่องกองหลังรุ่นน้องว่ามีความคล้ายคลึงกับวิลเลี่ยม กัลลาส กองหลังแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยติด

โทโมรี เป็นกองหลังที่มีร่างกายอันแข็งแกร่ง แม้จะมีความสูงถึง 1.85 เมตร แต่ก็มีความคล่องตัวและสปีดที่จัดจ้าน ถึงขนาดตามความเร็วของโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ได้ทุกจังหวะ แถมยังมีความนิ่งเกินวัยในการดวลตัวต่อตัวกับกองหน้าคู่แข่ง จนถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ไปเรียบร้อย กลายเป็นนักเตะความหวังของเชลซีและทีมชาติอังกฤษในอนาคต       

post

เนย์มาร์ นักเตะเจ้าปัญหาผู้โหยหาความสำเร็จ

นิตยสาร ฟร้องซ์ ฟุตบอล เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ ได้ประกาศรายชื่อนักเตะ 30 คนสุดท้ายที่ได้เข้าชิงบัลลงดอร์ 2019 โดยปีนี้ลิเวอร์พูล เจ้าของแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกเป็นทีมที่มีนักเตะถูกเสนอชื่อเข้าชิงมากที่สุดถึง 7 คน แต่สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้น การไม่มีชื่อของ “เนย์มาร์” ซุปเปอร์สตาร์ทีมชาติบราซิลอยู่ในรายชื่อเข้าชิงปีนี้ด้วย ทั้งที่ศูนย์หน้าเลือดแซมบ้าถือเป็นขาประจำสำหรับรางวัลนี้มาตลอดนับตั้งแต่ก้าวมาค้าแข้งที่ยุโรป

บัลลงดอร์ ถูกยกให้เป็นเสมือนรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลก การที่นักเตะมากความสามารถอย่างเนย์มาร์ หลุดจากโผเข้าชิงจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาการบาดเจ็บจนพลาดลงสนามช่วยปารีส แซงต์ แชร์แมงไปหลายนัด แถมยังเจ็บจนไม่มีส่วนร่วมกับทีมชาติบราซิลชุดแชมป์โคปา อเมริกาอีกด้วย รวมไปถึงพฤติกรรมด้านลบทั้งในและนอกสนามของเจ้าตัว ทั้งการทำร้ายร่างกายแฟนบอลแรนส์หลังแพ้ในนัดชิงบอลถ้วย ทั้งโพสต์ข้อความหยาบคายถึงผู้ตัดสินลงอินสตาแกรมส่วนตัวนัดที่พ่ายให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ทั้งข้อกล่าวหาในคดีข่มขืนผู้หญิงที่แม้จะหลุดจากคดีอันเนื่องมาจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ หรือแม้แต่การบีบให้ต้นสังกัดปล่อยตัวเขากลับบาร์เซโลน่า ล้วนแล้วแต่เป็นพฤติกรรมที่ไม่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างทั้งสิ้น

ล่าสุด เนย์มาร์เพิ่งเปิดใจยอมรับตามตรงว่าไม่มีความสุขในการรับใช้ปารีส แซงต์ แชร์แมง และต้องการย้ายออกจากทีมในช่วงตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมาจริง แต่เมื่อท้ายที่สุดแล้วเขายังต้องอยู่กับทีมต่อไป ก็พร้อมจะทุ่มเททำหน้าที่ในสนามอย่างดีที่สุด และจะพยายามพาต้นสังกัดคว้าชัยชนะใช้ได้อย่างต่อเนื่อง แม้แต่โธมัส ทูเคิลก็ออกปากรับรองเองว่า ซุปเปอร์สตาร์ชาวบราซิลกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของทีมอย่างสมบูรณ์แล้ว หลังช่วยซัดประตูชัยให้ทีมเอาชนะโอลิมปิก ลียงไปได้ แม้ก่อนหน้าที่เขาจะถูกแฟนบอลปารีสรุมโห่มาก็ตาม

การย้ายมาร่วมทีมมหาเศรษฐีฝรั่งเศสด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 222 ล้านยูโร เมื่อ 2 ปีก่อน ถูกมองว่าเพราะนักเตะแซมบ้าต้องการหลุดพ้นจากเงาของลีโอเนล เมสซี่ ซุปเปอร์สตาร์ชาวอาร์เจนติน่า และต้องการเป็นนักเตะสำคัญที่นำแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกมาสู่ปารีส แซงต์ แชร์แมงให้ได้ แต่สุดท้ายนอกจากจะไม่อาจพาทีมคว้าแชมป์ยุโรปได้แล้ว ศูนย์หน้าจอมสับยังไม่อาจก้าวข้ามศูนย์หน้าประจำทีมอย่างเอดิสัน คาวานี่ และรุ่นน้องไฟแรงอย่างคีเลี่ยน เอ็มบาปเป้ไปได้อีกด้วย ซึ่งเป็นที่มาของการไม่มีความสุขในเมืองแฟชั่นแห่งนี้

ด้วยฟอร์มการเล่นและปัญหาอาการบาดเจ็บของเนย์มาร์ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าบาร์เซโลน่าจะยอมจ่ายค่าตัวมหาศาลแลกกับนักเตะอย่างเขาไหม และซุปตาร์ชาวบราซิลจะยืนอยู่ตรงไหนในทีมบาร์ซ่า เพราะเมื่อมองกลับไปทีมเจ้าบุญทุ่มแห่งสเปนก็แทบไม่เหลือที่ว่างสำหรับเนย์มาร์อีกแล้ว

post

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ศูนย์หน้า 30 โคตรแจ๋ว

ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด คงเป็นสำนวนที่เข้ากับฟอร์มของโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ช่วงนี้เป็นที่สุด เพราะศูนย์หน้าทีมชาติโปแลนด์ในวัย 31 ปี ยังคงเดินหน้าผลิตสกอร์ให้กับบาเยิร์น มิวนิคเป็นว่าเล่น โดยตลอดทั้ง 13 นัดที่ทีมเสือใต้ลงเล่นทุกรายการในฤดูกาลนี้ เขาสามารถทำประตูได้ครบทุกนัด รวมเป็น 19 ประตู แถมทำแฮตทริกได้ตั้งแต่นัดที่ 2 ของศึกบุนเดสลีกาอีกด้วย

นับตั้งแต่ย้ายข้ามฟากหลังจากหมดสัญญากับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่อปี 2014 เลวานดอฟสกี้ก็สถาปนาตัวเองเป็นดาวซัลโวประจำทีมเสือใต้มาตลอดทั้ง 5 ฤดูกาล แถมใน 4 ซีซั่นหลังยังสังหารประตูได้เกิน 40 ประตูต่อฤดูกาลอีกด้วย นับเป็นส่วนสำคัญในการพาบาเยิร์น มิวนิคเป็นแชมป์บุนเดสลีกา 5 สมัยติดต่อกัน และแชมป์บอลถ้วยอีก 5 รายการ แต่ถึงแม้จะทำประตูได้มากเพียงใด ก็ยังมีช่วงเวลาที่ยากลำบากอยู่เช่นกัน

ในช่วงเวลาที่ฟอร์มตกไม่สามารถทำประตูในนัดสำคัญหลายนัดติดต่อกัน เลวานดอฟกี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักทั้งจากสื่อและเหล่าแฟนบอลทีมตัวเอง แถมยังไม่ได้รับการปกป้องเท่าที่ควรจากสโมสรอีกด้วย ทำให้กัปตันทีมชาติโปแลนด์ยอมรับว่าเคยคิดจะย้ายออกจากถิ่นอลิอันซ์ อารีน่ามาแล้ว แต่เขาก็สามารถต่อสู้และผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายมาได้จนกลับมาฉายแววเพชฌฆาตได้อีกครั้ง ในปัจจุบันเลวานดอฟสกี้ยิงประตูในบุนเดสลีกาไปแล้ว 9 เกมติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลของบุนเดสลีกา ทำลายสถิติเดิมของปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ที่เคยทำไว้ 8 นัดติดกับดอร์ทมุนด์เมื่อฤดูกาล 2015-16

นอกจากจะเป็นดาวซัลโวประจำบุนเดสลีกาแล้ว เลวานดอฟกี้ยังทำประตูในฟุตบอลยุโรปได้เป็นกอบเป็นกำอีกด้วย โดย 2 ประตูล่าสุดที่ทำได้จากนัดบุกไปพิชิตโอลิมเปียกอสถึงถิ่น 3-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ทำให้เขายิงประตูไปแล้ว 58 ประตู ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 5 นักเตะที่ทำประตูได้สูงสุดในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เอาชนะรุด ฟาน นิสเตอรอย เจ้าของตำแหน่งเดิมที่ทำสถิติไว้ 56 ประตู โดยตามหลังคาริม เบนเซม่า ที่ทำไว้ 60 ประตู, ราอู กอนซาเรซ จำนวน 71 ประตู, ลีโอเนล เมสซี่ เจ้าของสถิติ 113 ประตู และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ผู้ทำประตูสูงสุด 127 ประตู

เลวานดอฟสกี้ถือเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ครบเครื่องในยุคปัจจุบัน เพราะนอกจากจะยิงประตูได้จากทั้งสองเท้าแล้ว ยังสามารถโหม่งทำประตูได้อยู่บ่อยครั้ง โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขามีส่วนร่วมกับประตูที่บาเยิร์น มิวนิคทำได้ในทุก ๆ 88 นาที แถมยังเป็นนักเตะที่ยิงประตูชัยให้กับทีมได้ถึง 15 ครั้ง มากกว่ากองหน้าทุกคนในลีกชั้นนำของยุโรป

สถิติยิงประตูสูงสุดในหนึ่งฤดูกาลของเลวานดอฟสกี้อยู่ที่ 43 ประตู เมื่อฤดูกาล 2016-17 หากเขายังรักษามาตรฐานการยิงประตูแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เขาจะทำลายสถิติของตัวเองอย่างแน่นอน แถมยังอาจทำลายสถิติยิงประตูในหนึ่งฤดูกาลสูงสุดตลอดกาลกับบาเยิร์น มิวนิคที่แกร์ด มุลเลอร์ ดาวยิงระดับตำนานทำไว้ที่ 67 ประตูก็เป็นได้

post

ศึกแดงเดือด จุดเปลี่ยนที่ปีศาจแดงต้องการ

เกมแดงเดือดหนล่าสุดที่เพิ่งผ่านพ้นไป ก่อนลงสนามกูรูลูกหนังต่างยกให้ลิเวอร์พูลเป็นต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอยู่หลายช่วงตัวทั้งฟอร์มการเล่นและคุณภาพนักเตะ นับเป็นหนแรกในรอบหลาย 10 ปี ที่สื่อทุกสำนักฟันธงไปในทิศทางเดียวกันว่าหงส์แดงชนะแน่ แต่พอเอาเขาจริงปีศาจแดงเจ้าบ้านกลับเป็นฝ่ายออกนำไปก่อนจากมาคัส แรชฟอร์ด ร้อนถึงผู้มาเยือนต้องโหมบุกอย่างหนักจนมาได้ประตูตีเสมอจากอดัม ลัลลานา ในช่วงก่อนหมดเวลา 5 นาที จบเกมทั้งคู่จึงแบ่งแต้มกันไป นอกจากจะหยุดสถิติชนะรวดของคู่อริตลอดกาลไว้ได้แล้ว นักเตะปีศาจแดงยังเรียกศรัทธาจากแฟนบอลกลับมาได้อีกครั้ง โดยยังมีความหวังกลับไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกในปีหน้าอยู่ แทนที่จะมุ่งหน้าสู่แชมเปี้ยนชิพเหมือนหลายนัดที่ผ่าน ทั้งนี้ฟอร์มการเล่นที่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นของนักเตะและรูปแบบการเล่นที่เปลี่ยนไป

ตลอด 8 เกมในพรีเมียร์ลีกที่ผ่านมาโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ติดตั้งระบบการเล่น 4-3-3 ให้ทีมปีศาจแดงมาทุกนัด โดยภาพรวมแล้วต้องบอกว่าไม่เวิร์คเอาเสียเลย แม้หลายนัดจะครองบอลเอาไว้ทั้งเกม แต่ก็ไม่สามารถเจาะแนวรับคู่แข่งเข้าไปทำประตูได้ ทั้งนี้เนื่องมาจากการขาดนักเตะตำแหน่งหมายเลข 10 ที่จะคอยสร้างสรรค์โอกาสให้เพื่อนร่วมทีมทำประตู โดยนักเตะหลายคนที่ถูกจับมารับบทบาทนี้ ไม่ว่าจะเป็นเจสซี่ ลินการ์ด, ฮวน มาต้า หรือแม้แต่อันเดรียส เปเรย์รา ต่างก็สอบตกด้วยกันทั้งสิ้น จนกระทั้งกุนซือชาวนอร์เวย์ปรับมาใช้ระบบ 3-5-2 จึงทำให้ทีมมีความสมดุลขึ้น

โซลชาเลือกใช้ปราการหลัง 3 คน ในการหยุดสามประสานอันทรงประสิทธิภาพของลิเวอร์พูลจนแต่ละคนเล่นไม่ออก แถมการใช้อารอน วาน-บิสซาก้า และ แอชลีย์ ยัง ประจำการวิงแบ็กทั้งสองข้างยังสามารถหยุดการขึ้นเกมริมเส้นซึ่งเป็นอาวุธอันตรายของหงส์แดงได้อยู่หมัด ด้านเกมรุกนั้นการที่มาคัส แรชฟอร์ดมีคู่หูในแดนหน้า ยังช่วยให้ศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษมีอิสระในการเคลื่อนที่มากกว่าตอนถูกสั่งให้ยืนโดดเดี่ยวในตำแหน่งหน้าเป้า จนสามารถหาพื้นที่ทำเกมรุกได้หลายต่อหลายครั้งรวมถึงยิงประตูได้ในที่สุด

นอกจากแท็คติกที่เปลี่ยนไปแล้ว ความมุ่งมั่นของนักเตะแต่ละคนก็มีส่วนสำคัญช่วยให้ทีมทำผลงานออกมาดี อาจเพราะด้วยศักดิ์ศรีเกมแดงเดือดที่ค้ำคอ เราจึงเห็นนักเตะปีศาจแดงทุกคนวิ่งไล่กดดันนักเตะหงส์แดงในทุกจังหวะ โดยเฉพาะเฟร็ด และเปเรย์รา ที่เคยถูกปรามาสมาตลอด กลับเล่นได้อย่างไม่มีข้อผิดพลาดในเกมนี้

แม้จะมีฟอร์มโดยรวมที่ดี แต่ก็เป็นอีกเกมที่ปีศาจแดงไม่สามารถยิงประตูคู่แข่งได้เกิน 1 ลูก ระบบ 3-5-2 อาจไม่เหมาะในยามที่ต้องเจอกับทีมที่เน้นการตั้งรับ แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นอันดีในการปรับรูปแบบเกมรุกมาเป็นการใช้กองหน้าคู่ แถมการได้อ็องโธนี่ มาร์ซิยาลกลับมาจากอาการบาดเจ็บ น่าจะช่วยให้แนวรุกปีศาจแดงมีตัวเลือกในการเข้าทำมากขึ้น                    

post

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เกิดใหม่อีกครั้งในถ้ำเสือ

การได้ลงสนามเล่นให้กับบาเยิร์น มิวนิค ทำให้ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กลับมาฉายแววความเป็นเพลย์เมคเกอร์ระดับโลกอีกครั้ง หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการย้ายไปประสานงานร่วมกับ 2 ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่างลีโอเนล เมสซี่ และหลุยส์ ซัวเรซที่บาร์เซโลน่า แม้จะทำไปได้ถึง 21 ประตู กับอีก 11 แอสซิสต์ แต่ตัวรุกแซมบ้ากลับดูไม่มีความสุขในถิ่นแคมป์ นู ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ฤดูกาลผ่านมา

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ถือเป็นนักเตะคนสำคัญของลิเวอร์พูลในยุคเบรนแดน รอดเจอร์ส ในฤดูกาล 2013-14 เขาถูกวางตัวในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกเพื่อใช้ทักษะการครองบอลและการสร้างสรรค์เกมคอยสนับสนุนคู่กองหน้าอย่างหลุยส์ ซัวเรซ และดาเนียล สเตอร์ริดจ์ โดยผลิตผลงานไปได้ 5 ประตู 7 แอสซิสต์ ช่วยให้สองกองหน้าของทีมเป็นดาวซัลโวและรองดาวซัลโวประจำพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนั้น น่าเสียดายที่เมื่อฤดูกาลสิ้นสุดลงหงส์คงทำได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์ โดยมีแต้มตามหลังจากฝูงอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้เพียง 2 คะแนนเท่านั้น หลังจากนั้น 3 ปีเมื่อไม่อาจประสบความสำเร็จร่วมกับลิเวอร์พูลได้ คูตินโญ่ก็เลือกย้ายไปอยู่กับบาร์เซโลน่า ทีมระดับจักรวาลแห่งยุค ปิดฉากชีวิตบนเกาะอังกฤษด้วยสถิติยอดเยี่ยม 54 ประตู 45 แอสซิสต์จากการลงสนาม 201 นัด

ที่บาร์เซโลน่า คูตินโญ่ถูกถ่างไปเล่นในตำแหน่งริมเส้นด้านซ้ายมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาถนัดมากนัก แม้จะมีสถิติการทำประตูที่ดีกว่าเมื่อครั้งลงสนามกับลิเวอร์พูล โดยสามารถยิงประตูได้ทุก 230 นาที แถมยังทำแฮตทริกแรกในชีวิตได้ในเกมถล่มเลบานเต้ แต่ฟอร์มโดยรวมกลับไม่เป็นที่น่าพอใจมากนักและไม่อาจสร้างเกมบุกช่วยทีมได้ในแต่ละนัดจนมักถูกเปลี่ยนตัวออกอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งบาเยิร์น มิวนิคมาดึงตัวเข้าไปร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัวหลังจากฤดูกาล 2019-20 เริ่มต้นไปได้ไม่นาน โดยมีออปชั่นซื้อขาดที่ราคา 120 ล้านยูโร

ทันทีที่ได้ลงสนามให้ทีมเสือใต้ในเกมกับชาลเก้ คูตินโญ่ก็ได้กลับมายืนในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกอีกครั้ง โดยตลอดทั้ง 33 นาทีในสนาม เขาวิ่งไปทั่วในกรอบเขตโทษและยังสร้างโอกาสให้เพื่อนทำประตูได้หลายครั้ง ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะตัวหลักของบาเยิร์น มิวนิคในที่สุด โดยรับบทบาทผู้เล่นหมายเลข 10 อยู่หลังศูนย์หน้าตัวเป้าอย่างโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ขนาบข้างริมเส้นซ้าย-ขวาด้วยคิงสลีย์ โกม็อง และอีวาน เปริซิซ เพลย์เมคเกอร์บราซิเลี่ยนสามารถยิงประตูแรกในถิ่นอลิอันซ์ อารีน่าได้ในเกมพบกับโคโลญจน์ ซึ่งเกมนั้นเขาทั้งยิงทั้งจ่ายช่วยให้ทีมเสือใต้เปิดบ้านถล่มคู่แข่งไปด้วยสกอร์ 4-0

ปัจจุบันคูตินโญ่ ทำได้ 2 ประตู 4 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 10 นัดทุกรายการ การได้เล่นในตำแหน่งถนัดอีกครั้งน่าจะช่วยให้เขาลงสนามได้อย่างมีความสุข และกลับมาเป็นคูตี้คนเดิมที่อันตรายทั้งในเรื่องการเลี้ยงบอลและการจ่ายบอล รวมถึงการได้เล่นร่วมกับนักเตะระดับท็อปของโลก จะช่วยให้เขากลายเป็นนักเตะที่เก่งขึ้นอย่างแน่นอน